paauk:knowing_and_seeing:p056

Action unknown: copypageplugin__copy

และเห็นนิโรธอริยสัจ { หน้า ๕๖ }

โยคีต้องเห็นความดับโดยขณะของสังขารซึ่งเกิดในทุกๆ ขณะจิต ซึ่งก็คือการรู้ และเห็นทุกขสมุทัยอริยสัจ (ที่เป็นโลกิยะ) และต้องทำอย่างนี้จนเห็นว่า ในอนาคตโยคีได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วหลังจากนั้นคือการปรินิพพาน

เมื่อโยคีบรรลุเป็นพระอรหันต์ อวิชชา (๑) ก็ได้คลายแล้ว และจะมีความดับไปอย่างไม่มีส่วนเหลือ (อนวเสสนิโรธา) ของอภิสังขาร (๒) ตัณหา (๘) และอุปาทาน (๙) นั่นก็คือเหตุของทุกข์ได้ดับไปแล้ว แต่ทุกข์เองจะยังไม่ดับไป เพราะว่าผลของกรรมในอดีตยังให้ผลอยู่ คือโยคีก็จะยังมีขันธ์ ๕ อยู่ (แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังทรงมีขันธ์ ๕ อยู่ และต้องทรงอดกลั้นต่อเวทนาทั้งที่เป็นสุขและเป็นทุกข์) เมื่อปรินิพพานแล้วเท่านั้น ขันธ์ทั้ง ๕ จึงจะดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ ซึ่งก็คือเมื่อถึงปรินิพพานแล้วเท่านั้น ทุกข์จึงดับไป

นี้หมายความว่า ความดับไปมี ๒ อย่าง คือ ๑. ความดับไปเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ ๒. ความดับไปเมื่อปรินิพพาน

เหตุของความดับทั้ง ๒ อย่างนี้ก็คือ อรหัตตมรรคญาณ ซึ่งรู้และเห็น (อสังขต) นิพพาน โดยมรรคญาณเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ แต่เมื่อโยคีหยั่งดูอนาคตในตอนนี้แล้ว รู้และเห็นการบรรลุเป็นพระอรหันต์และการถึงปรินิพพาน นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการรู้และเห็นพระนิพพานในขั้นนี้ โยคีไม่รู้และเห็นพระนิพพาน

ขันธ์ ๕ ได้แก่ วิญญาณ (๓) นามรูป (๔) สฬายตนะ (๕) ผัสสะ (๖) และเวทนา (๗) ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงได้รับความทุกข์ทรมานเพราะปวดหลัง (ดูหน้า 412) และเพราะความชราเมื่อทรงถึงวัยชรา (ดูการอ้างอิงในหน้า 430)