paauk:knowing_and_seeing:p032

อารัมภบท – ทุกข์อริยสัจและทุกขสมุทยั อริยสัจ (หน้า ๓๒)

๒. รูปที่เป็นอารมณ์ ๓. นามที่เกิดขึ้นทางปัญจทวารและมโนทวาร

เราต้องรู้และเห็นจักขุทวาร, อารมณ์ของจักขุทวาร (คือสี), มโนวิญญาณจิต และจักขุวิญญาณจิตที่เกิดขึ้นเมื่อสีกระทบจักขุทวาร เราต้องรู้และเห็นว่า ถ้าไม่มี รูปคือจักขุปสาท จักขุวิญญาณก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีรูปคือหทัยวัตถุ มโนวิญญาณ จิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีรูปที่เป็นอารมณ์ (คือสี) จักขุวิญญาณจิตและมโนวิญญาณจิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากนี้ เราต้องรู้และเห็นโดยนัยเดียวกันทางหู ทางจมูก ลิ้น และกาย ต้องรู้และเห็นว่า มีอารมณ์ที่มโนวิญญาณจิตเท่านั้นรู้ และ มโนวิญญาณจิตเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยอาศัยหทัยวัตถุ

แต่ปรมัตถธรรมเหล่านี้ เราไม่ควรรู้เพียงโดยบัญญัติ เพราะนั่นเป็นการรู้การ เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่ปรากฏแก่เรา ซึ่งเท่ากับว่า เรายังเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรง เรียกว่า บุคคลผู้โง่เขลา เป็นปุถุชน คนบอด ไม่มีดวงตา ไม่รู้ และไม่เห็น เพื่อรู้และเห็นสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริง เราต้องแทงตลอดความจริงที่เป็น ปรมัตถ์ คือต้องรู้และเห็นรูปนามอันเป็นปรมัตถ์

การรู้และเห็นทุกข์อริยสัจ

เราต้องรู้และเห็นนามแต่ละอย่างทุกๆ อย่าง ต้องเห็นว่าที่วัตถุรูปทั้ง ๕ มีจิต ๑ ชนิดใน ๒ อย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า ทวิปัญจวิญญาณจิต (จิต ๒ อย่างคูณ ๕ ทวาร) คือ

๑. กุศลวิปากวิญญาณจิต ได้แก่ จักขุวิญญาณจิต โสตวิญญาณจิต ฆานวิญญาณจิต ชิวหาวิญญาณจิต และกายวิญญาณจิต เป็นจิต ๕ อย่าง