005 สมาธิภาวนาอานาปานสติ ถามตอบ พะอ๊อก ตอยะสยาดอ https://www.youtube.com/watch?v=WHJIF7EJC14&list=PLTqIP-QmMMwRDwQMMZmaNE7cUqrWPWboj&index=5
(0:00 - 3:29) บทนำและระเบียบการเจริญอานาปานสติ: การกำหนดลมหายใจที่ปลายจมูกหรือริมฝีปากบนเพียงจุดเดียว
เมื่อมีการถามเช่นนี้ ท่านบอกว่าต้องขอย้อนกลับไปที่เรียกว่าระเบียบการของการเจริญอานาปานสติว่า ในพระบาลีท่านได้กล่าวไว้ว่า หลักการหรือระเบียบการที่สำคัญที่สุดในการเจริญอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าออกให้สัมผัสเฉพาะปลายจมูกหรือริมฝีปากเบื้องบนจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น จึงจะถือว่าการเจริญภาวนานั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ฉะนั้น เมื่อถามว่า ขณะที่กำหนดลมหายใจเข้าออก ปรากฏแสงสว่างที่ตาบ้าง ใบหน้าบ้าง เป็นเวลาหลายเดือน แต่ไม่คืบหน้า ขยับแต่ไม่เขยื้อน ถือว่าผิดหลักการและระเบียบการของการเจริญอานาปานสติ
เพราะแสงสว่างที่จะปรากฏแก่ผู้เจริญอานาปานสติ คือแสงสว่างตัวจริงที่ปรากฏตอนปฏิภาคนิมิตเท่านั้น หากปรากฏตอนปฏิภาคนิมิตเกิด หมายความว่าเราขยับและเคลื่อนเข้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้อยู่กับที่ จึงอยากเน้นย้ำว่าให้เรากำหนดที่จุดลมหายใจสัมผัสปลายจมูกหรือริมวิบากเบื้องบนจุดใดจุดหนึ่ง อย่างต่อเนื่องไปจนถึงขั้นปฏิภาคนิมิตเกิด นั่นจึงถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
หากเราปฏิบัติไปแล้ว ปรากฏแสงสว่างที่ตาบ้าง ใบหน้าบ้าง แต่ไม่เขยื้อนเคลื่อนที่ไปสักที นั่นหมายความว่าเรากำหนดผิดหลักเกณฑ์ระเบียบการของการเจริญอานาปานสติ
(3:30 - 3:56) (ภาษาพม่า): กล่าวเกริ่นนำเรื่องทวาร 6 และการจำแนกมโนทวารกับหทยวัตถุ
ถามปัญหาต่อเนื่องจากเมื่อสักครู่นี้ ผู้ที่เจริญอานาปานสติเมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏแล้ว ในหนังสืออานาปานสติของท่านอาจารย์ใหญ่ที่มีการเขียนออกมาว่าให้กำหนดที่หทยวัตถุและกำหนดที่ภวังค์ ไม่ทราบวิธีการและขั้นตอนแห่งการกำหนดหรือกำหนดภวังค์หรือแสงต่างๆ เหล่านั้นควรเป็นอย่างไร
ท่านบอกว่าเกี่ยวกับการกำหนดที่ภวังค์ ที่หทยวัตถุเนี่ย ก่อนที่จะลงรายละเอียดจำเป็นจะต้องปูพื้นฐาน ซึ่งอาจเป็นพื้นฐานซ้ำสำหรับคนที่ทราบมาแล้วก็เป็นได้
ในร่างกายเรา มีทวารนะอยู่ 6 จุด หรือวัตถุอยู่ 6 จุด คือ จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และมโนทวาร
จักขุทวาร เรียกว่า จักขุวัตถุ ก็ได้ โสตทวาร เรียกว่า โสตวัตถุ ก็ได้ ฆานทวาร เรียกว่า ฆานวัตถุ ก็ได้ ชิวหาทวาร เรียกว่า ชิวหาวัตถุ ก็ได้ กายทวาร เรียกว่า กายวัตถุ ก็ได้
ทวาร 5 ข้างต้น หรือปัญจทวาร เราสามารถเรียกได้ 2 ชื่อ ว่า ปัญจวัตถุ ก็ไม่ผิด
หมายความว่า ระหว่าง จักขุทวาร กับ จักขุวัตถุ อันเดียวกัน
ระหว่าง โสตทวาร กับ โสตวัตถุ ฆานทวาร กับ ฆานวัตถุ ชิวหาทวาร กับ ชิวหาวัตถุ กายทวาร กับ กายวัตถุ เรียกสิ่งเดียวกัน
แต่มโนทวาร กับ หทยวัตถุ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
