paauk:knowing_and_seeing:p318

Action unknown: copypageplugin__copy

{ หน้า ๓๑๘ }

  1. อารัมภบท

ในการสนทนาครั้งที่แล้ว เราได้สนทนากันถึงวิธีกำหนดรู้นาม และในการสนทนาก่อนหน้านั้น ถึงวิธีกำหนดรู้รูป ถ้าโยคีกำหนดรู้นามรูปได้ตามที่กล่าวไว้แล้ว ก็จะสามารถกำหนดรู้เหตุของนามรูปด้วย ซึ่งก็คือกำหนดรู้ ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นเรื่องของเหตุและผลที่เป็นไปในกาล ๓ คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธี ๔ อย่างเพื่อกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทตามจริตของคนฟัง ส่วนท่านพระสารีบุตรได้สอนวิธีที่ ๕ ซึ่งบันทึกไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค จะต้องใช้เวลาถ้าจะอธิบายวิธีทั้งหมดอย่างละเอียด ดังนั้น จึงจะดูเพียงแค่ ๒ วิธีที่ใช้สอนโยคีบ่อยที่สุดที่วัดพะเอ้า คือ วิธีที่เราเรียกว่า วิธีที่ ๕ ของท่านพระสารีบุตร และวิธีที่ ๑ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอน เช่น ในมหานิทานสูตรของทีฆนิกาย และในนิทานวรรคของสังยุตตนิกาย

วิธีทั้งสองเป็นการกำหนดรู้ ขันธ์ ๕ ในปัจจุบัน อดีต และอนาคต เป็นการกำหนดว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล เมื่อทำอย่างนี้ได้ ก็จะสามารถศึกษาวิธีกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทตามวิธีอื่นๆ ที่สอนไว้ในพระสูตรและอรรถกถาด้วย

  • ขุ.ปฏิ.๔๕ (ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส) ดูรายละเอียดอื่นอีกใน วิสุทธิ.ปัญญาภูมินิเทศ.๖๕๓*
  • ที.ม.๙๕ (มหานิทานสูตร) ส.นิ.๖๐ (นิทานสูตร)*

พระอาจารย์ใหญ่ในที่นี้กำลังพูดถึงกำลังของวิปัสสนา ซึ่งยังให้เห็นเพียงแค่อุปาทานขันธ์ ๕ (ส.อ.๗๙ สารัตถปกาสินี ขันธวารวรรค ขัชชนียสูตร ว่าด้วยผู้ถูกเคี้ยวกิน) ท่านไม่ได้ (ดูหน้าต่อไป)