| การแก้ไขก่อนหน้าทั้งสองฝั่ง การแก้ไขก่อนหน้า การแก้ไขถัดไป | การแก้ไขก่อนหน้า |
| มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน [2020/06/28 05:21] – [คำบริกรรมกรรมฐานย่อ] dhamma | มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน [2026/04/10 05:01] (ฉบับปัจจุบัน) – [มัคคสัจนิทเทส] dhamma |
|---|
| {{wst>วสธมฉปส head| }} | {{template:วสธมฉปส head| }} |
| {{wst>วสธมฉปส sidebar}} | {{template:ฉบับปรับสำนวน head|}} |
| =เหตุเกิดพระสูตร= | =เหตุเกิดพระสูตร= |
| |
| 9. มหาสติปัฏฐานสูตร (22) | 9. มหาสติปัฏฐานสูตร (22) |
| |
| [273] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ | [273] [[https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=9&i=1&p=2#อรรถกถาพรหมชาลสูตร|ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้]] |
| |
| สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่ากัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า | สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่ากัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า |
| =คำบริกรรมกรรมฐานย่อ= | =คำบริกรรมกรรมฐานย่อ= |
| |
| ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถนน คือ มรรคนี้ มีปลายทางหนึ่งเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน. มรรคนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 ประการ (สัมมาสติ 4). สติปัฏฐาน 4 ประการ เป็นไฉน? | ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถนน คือ มรรคนี้ มีปลายทางหนึ่งเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน. มรรคนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 ประการ (สัมมาสติ 4). สติปัฏฐาน 4 ประการ เป็นอย่างไร? |
| |
| # ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ [https://sutta.men/?th.r.104.161.0.0.อนุปสฺสนสีโล เฝ้า][https://th.wikisource.org/wiki/ปฏิสัมภิทามรรค_ปัญญาวรรค#ปัญญาวรรค_สติปัฏฐานกถา อนุปัสสนา 7] [https://th.wikisource.org/wiki/อรรถกถา_มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#กายานุปสฺสี แยกกาย]ในกองกรัชกาย[https://sutta.men/?th.r.7.231.0.15.กาเย,กาโย,กาย ออกเป็นส่วนๆ] [https://sutta.men/?th.r.50.201.0.0.อิริยติ ดำรงอยู่อย่างนี้ในอิริยาบถ 4 ฐานะ 7] [https://sutta.men/?th.r.50.201.0.0.