paauk:knowing_and_seeing:p041

สามารถแจ้งตลอดปรมัตถสัจจะ สามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เสมือนการเข้าไปในห้องมืด เราต้องใช้แสงสว่างเพื่อให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในห้อง

ใน ส. ขันธวารวรรค สมาธิสูตร ข้อ ๑๖๐, พระพุทธเจ้าทรงอธิบายการปรากฏตามความเป็นจริงโดยอายตนะ ๖ ว่า: “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ เมื่อภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้ว (สมาหิตสฺส) สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏตามความเป็นจริง ก็อะไรเล่าชื่อว่าปรากฏตามความเป็นจริง คือ จักขุปรากฏตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง รูป… จักขุวิญญาณ… จักขุสัมผัส… แม้ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย… [โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน, อารมณ์ของทวารเหล่านั้น, จิตซึ่งเกิดที่ทวารเหล่านั้น, ผัสสะ, เวทนา” นี้เท่ากับ “สิ่งทั้งปวง” ในปฐมอปริชานนสูตรที่อ้างถึงหน้า ๒๗๑

ใน ส. อรรถกถา อธิบายว่า *โอกฺขายตีติ ปจฺจกฺขายติ ปญฺญายติ ปากฏ โหติ* ซึ่งแปลว่า บทว่า โอกฺขายติ (ปรากฏตามความเป็นจริง) ความว่า ประจักษ์กันได้ (ปจฺจกฺขายติ) คือรู้กันได้ (ปญฺญายติ) ได้แก่ปรากฏชัด (ปากฏ) โดยคำว่า ปจฺจกฺข (คือกาหนดรู้ ได้รับรู้ได้ รู้ได้ทางอายตนะ ชัดแจ้ง) เป็นคำตรงข้ามกันกับ อนุมาน (คาดคะเนตามหลักเหตุผล)

ใน ส. มหาวารวรรค สาลสูตร ข้อ ๓๗๐ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ภิกษุผู้บวชใหม่ควรศึกษาคือฝึกให้ดำรงอยู่ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ (วลีนี้มาจากพระพุทธพจน์แปลของสูตรนี้) โดย “มีธรรมเป็นหนึ่งผุดขึ้น (เอโกทิภูตา) มีจิตผ่องใส (วิปฺปสนฺน-จิตฺตา) ตั้งมั่น (สมาหิตา) มีอารมณ์เดียว (เอกคฺคจิตฺตา) เพื่อรู้ยิ่ง… [สติปัฏฐาน ๔] ตามความเป็นจริง (กายสฺส ยถาภูต าณาย)”