paauk:knowing_and_seeing:p384

รุเบกขาญาณ) ซึ่งมีสังขารธรรมเป็นอารมณ์ ไปสู่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ มรรค-ญาณและผลญาณ ซึ่งมีวิสังขารธรรมเป็นอารมณ์ ส่วนอนุโลมญาณเป็นญาณสุดท้ายที่มีสังขารธรรมเป็นอารมณ์

ช่วงจิตดวงที่ ๔ เกิดขึ้นมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี่เป็นญาณที่ ๑๓ คือ โคตรภูญาณ แม้จิตดวงนี้จะรู้อสังขตนิพพาน แต่ก็ไม่ได้ทาลายกิเลสใด ๆ เพราะมีหน้าที่เปลี่ยนวงศ์จากปุถุชนไปสู่พระอริยบุคคล

ช่วงจิตดวงที่ ๕ เกิดขึ้น มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี่เป็นญาณที่ ๑๔ คือ มรรคญาณ ซึ่งทาลายกิเลสได้ตามสมควร

ช่วงจิตที่ ๖ และ ช่วงจิตที่ ๗ เกิดขึ้น มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นญาณที่ ๑๕ คือ ผลญาณ

ธรรม ๓๗ อย่างเหล่านี้เป็นธรรมทั้งสิ้น ๓๗ อย่างแห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔, สัมมัปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗, และอริยมรรคมีองค์ ๘ ดูคำอธิบายสั้น ๆ ในหัวเรื่อง “สิ่งที่ต้องศึกษาและปฏิบัติ” หน้า ๔๑๘ และในวิสุทธิ ญาณทัสนวิสุทธินิเทศ ๘๑๗-๘๒๖

ตัวอย่างเช่น การทาลายสังโยชน์ (เครื่องผูก) ๓ อย่างแรกในโสตาปัตติมรรค ได้แก่:

  • (๑) สักกายทิฏฐิ (ทิฏฐิว่ามีบุคคล)
  • (๒) ความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
  • (๓) การยึดติดในกฎกติกาและธรรมเนียมปฏิบัติ

และยังตัด โลภะ โทสะ และ โมหะ ที่มีกำลังพอที่จะนำไปสู่ภพที่ต่ำกว่าโลกมนุษย์ การทาลายกิเลสโดยไม่มีส่วนเหลือบรรลุได้เมื่อเป็นพระอรหันต์