มีกล่าวไว้ใน อัจฉราสังฆาตวัตถุ เกี่ยวกับโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับมโนทวาร
และแม้ใน อภิธรรมสังคหบาลี ซึ่งหลวงพ่อท่านได้เคยศึกษามาในตอนเป็นสามเณร ตอนนี้อายุท่าน 79 ย่าง 80 แล้ว ยังจำบาลีบทนั้นได้ว่า มโนทวารังปะนะภวังคันติ
(8:47 - 11:13) (ภาษาพม่า): อธิบายเรื่องจิตประภัสสร (จิตมีแสง) และการปรากฏของภวังคจิต
ท่านได้ขยายความต่อไปว่า
ใน อัจฉราังฆาตสูตร หรือวัตถุที่ว่าเนี่ยนะที่ได้พูดถึงเรื่องของภวังคจิต ว่าภวังคจิตคือมโนทวาร มโนทวารคือภวังคจิต เขาอธิบายความ หมายของคำว่าภวังคจิตว่า ปภัสสรมิทังจิตตัง
ภาษาไทยก็คือ จิตประภัสสร คำว่า ประภัสสร ในที่นี้หมายความว่า ภวังคจิตนั้นเป็นจิตที่มีแสงนะหรือสีประเภทสีประภัสสร
ก็เลยมีคำถามต่อว่างั้นหมายความว่าภวังคจิตนั้นเป็นจิตที่มีสีน่ะสิ
มีคำตอบว่า ไม่ใช่อย่างนั้นนะจิตไม่สามารถเป็นจิตที่มีสีได้
ท่านบอกว่า ก่อนที่จะลงลึกไปอีก ให้ท่านเป็นล่ามก่อน
ตามหลักที่ว่าเนี่ย ที่บอกว่า มโนทวารคือภวังคจิต เนี่ย ในปัฏฐานนะยังได้กล่าวรายละเอียด
เกี่ยวกับจิตที่อาศัยหทยวัตถุ เป็นที่ตั้งในการปรากฏเกิดขึ้นว่า
ยัง รูปังนิสสายะ มโนธาตุ จะ มโนวิญญาณธาตุ จะ วัตตันติ ตัง รูปัง มโนธาตุยา จะ มโนวิญญาณธาตุยา จะ ตัง สัมยุตตกานัญจะธัมมานัง นิสสยะปัจจะเยนะ ปัจจะโย
ไว้อีกด้วย นั่นหมายความว่า มันมีจิตที่อาศัยหทยวัตถุเกิด
จิตที่ว่านั้นก็คือภวังคจิต เพราะภวังคจิตเนี่ยคือมโนทวาร มโนทวารไม่ใช่หทยวัตถุ มโนทวารกับหทยวัตถุเนี่ย คนละอย่างกัน คนละสภาวะ คนละองค์ธรรมกัน
(11:14 - 13:00) (ภาษาพม่า): รายละเอียดเรื่องหทยวัตถุที่อาศัยอยู่ในเลือดบริเวณหัวใจ และการจัดกลุ่มรูปปรมัตถ์
รายละเอียดก็คือว่ายกตัวอย่างเช่น เราชูนิ้วขึ้นมา แล้วลองงอนิ้วดู
ถามว่าเมื่อกี้นิ้วเราชี้หรือตรง สักพักนึงเนี่ยมันงอ
ถามว่ามันงอของมันเอง หรือว่ามันตรงกลับไปดังเดิมของมันเอง
ท่านบอกว่า การที่นิ้วเราจากตรงแล้วงอ จากงอแล้วตรง กับคืนที่ เนี่ย มันมีผลสืบเนื่องมาจากจิตที่อาศัยอยู่ที่หทยวัตถุ
ขณะนิ้วงอนิ้วตรงเนี่ย มันงอได้ มันตรงกับคืนที่ของนิ้วตรงกับคืนที่ได้ เพราะอะไร เพราะจิตจิตนั้นเป็นจิตจากไหน หรือจิตที่อาศัยอะไรเกิดขึ้นเป็นจิตจากหทยวัตถุ
ฉะนั้น การงอของนิ้วก็ดี การตรงกับคืนที่ของนิ้วก็ดี เรียกว่า จิตตชรูป
ในรูปแต่ละรูป ไม่ว่าจะเป็นจิตตชรูปแบบนี้ หรือรูปอื่นๆ ย่อมต้องมีรูปที่แยกออกจากกันไม่ได้ซึ่งคือ อวินิโภครูป 8 อยู่เสมอ
ฉะนั้น ในขณะที่นิ้วเรางอ หรือตรงกับคืนที่ เนี่ย ณ ขณะนั้นย่อมต้องมี อวินิโภครูป 8 อยู่ด้วย
ใน อวินิโภครูป 8 เนี่ย เนี่ย มันจะมีอยู่รูปหนึ่งเรียกว่าวรรณรูป วรรณรูปเนี่ย อีกสำนวนหนึ่งก็คือ รูปารมณ์ รูปารมณ์ก็คืออารมณ์ที่ถูกเห็น
แต่วรรณรูปที่อยู่ในนิ้ว ซึ่งนิ้วที่กำลังงอหรือกำลังตรงเนี่ยวรรณรูปนั้น เราก็จะเห็นได้ ก็ต่อเมื่อจิตที่เกิดโดยอาศัยหทยวัตถุ นั้นเป็นจิตที่ประกอบไปด้วยปัญญา หรือเป็นญาณสัมปยุตจิตเท่านั้น
ลึกจริงๆนะลึกจริงๆต้องชมหลวงพ่อนะนะไม่ธรรมดา.
