paauk:knowing_and_seeing:p171

{ หน้า ๑๗๑ }

๒. อุปจารภาวนา ๓. อัปปนาภาวนา

อารมณ์ของบริกรรมสมาธิประกอบด้วยบริกรรมนิมิต, อุคคหนิมิต และบางครั้งบางคราวคือปฏิภาคนิมิต บริกรรมภาวนานั้นก็คือบริกรรมสมาธินั่นเอง

อุปจารสมาธิแท้และอุปจารภาวนาแท้ ทั้งสองนั้นเข้าใกล้ถึงอัปปนาสมาธิ เหตุนี้จึงเรียกว่า “อุปจาระ” (คือใกล้) แต่บางครั้งสมาธิที่หยั่งลึกและเข้มแข็งก่อนเกิดอัปปนาสมาธิและมีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ ก็เรียกโดยโวหารว่าอุปจารสมาธิ หรืออุปจารภาวนาอีกด้วย

เมื่อบริกรรมสมาธิหรือขณิกสมาธินั้นได้เจริญอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็ย่อมนาไปสู่อุปจารสมาธิ เมื่ออุปจารสมาธิได้เจริญเต็มที่แล้ว ก็ย่อมนาไปสู่อัปปนาสมาธิคือฌาน

เราได้สนทนาเรื่องนิมิตในการสนทนาครั้งก่อน ตามที่กล่าวมาแล้ว นิมิตมี ๓ อย่างคือ บริกรรมนิมิต, อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต

๑) บริกรรมนิมิต มีอะไรบ้าง? ลมหายใจตามธรรมชาติเป็นนิมิต, จุดกระทบแห่งลมหายใจก็เป็นนิมิต ในที่นี้ นิมิตจึงหมายถึงอารมณ์ของสมาธิ

อรรถกถาได้กล่าวว่า นิมิตที่ปลายจมูก (*นาสิก นิมิตฺต*) และนิมิตที่เหนือริมฝีปากบน (*มุข นิมิตฺต*) เป็นบริกรรมนิมิตของโยคีผู้เริ่มปฏิบัติ เมื่อสมาธิมี*กาลัง*มากขึ้น สีเทาๆ เหมือนควันก็มักจะปรากฏใกล้กับปลายจมูก สีเทาเหมือนควันนั้นก็เป็นบริกรรมนิมิตเช่นกัน

นิมิตนี้ยังอาจมีสีอื่นๆ สมาธิและภาวนาที่มีบริกรรมนิมิตนั้นก็อยู่ในระดับบริกรรมด้วย

ดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกันในคาถามและคาตอบ ๔.๖ หน้า ๒๖๗