อาตาปีติ มีความเพียรเผากิเลส 4] [https://sutta.men/?th.r.7.231.0.15.ปชานาติ,สมฺปชานการี มีสัมปชัญญะทำปชานะอยู่ในฐานะ 7] [https://sutta.men/?th.r.7.231.0.20.สมฺมาสติฯ มีสติ 4] กำจัดอภิชฌาและโทมนัส คือ นิวรณ์ 5 และ สังโยชน์ 10 [[มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#สมุทยสัจนิทเทส ในโลก]] คือ ปิยรูปสาตรูป 60 เสียได้ | # ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ [https://sutta.men/?th.r.104.161.0.0.อนุปสฺสนสีโล เฝ้า][[ปฏิสัมภิทามรรค_21-30_ปัญญาวรรค#ปัญญาวรรค_สติปัฏฐานกถา|อนุปัสสนา 7]] [[อรรถกถา_มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#กายานุปสฺสี|แยกกาย]]ในกองกรัชกาย[https://sutta.men/?th.r.7.231.0.15.กาเย,กาโย,กาย ออกเป็นส่วนๆ] [https://sutta.men/?th.r.50.201.0.0.อิริยติ ดำรงอยู่อย่างนี้ในอิริยาบถ 4 ฐานะ 7] [https://sutta.men/?th.r.50.201.0.0.อาตาปีติ มีความเพียรเผากิเลส 4] [https://sutta.men/?th.r.7.231.0.15.ปชานาติ,สมฺปชานการี มีสัมปชัญญะทำปชานะอยู่ในฐานะ 7] [https://sutta.men/?th.r.7.231.0.20.สมฺมาสติฯ มีสติ 4] กำจัดอภิชฌาและโทมนัส คือ นิวรณ์ 5 และ สังโยชน์ 10 [[มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#สมุทยสัจนิทเทส|ในโลก]] คือ ปิยรูปสาตรูป 60 เสียได้ |
| # ตามอนุปัสสนา 7 แยกเวทนาในกองเวทนาออกเป็นส่วนๆ ดำรงอยู่อย่างนี้ในอิริยาบถ 4 ฐานะ 7 มีความเพียรเผากิเลส 4 มีสัมปชัญญะทำปชานะอยู่ในฐานะ 7 มีสติ 4 กำจัดอภิชฌาและโทมนัส คือ นิวรณ์ 5 และ สังโยชน์ 10 ในโลก คือ ปิยรูปสาตรูป 60 เสียได้ | # ตามอนุปัสสนา 7 แยกเวทนาในกองเวทนาออกเป็นส่วนๆ ดำรงอยู่อย่างนี้ในอิริยาบถ 4 ฐานะ 7 มีความเพียรเผากิเลส 4 มีสัมปชัญญะทำปชานะอยู่ในฐานะ 7 มีสติ 4 กำจัดอภิชฌาและโทมนัส คือ นิวรณ์ 5 และ สังโยชน์ 10 ในโลก คือ ปิยรูปสาตรูป 60 เสียได้ |
| # ตามอนุปัสสนา 7 แยกจิตในจิตออกเป็นส่วนๆ ดำรงอยู่อย่างนี้ในอิริยาบถ 4 ฐานะ 7 มีความเพียรเผากิเลส 4 มีสัมปชัญญะทำปชานะอยู่ในฐานะ 7 มีสติ 4 กำจัดอภิชฌาและโทมนัส คือ นิวรณ์ 5 และ สังโยชน์ 10 ในโลก คือ ปิยรูปสาตรูป 60 เสียได้ | # ตามอนุปัสสนา 7 แยกจิตในจิตออกเป็นส่วนๆ ดำรงอยู่อย่างนี้ในอิริยาบถ 4 ฐานะ 7 มีความเพียรเผากิเลส 4 มีสัมปชัญญะทำปชานะอยู่ในฐานะ 7 มีสติ 4 กำจัดอภิชฌาและโทมนัส คือ นิวรณ์ 5 และ สังโยชน์ 10 ในโลก คือ ปิยรูปสาตรูป 60 เสียได้ |