ท่านบอกว่าหลังจากที่เรากำหนดอานาปปานสติจนลมหายใจเข้าออกนั้นเป็นปฏิภาคนิมิตไปแล้วเราก็กำหนดต่อจนจิตเรานั้นมีแต่ปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นอารมณ์อยู่.
ณขณะที่จิตเรามีสมาธิเกิดอยู่เนี่ยตามหลักแล้วก็ย่อมต้องมีปัญญาหรือปัญญินทรีย์เจตเจตสิกหรือปัญญาเจตสิกนั้นเกิดอยู่เสมอ.
ปัญญาจะเกิดมากน้อยเท่าไรอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับสมาธิณขณะนั้นๆถ้าเรามีสมาธิมากปัญญาที่เกิดเป็นสัมปยุตธรรมร่วมกับสมาธิณขณะนั้นก็ย่อมจะเป็นปัญญาที่มีความสามารถมากคือเห็นได้ชัด.
เมื่อเรากำหนดปฏิภาคนิมิตอยู่อย่างนี้ต่อเนื่องสมาธิมีพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆปัญญาก็จะมีพลังมีความสามารถที่จะรู้เห็นอะไรได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน.
ตามพระบาลีที่ว่า สมาหิโต ยะถาภูตัง ปะชานาติ ปัสสติ
หมายความว่า ถ้าสมาธิถึงไหนก็ถึงกัน.
สมาธิเป็นฐานที่ดีของปัญญาปัญญาจะชัดเจนหรือไม่ชัดเจนขึ้นอยู่กับสมาธิชัดหรือไม่ชัดเจน.
ฉะนั้น ณ ขณะที่เรากำหนดปฏิภาคนิมิตอยู่เรื่อยๆอย่างต่อเนื่องปัญญาก็ยิ่งต้องจะชัดเจนจนถึงขั้นว่าเห็นวรรณรูปในปฏิภาคนิมิตเห็นรูปารมณ์ในปฏิภาคนิมิตนั้นได้.
(17:49 - 19:10) (ภาษาพม่า): การเกิดของวรรณรูป เมื่อจิตมีสมาธิและปัญญาจะเห็นวรรณรูปที่ใสสะอาดเสมือนแก้ว
ขณะที่เรากำหนดปฏิภาคนิมิตอย่างต่อเนื่องดังกล่าวเนี่ย ปัญญาก็ยิ่งจะมีพลังนะ นอกจากจะเห็นรูปารมณ์หรือวรรณรูปในจิตตชรูปนั้นๆแล้ว เท่ากับว่ารูปารมณ์หรือวรรณรูปที่มีแสงชัดเจนยิ่งขึ้นเนี่ยนะเกิดขึ้นได้เพราะปัญญาเรานั้นที่เกิดเป็นสัมยุตธรรมร่วมกับสมาธิที่มีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ นั้นเนี่ยมีความสามารถมีพลังมีสมรรถภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง.
ท่านบอกว่า ตามปกติจิตตชรูปเนี่ยซึ่งเป็นรูปที่เกิดขึ้นจากจิตหรือเกิดขึ้นเพราะมีจิตเป็นต้นเหตุ เหตุเนี่ย แม้กระทั่งในวันนี้ที่พวกเราทุกท่านนะตั้งอกตั้งใจมาฟังคำบรรยายธรรมนะวิธีการเจริญปฏิบัติกรรมฐานอย่างนี้เนี่ย การที่ร่างกายเราทั้งร่างนะมาได้ถึงณจุดนี้เนี่ย ถามว่าเป็นเพราะใครเป็นต้นเหตุต้องตอบว่าเป็นเพราะจิตเป็นต้นเหตุ การที่ร่างกายเรามาถึงณจุดนี้ได้เนี่ยเรียกว่าเป็นจิตตชรูปเช่นกัน.
