paauk:knowing_and_seeing:p173

Action unknown: copypageplugin__copy
คาถามและคาตอบ ๓ – ๓.๑ อุคคหนิมติ ปฏิภาคนิมิต { หน้า ๑๗๓ }

ในเบื้องต้น สมาธิและภาวนาในปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นบริกรรมเช่นกัน แต่เมื่อใกล้จะถึงฌาน สมาธิและภาวนานั้นเป็นอุปจาระ เมื่อถึงอัปปนาคือถึงฌานแล้ว นิมิตก็ยังเป็นปฏิภาคนิมติ แต่สมาธิและภาวนานั้นเป็นอัปปนา

๓.๒ ความต่างระหว่างอุปจารสมาธิกับอัปปนาสมาธิ

คาถาม อะไรเป็นความต่างระหว่างอุปจารสมาธิกับอัปปนาสมาธิ

คาตอบ เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏ สมาธิก็จะมีกำลัง แต่ในระดับนี้ซึ่งเป็นระดับอุปจารสมาธิ องค์ฌานยังไม่ได้เจริญอย่างเต็มที่ ดังนั้น ภวังค์ (คือจิตที่สืบต่อภพ) จึงยังเกิดอยู่ คือโยคียังตกลงไปในภวังค์ โยคีอาจคิดว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างได้ระงับไปหมดแล้ว” หรือว่า “นี่คือพระนิพพาน” แล้วคิดว่า “เราไม่รู้อะไรๆ เลยในช่วงนั้น” ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ ในที่สุด โยคีก็อาจดำรงอยู่ในภวังค์เป็นเวลายาวนาน

ในการฝึกอะไรๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะถูกหรือผิด บุคคลย่อมบรรลุเป้าหมายถ้าฝึกแล้วฝึกอีก เหมือนกับสำนวนอังกฤษว่า “Practice makes perfect” คือ การฝึกแล้วฝึกอีกทำให้บุคคลนั้นเก่งขึ้น ในกรณีนี้ก็เช่นกัน ถ้าปฏิบัติดังว่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็อาจจะตกลงสู่ภวังค์เป็นระยะเวลานาน แล้วทำไมจึงคิดว่าไม่ได้รู้อะไรๆ ทั้งสิ้น

ถ้าคิดว่า “นี่คือพระนิพพาน” นี่ก็จะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการดำเนินถึงพระนิพพาน ถ้าไม่กำจัดอุปสรรคนี้ ก็จะบรรลุพระนิพพานไม่ได้ ทำไมถึงเกิดความคิดนี้ ก็เพราะหลายท่านคิดว่า สาวกไม่สามารถรู้แจ้งนามรูปเหมือนดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเจริญสมาธิให้ลึกซึ้งมากเพื่อกำหนดรู้นามรูปและเหตุของนามรูปดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ เพราะฉะนั้น สมาธิของโยคีเหล่านี้จึงอ่อนแอ และภวังค์ก็ยังเกิดอยู่เพราะองค์ฌานก็อ่อนด้วย จึงไม่สามารถรักษาสมาธิไว้เป็นเวลานาน ถ้าจงใจปฏิบัติเพื่อให้ตกลงสู่ภวังค์ ก็ย่อมบรรลุ