paauk:knowing_and_seeing:p380

{ หน้า ๓๘๐ }

๒. พึงเห็นความสิ้นไปอย่างไม่ขาดสายของสังขารว่าเป็นภย (ความน่ากลัว) เพื่อจะเห็นความเป็นทุกข์ ๓. พึงเห็นความว่างจากสาระที่เที่ยงแท้ของสังขาร เพื่อจะเห็นความเป็นอนัตตา

พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ไม่เพียงแต่ในความสิ้นไปของรูปนาม แต่ให้เห็นด้วยเช่นกันในความสิ้นไปของวิปัสสนาจิตซึ่งเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้นของรูปนาม นี่หมายความว่า พึงเห็นความสิ้นไปของรูปและรู้ว่านั่นไม่เที่ยง นั่นคือวิปัสสนาจิตแรก ต่อจากนั้น ด้วยวิปัสสนาจิตที่สอง พึงเห็นความสิ้นไปของวิปัสสนาจิตแรก และรู้ว่าแม้*นั่น*ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน

ให้ทำอย่างเดียวกันกับนาม แล้วหลังจากนั้นกับรูปและนามอีกครั้งหนึ่งเพื่อรู้ความเป็นทุกข์และความเป็นอนัตตา พึงฝึกอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งอีก สลับกันระหว่างภายในกับภายนอก ระหว่างรูปกับนาม ระหว่างสังขารที่เป็นเหตุกับสังขารที่เป็นผล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เมื่อกำหนดความสิ้นไปและความดับสิ้นไปของสังขารอยู่อย่างนี้ วิปัสสนาที่เข้มแข็งและมีกำลังจะก้าวขึ้นสู่วิปัสสนาญาณทั้ง ๖ ต่อ ๆ ไปได้ตามลำดับ

ในขั้นนี้ โยคีจะเจริญญาณ ๑๑ อย่างแรกในญาณ ๑๖ โดยญาณ ๕ อย่างแรกที่โยคีได้แล้วคือ