ฉะนั้นในณขณะที่เรากำหนดปฏิภาจนถึงขั้นปฏิภาคนิมิตได้แล้วเรากำหนดต่อเนื่องไปเนี่ยนะจนสมาธิก็ดีปัญญาปญญาก็ดีมีความสามารถมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆเรื่อยๆเนี่ยจนปัญญานั้นสามารถพูดได้ว่าทำให้มีแสงสว่างปรากฏที่เราเรียกว่าวรรณรูปหรือรูปารมณ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น.
ฉะนั้นการที่บอกว่านะมีวรรณรูปหรือมีรูปารมณ์อยู่ในอวินิโภครูป 8 หรือมีอยู่ในทุกๆรูปเนี่ยนะจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล.
จากการที่เรากำหนดปฏิภาคนิมิตอยู่อย่างนี้จนถึงขั้นว่าเราได้ฌานหลังจากที่เราออกจากฌานทันทีที่ออกเราสามารถกำหนดองค์ฌานได้และถ้าเรากำหนดลงลึกไปที่องค์ฌานซึ่งได้แก่นามธรรมคือเจตสิกต่างๆเนี่ย.
ถามว่า องค์ฌานต่างๆนั้นที่มันมีอยู่ ที่มันปรากฏได้ฌาน ขณะนั้นเนี่ยจากการที่เราออกจากฌานแล้วเนี่ย อันดับแรกเลยเนี่ยท่านบอกว่าจิตเราเนี่ยนะมันจะน่ะไปไปมุ่งนะไปเน้นที่มโนทวาร ซึ่งได้แก่ภวังคจิตภวังคจิต คือมโนทวารที่ว่าเนี่ย
ถามว่า มันอยู่ณจุดไหนมันอยู่ตรงไหน
ตอบว่ามันอยู่ตรงหัถยวัตถุ มันอาศัยหัถยวัตถุเกิดอยู่ณตอนนั้นเนี่ย ก็เปรียบเสมือนว่าเวลาเราไปยืนอยู่หน้ากระจกรูปเงาของเราย่อมต้องไปปรากฏที่กระจกฉันใด เวลาเราไปกำหนดที่หทยวัตถุที่มโนทวารก็ย่อมต้องมีเงาคือวรรณรูปหรือรูปารมณ์ปรากฏฉันนั้น.
การที่เราจะกำหนดแล้วให้ไปถึง ณ จุดดังกล่าว คือ สามารถกำหนดไปถึงจุดหัถยวัตถุได้เนี่ย แล้วก็สะท้อนมาที่มโนทวารได้เช่นนี้เนี่ยถือว่าเป็นการที่เรากำหนดเห็นรูปได้อย่างชัดเจนเห็นนามได้อย่างชัดเจนขั้นหนึ่ง
แต่เวลาเรากำหนดที่นามธรรมซึ่งเกิดที่จักขุทวาร โสตวาร ฆาทวาร ชีวหาทวาร และกายทวารคือปัญจทวาร 5
การที่เราจะกำหนดนามธรรมที่เกิดทางทวาร 5 ได้เนี่ยจำเป็นจะต้องนะกำหนดควบคู่ไปกับมโนทวาร
การที่เราจะกำหนดนามธรรมทางทวาร 5 ให้เห็นได้อย่างชัดเจนเนี่ยจำเป็นจะต้องกำหนดควบคู่ไปกับมโนทวาร
แต่การที่เราจะกำหนดนามธรรมที่เกิดอยู่ที่หทยวัตถุได้เนี่ย เราต้องกำหนดที่มโนทวารให้ได้ ถึงจะเรียกว่ากำหนดนามธรรมที่เกิดที่หทยวัตถุได้
(34:22 - 36:06) (ภาษาพม่า): โอวาทส่งท้ายเกี่ยวกับอริยสัจ 4 และการถอนตนจากความเห็นผิด
นี่ 16:30 น.พอดี เอ่อจะได้ถามปัญหาท่านอาจารย์ใหญ่ข้อสุดท้าย
บุคคลที่ศึกษาที่เป็นปริยัติพหุสุตตะที่รับมาแบบผิดๆ แล้วก็เป็นปัจจัยต่อปฏิปัติคือพหุสุตะที่รับมาผิดก็เลยเป็นปัจจัยต่อการปฏิบัติที่ผิด
วิธีที่จะถอนความเห็นจากการที่ศึกษาปริยัติมาแล้วยึดอย่างที่ผิดพลาดแล้วการปฏิบัติที่ผิดพลาดออกนอกคำสอนของพระพุทธเจ้า
การจะถอนตนออกจากการปฏิบัติผิดหรือเข้าใจผิดใน 2 วิธี 2 ประการนั้นน่ะ
ท่านอาจารย์ใหญ่มีประสบการณ์ทั้งความรู้ทั้งการประพฤติปฏิบัติผ่านเหตุการณ์สถานที่ปฏิบัติมามากมายทั้งในประเทศเมียนมาร์ทั้งในทั่วโลกที่ไปมา
