paauk:knowing_and_seeing:p130

Action unknown: copypageplugin__copy

อย่างนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นในขณะจิตเดียวกัน เมื่ออากาสานัญจายตนฌานจิตเกิดขึ้น วิญญาณัญจายตนฌานจิตก็ไม่อาจมีได้ ในนัยกลับกันก็เช่นกัน ดังนั้น พึงถือเอาความไม่มีแห่งอากาสานัญจายตนฌานจิตเป็นอารมณ์ และกำหนดว่า “ว่างเปล่า ว่างเปล่า” หรือ “ไม่มี ไม่มี” ให้ตั้งสมาธิอยู่กับนิมิตนั้นต่อไปจนบรรลุฌาน แล้วเจริญวิสีทั้ง ๕ นี่เป็นอรูปฌานที่ ๓ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อากิญจัญญายตนฌาน

อรูปฌานที่ ๔ นั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (คือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) เพราะสัญญาในฌานนี้สุขุมมาก แต่จริงๆ แล้วนามธรรมทั้งหมดในฌานนี้ก็สุขุมมาก เช่นว่า จะมีเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ จะมีจิตก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ จะมีผัสสะก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ถึงแม้นามธรรมทุกอย่างจะสุขุม แต่ฌานนี้ก็อธิบายด้วยคำว่า สัญญา โดยมีอารมณ์คือ อากิญจัญญายตนฌานจิต เพื่อเจริญเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน พึงใคร่ครวญโทษของอากิญจัญญายตนะ คืออากิญจัญญายตนะนั้นมีวิญญาณัญจายตนะเป็นศัตรูใกล้ และไม่สงบเท่ากับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ยิ่งกว่านั้น ตัวสัญญาเองก็เป็นโรค เป็นฝี และเป็นลูกศร เมื่อไม่มีฉันทะในอากิญจัญญายตนะแล้ว พึงใคร่ครวญความสงบยิ่งกว่าของเนวสัญญานาสัญญายตนะ หลังจากนั้นพึงตั้งสมาธิครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่กับ

**

  • มีอธิบายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนิมิตต่างๆ ของอานาปานสติด้วยในหน้า ๘๒*