คำถามและคำตอบ ๒
คำถาม ๒.๒ – การเจริญสมถกรรมฐานก่อนเจริญวิปัสสนา { หน้า ๑๓๙ }
ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในกสิณ ๑๐ และสมาบัติ ๘ ได้เจริญวิปัสสนาจนได้อุทยัพพยญาณแล้ว จึงเข้าป่าเพื่อเจริญกรรมฐานให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ภิกษุเหล่านั้นก็ได้กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทวดาในป่าที่ได้หลอกภิกษุให้เกิดความหวาดกลัว พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนกรณียเมตตสูตรแก่ภิกษุเพื่อเป็นกรรมฐานและเพื่อสวดเป็นพระปริตร
เมื่อใช้เป็นกรรมฐานนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ได้เมตตาฌานและได้ขจัดการแบ่งแยกระหว่างบุคคล (สีมาสัมเภท) แล้ว พระสูตรนี้จึงแสดงการเจริญเมตตาแบบพิเศษ ที่โยคีได้เจริญกรรมฐานจนถึงตติยฌานด้วยการแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์ โดยมีอานุภาพการคิดว่า *“สุขิโน วา เขมิโน โหนฺต,ุ สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตฺตา”* (ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุข เป็นผู้หลุดพ้นจากภัย)
ในคัมภีร์กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นจะเจริญกรรมฐานนี้ได้โดยง่าย เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญในกสิณทั้ง ๑๐ แล้ว ดังนั้น กสิณกรรมฐานนั้นจะช่วยให้เมตตาฌานเกิดขึ้นได้ง่ายอย่างไร?
ในอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ในบรรดาวัณณกสิณทั้ง ๔ นั้น โอทาตกสิณเป็นเลิศ โอทาตกสิณนี้ทำให้จิตใจสะอาดสุกใส ใจที่สะอาดสงบนั้นก็จะดีกว่าและมีกำลัง หากได้เจริญเมตตากรรมฐานด้วยจิตใจที่สะอาดปราศจากกิเลส
**
- ขุ.สุ. (เมตตสูตร เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรณียเมตตสูตร)
- พจนานุกรม – ปริตร (ปะริด, ปะหฺริด) น. ความต้านทาน, เครื่องป้องกัน
- ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเมตตากรรมฐานที่หัวข้อ “วิธีเจริญเมตตา” หน้า 148
- อ.ทสก.๒๙ (ปฐมโกสลสูตร)