paauk:knowing_and_seeing:p399

Action unknown: copypageplugin__copy

คาถามและคาตอบ ๗ – คาถาม ๗.๑๐ – ความต่างกันระหว่างจิตกับทิฏฐิ

๒. ความเห็นผิดว่าตน

นี่คือความเห็นผิดที่เกิดจากตัณหา ซึ่งมีความสำคัญ (ในแง่ที่ว่า) มีอัตตาที่เที่ยง ซึ่งอาจจะมีพร้อมกับสัญญาว่า มีผู้สร้างอัตตาที่เที่ยงนั้น

ในบรรดาภพภูมิทั้ง ๓๑ จะไม่มีอัตตาในที่ไหน ๆ เลย มีแต่เพียงนามรูปและเหตุของนามรูป ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา และนอกเหนือจากภพภูมิ ๓๑ นี้ก็ไม่มีอัตตาในที่ไหน ๆ ด้วย วิปัสสนาปัญญาเยี่ยงนี้เป็นวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ ซึ่งทลายมิจฉาทิฏฐิอย่างชั่วคราว รวมทั้งความเห็นผิดว่าอัตตา แต่มรรคญาณซึ่งเป็นมัคคสัมมาทิฏฐิ ย่อมทลายมิจฉาทิฏฐิอย่างไม่มีส่วนเหลือ

ดังนั้น จริง ๆ แล้วจึงมีทิฏฐิ ๓ อย่าง ได้แก่ ๑. มิจฉาทิฏฐิ ๒. วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นโลกิยะ

พ.ประมวล.

ปรมาตมัน คือ อาตมันสูงสุด หรืออัตตาสูงสุด (บรมอาตมัน หรือ บรมอัตตา) เป็นภาวะแท้จริงและเป็นจุดหมายสูงสุดตามหลักความเชื่อของศาสนาฮินดู (เดิมคือศาสนาพราหมณ์) ซึ่งถือว่า ในบุคคลแต่ละคนนี้มีอาตมัน คืออัตตาหรือตัวตนสิ่งสู่อยู่ครอง เป็นสภาวะที่เที่ยงแท้ถาวร เป็นผู้คิดผู้นึกผู้เสวยเวทนาเป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนย่อยที่แบ่งภาคออกมาจากปรมาตมันนั้นเอง

เมื่อคนตาย อาตมันนี้จะออกจากร่างไปสิงอยู่ร่างอื่นต่อไป เหมือนถอดเสื้อผ้าเก่า สวมเสื้อผ้าใหม่ หรืออกจากเรือนเก่าไปอยู่ในเรือนใหม่ ได้เสวยสุขหรือทุกข์เป็นต้น สุดแต่กรรมที่ได้ทำไว้ เวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป จนกว่าจะตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับปรมาตมัน และเข้าถึงความบริสุทธิ์จากบาปโดยสิ้นเชิง จึงจะได้กลับเข้ารวมกับปรมาตมันดังเดิม ไม่เวียนตายเวียนเกิดอีกต่อไป ปรมาตมันนี้ก็คือ พรหม หรือพรหมัน นั่นเอง