paauk:knowing_and_seeing:p127

วิธีเจริญอัปปนาสมาธิในอรูปฌาน

เพื่อเจริญอรูปฌานทั้ง ๔ แรกสุด พึงใคร่ครวญโทษของรูป คือ กายมนุษย์ที่เกิดจากอสุจิและไข่ของพ่อแม่นั้น เรียกว่า กรชกาย

เพราะมีกรชกาย จึงไม่ปลอดภัยจากการถูกทำร้ายด้วยอาวุธต่าง ๆ เช่น มีด หอก และกระสุนปืน ไม่ปลอดภัยจากการถูกทุบ การถูกตี และการทรมาน กรชกายนั้นมีภัยจากโรคนานัปการ เช่น โรคตา โรคหู และโรคหัวใจ พึงพิจารณาด้วยปัญญาว่า เพราะโยคีมีกรชกายอันเกิดจากรูป จึงต้องประสบทุกข์นานัปการ และถ้าสามารถพ้นจากรูปนั้นไปได้ ก็จะพ้นจากทุกข์เหล่านั้นได้

แม้รูปฌานอันละเอียดขั้นที่สี่จะข้ามพ้นรูปหยาบ ๆ ไปแล้ว แต่ก็ยังต้องอาศัยรูปเกิด ดังนั้น โยคีจึงต้องเพิกรูปคือกสิณเหล่านั้น เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว โดยที่ไม่มีฉันทะในรูปคือกสิณเหล่านั้น พึงเข้าจตุตถฌานอีกครั้งด้วยกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๙ อย่าง เช่น ปฐวีกสิณ เมื่อออกจากฌานนั้นแล้ว พึงใคร่ครวญโทษของฌานนั้นว่า ฌานนั้นต้องอาศัยรูปซึ่งโยคีไม่มีฉันทะอีกต่อไป ฌานนั้นยังมีปีติของตติยฌานเป็นศัตรูใกล้ และหยาบกว่าอรูปฌานทั้ง ๔ แต่ไม่ต้องใคร่ครวญโทษของเจตสิก (คือองค์ฌานทั้ง ๒) ในจตุตถฌาน เพราะอรูปฌานก็ยังมีเหมือนกัน เมื่อไม่มีฉันทะในจตุตถฌานแล้ว พึงใคร่ครวญความสงบยิ่งกว่าของอรูปฌานทั้งหลาย

  • (อ้างอิง: พจนานุกรม – มาจากคาบาลีที่แปลว่า กายที่เกิดจากธุลีในน้ำ คือน้ากาม)*

วิสุทธิ.อารุปปนิเทศ.๒๗๖ กล่าวว่า “เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรนั้น เบื่อหน่ายใคร่จะหลีกไปจากกสิณรูปอันเป็นอารมณ์ของจตุตถฌาน ตามประการที่กล่าวแล้วนี้ ย่อมเป็นผู้สั่งสมวสีไว้โดยอาการ ๕ ออกจากรูปาวจรจตุตถฌานที่คล่องแคล่วแล้ว ก็เล็งเห็นโทษในฌาน (ดูหน้าต่อไป)”