วิธีเห็นการสืบต่อของปฏิจจสมุปบาท
วิถีจิตสุดท้ายในชาติหนึ่ง ๆ มีชวนจิตเพียง ๕ ขณะเท่านั้น เจตนาในชวนจิตโดยตนเองไม่สามารถทำให้เกิดปฏิสนธิจิต (ในชาติต่อไป) แต่ทำหน้าที่เป็นสะพานเพื่อข้ามไปยังชาติต่อไป ตทาลัมพนจิตอาจจะติดตามชวนจิต และภวังคจิตอาจเกิดขึ้นก่อนจุติจิต อาจจะเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลาสั้น ๆ หรือเป็นระยะเวลายาว แม้เป็นเวลาหลายวันหรือหลายอาทิตย์ ด้วยความดับไปของจุติจิต ชีวิตินทรีย์ก็จะถูกตัดขาด(จากรูป)และเหลือเพียงแต่ซากศพ เป็นรูปที่ไม่มีวิญญาณครอง
วิถีจิตแรกในแต่ละชาติ มีความเป็นไปอย่างนี้คือ เมื่อปฏิสนธิ (จิตดวงแรกในชีวิต) เกิดขึ้นแล้ว ภวังค์จิต ๑๖ ดวงซึ่งรู้อารมณ์เดียวกันก็เกิดขึ้นตามมาทันที หลังจากนั้นมโนทวารวิถีก็เกิดขึ้นซึ่งมีขันธ์ใหม่เป็นอารมณ์
ดังที่ปรากฏอยู่ในตาราง การเกิดในภพภูมิ ๓ นั้นติดตามการตายโดยทันที แต่ว่า ก็ยังมีชนผู้กล่าวถึงภพในระหว่าง โดยสมมุติว่า เป็นภพระหว่างจุติจิตกับปฏิสนธิจิตที่ติดตามมา ซึ่งบุคคลนั้นจะเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ *อภิ.ก.๕๐๕* (อันตรภวกถา) กล่าวถึงมิจฉาทิฏฐินี้ ในที่นั้น มีคำอธิบายว่า ข้อสมมุตินี้เป็นการแสดงภพภูมินอกเหนือไปจากภพภูมิทั้ง ๓ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ มิจฉาทิฏฐิเช่นนี้เกิดขึ้นอาศัยการศึกษาที่ผิดพลาดในเรื่องของพระอนาคามีซึ่งมีหลายประเภท และเกิดขึ้นอาศัยความเข้าใจผิดในเรื่องการเกิดเป็นเปรตในระยะสั้น ๆ ด้วย เรื่องนี้ได้กล่าวไว้แล้วในคาถามและคาตอบ ๔.๘ หน้า ๒๗๖
มีข้อยกเว้นคือการตายของอสัญญีบุคคล อารมณ์ของจิตใกล้ตายในชาติก่อนเป็นกสิณอารมณ์และประกอบด้วยความเบื่อหน่ายในนาม การเกิดเป็นอสัญญีพรหมนั้นจึงมีแต่รูป ไม่มีนาม ไม่มีปฏิสนธิหรือจุติจิต ไม่มีมรณาสันนวิถีจิต อารมณ์ของปฏิสนธิในชาติต่อไปจะเป็นกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตจากชาติก่อน ๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ในปัญจัปปกรณ์อนุฎีกา (ฎีกาของอรรถกถาปัญจปกรณ์) *ปจฺจยปจฺจนียานุโลมวณฺณนา* (ข้อ ๑๙๐) อธิบายว่า หลักนี้ (คือจิตที่เกิดขึ้นดวงแรกเป็นปฏิสนธิ ตามด้วยภวังค์ ๑๖ ดวงเป็นต้น) ใช้ได้ทั้งในอสัญญีภพ (ซึ่งต้องตามด้วยกามภพ) และอรูปภพ (ซึ่งอาจจะตามด้วยอรูปภพเดียวกันหรือสูงขึ้นไป) หรือในกามภพ