| การหมุนบรรพะตามสีหวิกกีฬิตนัย (พุทธาสยะ) จะหมุนประมาณนี้: | การหมุนบรรพะตามสีหวิกกีฬิตนัย (พุทธาสยะ) จะหมุนประมาณนี้: |
| |
| [https://th.wikisource.org/wiki/กายคตาสติสูตร_ฉบับปรับสำนวน กายคตาสติสูตร]: นิสีทติอานาปานัสสติจตุกกะแรก ภายในภายนอก > ขยญาณ (วิปัสสนาปิดท้ายทั้งข้อนี้และทุกลำดับต่อจากนี้ ต้องทำขยญาณปิดท้ายทุกบรรพะ ด้วยบทว่า สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี หรือเฉพาะอานาปานาบรรพ ตาม จตุกกะ 2-4 อานาปานสติสูตร ถ้าทำแล้วไม่บรรลุ ก็ทำข้อต่อไป) -> นิสฺสินฺโนคจฺฉนฺโตฐิโตสยาโนอานาปานัสสสติจตุกกะแรก ในนอก > ขยญาณ -> ฐานะ 7 ในนอก อานาปานัสสติ (จบคำว่า "วสี" จากฏีกากายคตาสติสูตรเฉพาะอานาปานะ จริงๆ โครงสร้างทั้ง 2 สูตรแสดงวสีอยู่แล้ว ทั้งลำดับ ทั้งบริบท ทั้งฏีกา) > ขยญาณ -> แยกกายเป็นอวัยวะนิมิตบัญญัติ 32 ในอิ 4 ฐ 7 ในนอก > ขยญาณ -> แยกธาตุ 4 ของอวัยวะ จนได้นิมิตบัญญัติ (แบบไม่สมบูรณ์ เพราะอารมณ์เป็นกามธรรมคือธาตุ 4 แต่ต้น จึงได้เพียงอุปจารฌาน) หรือ ถ้าได้อานาปานฌานจะทำทั้งตัวเลยก็ได้ เพราะเคยเห็นอานาปานกลาปนิมิตมาก่อนแล้วที่จุดกระทบ (มหาฏีกา อานาปาน) ทั้งหมด ในอิ 4 ฐ 7 ในนอก > ขยญาณ -> นวสีวถิกาอัปปนาฌาน ในอิ 4 ฐ 7 ในนอก (ข้าพเจ้าเข้าใจว่า บริบทในกายคตาสติสูตรจนถึงตรงนี้เป็นอุปจารสมาธิ โดยติปุกขลนัย ที่ มหาอ.มหาสติ. ว่าไว้ จนกระทั่งถึงจุดที่กายคตาสติสูตรแสดงฌาน) > ขยญาณ -> กสิณ 4 (และสมถกรรมฐาน 40 ที่เหลือ) ใน อิ 4 ฐ 7 ถึงสมาบัติ 8 และ อภิญญา 5 > ขยญาณ -> มหาสติปัฏฐานสูตร ธาตุบรรพะ เริ่มวิปัสสนาแยกธาตุ 4 ให้ได้สภาวะธาตุทั้งร่าง พร้อมทั้งปัจจัย (ดึงอุธํ ปาทตลา มาจากบรรพะก่อน;ดึงปัจจัยมาจาก ยถา ยถา วา กาโย ปณิหิโต กับ ยถาฐิตํ ยถาปณิหิตํ อ.+ฏี. กับ วิสุทธิ. จตุธาตุ.) ในอิ.นั่ง ในนอก > ขยญาณ -> เอาอิริยาบถ 4 ฐานะ 7 มาทำสัมมสนญาณ (อ.มหาสติปัฏฐานสูตร, อ.สามัญญผลสูตร, ขุ.ปฏิ+วิสุทฺธิ.สัมมสนญาณ) > ขยญาณ -> ทำอาทีนวานุปัสสนา ใน รูปกรรมฐานทั้งปวง -> เอา เวทนา จิต หรือ สัญญาสังขารธรรม (นามกรรมฐาน) ที่กำลังเกิดขึ้นปรากฎชัดอยู่ มาแยกฆนะ 4 ตามในนิทเทสนั้นๆ แล้วจัดหมวดกิจ 5 ในอริยสัจ ตามธัมมานุปัสสนา > ขยญาณ -> พิจารณาสัจจบรรพะ > ขยญาณ. | [[กายคตาสติสูตร_ฉบับปรับสำนวน|กายคตาสติสูตร]]: นิสีทติอานาปานัสสติจตุกกะแรก ภายในภายนอก > ขยญาณ (วิปัสสนาปิดท้ายทั้งข้อนี้และทุกลำดับต่อจากนี้ ต้องทำขยญาณปิดท้ายทุกบรรพะ ด้วยบทว่า สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี หรือเฉพาะอานาปานาบรรพ ตาม จตุกกะ 2-4 อานาปานสติสูตร ถ้าทำแล้วไม่บรรลุ ก็ทำข้อต่อไป) -> นิสฺสินฺโนคจฺฉนฺโตฐิโตสยาโนอานาปานัสสสติจตุกกะแรก ในนอก > ขยญาณ -> ฐานะ 7 ในนอก อานาปานัสสติ (จบคำว่า "วสี" จากฏีกากายคตาสติสูตรเฉพาะอานาปานะ จริงๆ โครงสร้างทั้ง 2 สูตรแสดงวสีอยู่แล้ว ทั้งลำดับ ทั้งบริบท ทั้งฏีกา) > ขยญาณ -> แยกกายเป็นอวัยวะนิมิตบัญญัติ 32 ในอิ 4 ฐ 7 ในนอก > ขยญาณ -> แยกธาตุ 4 ของอวัยวะ จนได้นิมิตบัญญัติ (แบบไม่สมบูรณ์ เพราะอารมณ์เป็นกามธรรมคือธาตุ 4 แต่ต้น จึงได้เพียงอุปจารฌาน) หรือ ถ้าได้อานาปานฌานจะทำทั้งตัวเลยก็ได้ เพราะเคยเห็นอานาปานกลาปนิมิตมาก่อนแล้วที่จุดกระทบ (มหาฏีกา อานาปาน) ทั้งหมด ในอิ 4 ฐ 7 ในนอก > ขยญาณ -> นวสีวถิกาอัปปนาฌาน ในอิ 4 ฐ 7 ในนอก (ข้าพเจ้าเข้าใจว่า บริบทในกายคตาสติสูตรจนถึงตรงนี้เป็นอุปจารสมาธิ โดยติปุกขลนัย ที่ มหาอ.มหาสติ. ว่าไว้ จนกระทั่งถึงจุดที่กายคตาสติสูตรแสดงฌาน) > ขยญาณ -> กสิณ 4 (และสมถกรรมฐาน 40 ที่เหลือ) ใน อิ 4 ฐ 7 ถึงสมาบัติ 8 และ อภิญญา 5 > ขยญาณ -> มหาสติปัฏฐานสูตร ธาตุบรรพะ เริ่มวิปัสสนาแยกธาตุ 4 ให้ได้สภาวะธาตุทั้งร่าง พร้อมทั้งปัจจัย (ดึงอุธํ ปาทตลา มาจากบรรพะก่อน;ดึงปัจจัยมาจาก ยถา ยถา วา กาโย ปณิหิโต กับ ยถาฐิตํ ยถาปณิหิตํ อ.+ฏี. กับ วิสุทธิ. จตุธาตุ.) ในอิ.นั่ง ในนอก > ขยญาณ -> เอาอิริยาบถ 4 ฐานะ 7 มาทำสัมมสนญาณ (อ.มหาสติปัฏฐานสูตร, อ.สามัญญผลสูตร, ขุ.ปฏิ+วิสุทฺธิ.สัมมสนญาณ) > ขยญาณ -> ทำอาทีนวานุปัสสนา ใน รูปกรรมฐานทั้งปวง -> เอา เวทนา จิต หรือ สัญญาสังขารธรรม (นามกรรมฐาน) ที่กำลังเกิดขึ้นปรากฎชัดอยู่ มาแยกฆนะ 4 ตามในนิทเทสนั้นๆ แล้วจัดหมวดกิจ 5 ในอริยสัจ ตามธัมมานุปัสสนา > ขยญาณ -> พิจารณาสัจจบรรพะ > ขยญาณ. |
| |
| อนึ่ง ติปุกขลนัย (ลัดลำดับ) ให้ดูในอรรถกถานั้นๆ. | อนึ่ง ติปุกขลนัย (ลัดลำดับ) ให้ดูในอรรถกถานั้นๆ. |
| ที่เหลืออธิบายไว้ในบทว่า "อยโน" แล้ว. | ที่เหลืออธิบายไว้ในบทว่า "อยโน" แล้ว. |
| |
| การเติมคำว่า "แยก" นี้ มาจากนิทธารณัตถะ (each) ของ สัตตมีวิภัต ที่ปรากฎหลายแห่งในมหาสติปัฏฐานสูตร คือ กาเย, กายสฺมึ, เวทนาสุ, จิตฺเต, จิตฺตสฺมึ, ธมฺเมสุ, นีวรเณสุ, ขนฺเธสุ, อชฺฌตฺติกพาหิรายตเนสุ, โพชฺฌงฺเคสุ, อริยสจฺเจสุ ซึ่งสอดคล้องกับ [https://th.wikisource.org/wiki/อรรถกถา_มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#อรรถกถาบทบริกรรมเวทนาจิตตธัมมานุปัสสนา อ.