คาถามและคาตอบ ๓ – ๓.๘ สติที่เข้มแข็งห้ามกรรมนิมิตได้
เช่นนั้นเป็นอารมณ์ของวิถีจิตก่อนตาย (มรณาสันนชวน) นิมิตนั้นอาจก่อให้เกิดปฏิสนธิจิตในภูมิของเทวดา ทำให้เกิดใหม่เป็นเทวดาโดยเป็นอุปปาติกะ
สำหรับอานิสงส์ที่โยคีเช่นนี้อาจได้ในชาติต่อไปที่เป็นเทวดา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ในโสตานุคตสูตร ในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ว่า
ตสฺส เต ธมฺมา โสตานุคตา โหนฺติ วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา. โส มุฏฺฐสฺสติ กาล กุรุมาโน อญฺญตร เทวนิกาย อุปปชฺชติ. ตสฺส ตตฺถ สุขิโน ธมฺมปทา ปฺลวนฺติ ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท อถ โส สตฺโต ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ
ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระอริยะ คล่องปาก ขึ้่นใจ แทงตลอดดีด้วยวิปัสสนาญาณ เมื่อเธอตายไป จะไปเกิดในหมู่เทวดาหมู่ใดหมู่หนึ่ง สังขารทั้งหลายย่อมปรากฏอย่างชัดเจนแก่เธอ สติอาจจะเกิดขึ้นช้า
คำศัพท์และอรรถกถา
[พจนานุกรม]
- อุปปาติกะ (อุปะปาติกะ, อุบปะปาติกะ) : น. ผู้เกิดผุดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ อาศัยอดีตกรรม ได้แก่เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย, โอปปาติกะ ก็เรียก.
[อรรถกถา]
- จตุกกนิบาต. ข้อ ๑๙๑ (โสตานุคตสูตร)
- มุฏฺฐสฺสติ : มีความหมายว่า “มีสติหลงลืม” แต่ในที่นี้ พระพุทธองค์ทรงหมายถึงว่า บุคคลนั้นย่อมเกิดในภพใหม่โดยความเป็นปุถุชน ไม่ใช่พระอริยบุคคล.