อยากฟังโอวาทว่าจะตั้งตนอย่างไรที่จะถอนตนออกจากความเข้าใจผิดและก็การปฏิบัติผิด
เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการนำกระแสชีวิตของผู้ได้มารับฟังในครั้งนี้เดินตามสิกขา 3 คือศีล ศีล สมาธิ ปัญญาแล้วก็เป็นปัจจัยต่อพระนิพพานคือความพ้นทุกข์ขอรับฟังโอวาทนะครับนอกทรงมีคนมา
สาธุพร้อมกันก่อนนะสาธุ
คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามสุดท้ายในวันนี้
การที่เจ้าตัว ถ้าไม่รู้ว่าตนเองปฏิบัติผิดจากการที่เรียนรู้วิธีผิด อาจจะเป็นเรื่องยาก
ถ้าเจ้าตัวไม่ปรับความเห็นของตนในเบื้องต้นซะก่อน
แต่พอจะมีวิธีทางแนวทางในการที่จะช่วยเขา ตรงที่ว่าเราทำตัวเป็นกัลยาณมิตรต่อเขาด้วยการชักนำให้เขาได้มีโอกาสฟังธรรมเพื่อที่จะได้รู้แนวทางที่ถูกต้องสำหรับตัวเค้าเองเป็นอันดับแรกไปก่อน
จากนั้น ถ้าเค้าได้ฟังธรรมจนรู้จุดถูกผิดและสามารถเปรียบเทียบได้ว่าแนวทางที่ตนเรียนรู้มานั้นผิดแล้ว เขาจะปรับเปลี่ยนความคิดเห็นของเค้าไปได้ในที่สุด
แต่ถ้าคนๆนั้นเรียนมาถูกต้อง ก็ย่อมจะเป็นผลดีต่อการที่เค้านำไปปฏิบัติตามวิธีที่เค้ารู้อย่างถูกต้อง หมายความว่าถ้าเรียนรู้มาถูกต้องเมื่อปฏิบัติแล้วก็ย่อมจะถูกต้องอันนั้นไม่ค่อยจะมีปัญหา
จะอย่างไรก็แล้วแต่เนี่ย พุทธประสงค์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีไว้ในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้แก่พวกเราชาวโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ข้อที่ 1 พุทโธ โพเธยยัง หลังจากที่พระองค์ท่านทรงทราบอริยสัจ 4 ตรัสรู้อริยสัจ 4 ได้อย่างแจ้งชัดเจนแล้ว ชาวโลกที่อยากจะพ้นทุกข์ พ้นกิเลสข้าม พ้นทุกข์ ข้ามพ้นกิเลสเนี่ยอันดับแรกเลยคือต้องรู้อริยสัจ 4 ให้ได้ก่อน การที่จะรู้อริยสัจ 4 ให้ได้เนี่ยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ว่าเราต้องเรียนรู้ก่อน เรียนจึงจะรู้ ไม่เรียนไม่รู้
การที่ไม่เรียนรู้หรือไม่ฟังธรรมะจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมนำไปสู่ความไม่รู้ ความไม่ชี้นำ และการไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพราะความรู้ที่ไม่ได้มาจากการเรียนรู้อย่างถูกต้องไม่อาจชี้นำทางปฏิบัติได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้อริยสัจ 4 อย่างถูกต้อง ซึ่งเริ่มจากทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ และการเข้าใจเหตุแห่งทุกขสัจจะ รวมถึงการศึกษาปฏิจจสมุปบาท เพื่อให้เห็นความจริงอย่างชัดเจน แล้วจึงนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง จนบรรลุผลในที่สุด ซึ่งเป็นไปตามพุทธประสงค์ทั้ง 3 ข้อ นั่นคือ มุตโตโมเจยยัง ติณโณตาเรยยัง และเวเนยยสัตว์ย่อมต้องข้ามได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ที่ถูกต้องเป็นเบื้องต้นก่อนเสมอ สาธุ