paauk:knowing_and_seeing:p221

วิธีกาหนดรูป – วิธีเจริญจตุธาตุววัฏฐาน

นี่เป็นวิธีการปฏิบัติที่พระอาจารย์สอนคือให้กำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ ทีละธาตุ

แม้ข้อความในคัมภีร์จะอธิบายว่าพึงกำหนดธาตุทั้ง ๔ พร้อม ๆ กัน แต่ผู้รจนาคัมภีร์ก็เป็นผู้ชำนาญแล้ว และคำอธิบายก็มุ่งหมายสำหรับผู้ชำนาญแล้ว เพราะการกำหนดรู้รูปธาตุเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก กำลังวิปัสสนาของผู้เริ่มปฏิบัติจึงยังไม่เข้มแข็งและไม่มีกำลังพอให้เห็นธาตุทั้งหมดพร้อม ๆ กันได้ ดังนั้น เราจึงสอนให้กำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ ทีละอย่าง ๆ ในวัตถุแต่ละวัตถุ เริ่มจากง่ายที่สุดไปยังยากยิ่งขึ้น หลังจากนั้น เมื่อชำนาญในการปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว ก็จะเห็นธาตุ ๔ ทั้งหมด (โดยลักษณะ ๘) ในรูปกลาปหนึ่งได้พร้อม ๆ กัน

(ผู้แปล – เพื่อแสดงว่าวิปัสสนาญาณสามารถกำหนดธาตุทั้ง ๔ พร้อม ๆ กันได้ พระอาจารย์ใหญ่พระอาจารย์พะเอ้าตอยะได้อธิบายเพิ่มเติมดังนี้) ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ส.ม.๑๐๘๑) ท่านได้กล่าวไว้ว่า “อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺ มาเน อายสฺมโต โกณฺฑญฺสฺส วิรช วีตมล ธมฺมจกฺขุ อุทปาทิ ‘ย กิญฺจิ สมุทยธมฺม, สพฺพ ต นิโรธธมฺมนฺ’ติ.

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณะนี้ อยู่ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา’

ข้อความในพระสูตรนั้นมีความหมายดังนี้คือ เมื่อได้ฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแล้ว ท่านพระโกณฑัญญะได้เป็นพระโสดาบันด้วยกำลังของโสตาปัตติมัคคญาณ ท่านได้แทงตลอดว่า “สมุทยธรรมทั้งปวงเป็นนิโรธธรรม” ซึ่งหมายความว่า ธรรมในทุกขสัจและสมุทัยสัจทุกอย่างล้วนแต่เกิดขึ้นและดับไป

แม้ว่าโยคีจะได้กำหนดรู้ลักษณะ ๑๒ ประการแล้ว แต่ในรูปกลาปหนึ่ง ๆ บุคคลก็สามารถกำหนดรู้ลักษณะเพียงแค่ ๘ ประการเท่านั้น คือ (๑) ความแข็ง (๒) ความหยาบ (๓) ความหนัก (หรือนับ ๑) ความอ่อน (๒) ความเรียบ (๓) ความเบา (๔) สภาวะไหล (ดูหน้าต่อไป)