คาถามและคาตอบ ๑ – ๑.๓ วิญญาณออกจากร่างหรือไม่ในอานาปานสติ
ต้องแยกแยะความเป็นอันเดียวกันที่ปรากฏของจิตใจ ต้องเห็นว่า การรู้นั้นเกิดขึ้นอาศัยวิถีจิตที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยวิธีนี้ จึงจะเห็นว่า ใจนั้นไม่มีการสืบต่อ คือ ทันทีที่เกิดขึ้นก็จะดับไป ไม่มีเวลาพอที่จะไปในที่ไหน ๆ ไม่ว่าจากภพสู่ภพ ไม่ใช่ แม้แต่จากวินาทีนี้ไปสู่วินาทีหน้า
๒) สมุหฆณะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยการรวมกัน) อธิบายว่า เพราะนามปรากฏโดยรวมเป็นนามธรรมเดียวกัน เราจึงอาจคิดว่าเป็นจิตบริสุทธิ์ที่รู้อารมณ์ และอาจคิดว่าจิตบริสุทธิ์นั้นเป็นอัตตาของตน เพื่อข้ามความเห็นผิดนี้ เราต้องแยกแยะความเป็นอันเดียวกันที่ปรากฏของจิตแต่ละประเภท ต้องวิเคราะห์จิตแต่ละชนิดในวิถีจิตแต่ละประเภทด้วยวิธีนี้จึงจะเห็นว่า จิตดวงหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยจิตและเจตสิกอันเป็นไปตามกฎ เช่น เวทนา สัญญา สังขาร วิตก วิจาร หรือ โทสะ โมหะ มิจฉาทิฏฐิ มานะ และวิจิกิจฉา หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ปีติ สติ ศรัทธา และสัมมาทิฏฐิ ความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันของนามที่มาประชุมรวมกันนั้น ไม่มีในที่ไหน ๆ
๓) กัจฉฆณะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยมีกิจเดียวกัน) อธิบายว่า เพราะเข้าใจไม่เพียงพอเกี่ยวกับสภาวะปรมัตถ์ของนาม (คือจิตและเจตสิก) เราจึงอาจคิดว่านามธาตุทั้งหลายตั้งอยู่บนอัตตา เหมือนกับเมล็ดพืชและพืชที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน เพื่อข้ามความเข้าใจผิดนี้ ก็จะต้องเห็นว่า จิตและเจตสิกแต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะ, กิจหน้าที่, อาการปรากฏ และเหตุใกล้ของตน ๆ นามธรรมแต่ละอย่างจึงไม่ได้อาศัยสิ่งอื่น ๆ เช่น อัตตา
๔) อารัมมณฆณะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยมีอารมณ์เดียวกัน) อธิบายว่า แม้จะแทงตลอดแล้วซึ่งฆณะทั้ง ๓ ดังที่กล่าวไปแล้ว โยคีก็ยังอาจมีความคิดเป็นต้นว่า