paauk:knowing_and_seeing:p341

และคือกาย จิตไม่สามารถเกิดในมนุษย์ภูมิโดยปราศจากวัตถุ นี่เป็นเหตุที่ใจออกจากกายไม่ได้

แต่แนะนาได้ว่าในเวลาที่ภัยมาถึง ถ้าได้ฌาน ก็ให้เข้าฌานอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่า โยคีต้องได้ฝึก วสิ ในการเข้าฌานมาอย่างบริบูรณ์แล้ว ถ้าเข้าฌานในเวลาที่เผชิญภัย กุศลกรรมอาจรักษาตนไว้ได้ แต่ก็บอกไม่ได้อย่างแน่นอน

ถ้าอยู่ในฌานขณะที่เสียชีวิต โยคีก็อาจไปเกิดในพรหมภูมิชั้นใดชั้นหนึ่ง และถ้ามีความชำนาญในวิปัสสนา ก็พึงปฏิบัติวิปัสสนาเมื่อภัยมาถึง พึงกำหนดรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของสังขารทั้งหลาย ถ้าสามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้อย่างบริบูรณ์ก่อนที่จะเสียชีวิต ก็อาจจะบรรลุมรรคผลและเกิดในสุคติภูมิหลังจากนั้น ถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์ก็จะปรินิพพาน

แต่ถ้าอภิญญาไม่มี ฌานก็ไม่ได้ วิปัสสนาก็ปฏิบัติไม่ได้ ก็ยังอาจพ้นภัยโดยอาศัยเพียงกรรมดีเท่านั้น คือถ้ามีกุศลกรรมเพียงพอให้อายุยืน ก็อาจพ้นภัยนั้นได้ เหมือนกับพระมหาชนกโพธิสัตว์ ผู้รอดชีวิตเพียงผู้เดียวหลังเรือแตก หลังจากที่ว่ายน้ำถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ในที่สุดเทวดาก็มาช่วยไว้

คาถาม หลังจากบรรลุมรรคผล พระอริยบุคคลจะไม่กลับไปเป็นปุถุชน นี่เป็นสัมมัตตนิยาม (คือกฎธรรมชาติที่แน่นอน) และเช่นกัน ถ้าได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนจากพระพุทธเจ้า ก็จะไม่สามารถทิ้งข้อปฏิบัติเพื่อเป็นพระ

ดูการอาศัยซึ่งกันและกันของนามรูปในหน้า ๒๗