หน้านี้มีไว้อ่านอย่างเดียว คุณสามารถอ่านข้อความต้นฉบับ ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้สอบถามผู้ดูแลระบบถ้าคุณคิดว่านี่คือข้อผิดพลาด รุเบกขาญาณ) ซึ่งมีสังขารธรรมเป็นอารมณ์ ไปสู่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ มรรค-ญาณและผลญาณ ซึ่งมีวิสังขารธรรมเป็นอารมณ์ ส่วนอนุโลมญาณเป็นญาณสุดท้ายที่มีสังขารธรรมเป็นอารมณ์ '''ช่วงจิตดวงที่ ๔''' เกิดขึ้นมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี่เป็นญาณที่ ๑๓ คือ '''โคตรภูญาณ''' แม้จิตดวงนี้จะรู้อสังขตนิพพาน แต่ก็ไม่ได้ทาลายกิเลสใด ๆ เพราะมีหน้าที่เปลี่ยนวงศ์จากปุถุชนไปสู่พระอริยบุคคล '''ช่วงจิตดวงที่ ๕''' เกิดขึ้น มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี่เป็นญาณที่ ๑๔ คือ '''มรรคญาณ''' ซึ่งทาลายกิเลสได้ตามสมควร '''ช่วงจิตที่ ๖''' และ '''ช่วงจิตที่ ๗''' เกิดขึ้น มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นญาณที่ ๑๕ คือ '''ผลญาณ''' ธรรม ๓๗ อย่างเหล่านี้เป็นธรรมทั้งสิ้น ๓๗ อย่างแห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔, สัมมัปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗, และอริยมรรคมีองค์ ๘ ดูคำอธิบายสั้น ๆ ในหัวเรื่อง '''“สิ่งที่ต้องศึกษาและปฏิบัติ”''' หน้า ๔๑๘ และในวิสุทธิ '''ญาณทัสนวิสุทธินิเทศ ๘๑๗-๘๒๖''' ตัวอย่างเช่น การทาลายสังโยชน์ (เครื่องผูก) ๓ อย่างแรกในโสตาปัตติมรรค ได้แก่: * (๑) '''สักกายทิฏฐิ''' (ทิฏฐิว่ามีบุคคล) * (๒) ความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ * (๓) การยึดติดในกฎกติกาและธรรมเนียมปฏิบัติ และยังตัด '''โลภะ โทสะ''' และ '''โมหะ''' ที่มีกำลังพอที่จะนำไปสู่ภพที่ต่ำกว่าโลกมนุษย์ การทาลายกิเลสโดยไม่มีส่วนเหลือบรรลุได้เมื่อเป็นพระอรหันต์