นิทเทสของสติปัฏฐานสูตร] ที่แสดง "กาเย" ในอรรถะว่า "ถอนฆนบัญญัติ" ไว้อย่างละเอียด. | การเติมคำว่า "แยก" นี้ มาจากนิทธารณัตถะ (each) ของ สัตตมีวิภัต ที่ปรากฎหลายแห่งในมหาสติปัฏฐานสูตร คือ กาเย, กายสฺมึ, เวทนาสุ, จิตฺเต, จิตฺตสฺมึ, ธมฺเมสุ, นีวรเณสุ, ขนฺเธสุ, อชฺฌตฺติกพาหิรายตเนสุ, โพชฺฌงฺเคสุ, อริยสจฺเจสุ ซึ่งสอดคล้องกับ [[อรรถกถา_มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#อรรถกถาบทบริกรรมเวทนาจิตตธัมมานุปัสสนา|อ.นิทเทสของสติปัฏฐานสูตร]] ที่แสดง "กาเย" ในอรรถะว่า "ถอนฆนบัญญัติ" ไว้อย่างละเอียด. |
| |
| บทอื่น ได้ทำลิงก์ไปยังบรรพะนั้นๆ แล้ว คำอธิบายจักมีในบรรพะนั้นๆ. | บทอื่น ได้ทำลิงก์ไปยังบรรพะนั้นๆ แล้ว คำอธิบายจักมีในบรรพะนั้นๆ. |
| =คำบริกรรมกรรมฐานละเอียด= | =คำบริกรรมกรรมฐานละเอียด= |
| |
| ==กายานุปัสสนาสติปัฏฐานนิทเทส'''= | ==กายานุปัสสนาสติปัฏฐานนิทเทส== |
| |
| ===อานาปานบรรพ=== | ===อานาปานบรรพ=== |
| ====คำอธิบายผู้ปรับสำนวน==== | ====คำอธิบายผู้ปรับสำนวน==== |
| |
| ทั้ง "อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนปลอดคนก็ดี" '''ในที่นี้''' กับทั้ง "ความมีกัลยาณมิตร" ใน [https://th.wikisource.org/wiki/อรรถกถา_มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#อ.นีวรณบรรพ อ.นิวรณ์บรรพะ] และกับทั้ง "คบหาบุคคลผู้มีสติมั่นคง, คบหาบุคคลผู้หมดจด, คบหาบุคคลผู้ปรารภความเพียร, คบหาบุคคลผู้มีปัญญา, คบหาบุคคลผู้สงบกาย, คบหาบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ, คบหาบุคคลผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขาร" ใน [https://th.wikisource.org/wiki/อรรถกถา_มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#อ.โพชฌงคบรรพ อ.โพชฌงค์บรรพะ] ทั้งหมดนี้ล้วนมีอรรถะอันเดียวกัน ต่างกันที่ลำดับก่อนหลัง, '''อธิบายว่า''' ใน วิสุทธิ. [https://th.wikisource.org/wiki/วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_3_กัมมัฏฐานคหณนิทเทส กัมมัฏฐานคหณนิทเทส] แสดง "วิธีการเข้าหาอาจารย์ผู้กัลยาณมิตร" เป็นต้น ไว้ก่อน "ปถวีกสิณนิทเทส" เป็นต้น, ตัวอย่างเช่น ผู้ปฏิบติมือใหม่ จะต้องฝึกปริยัติกับอาจารย์ตามวิธีในกัมมัฏฐานคหณนิทเทสนั้นก่อน ถ้าเป็นพระภิกษุก็[http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=4&siri=39&h=ทรงอนุญาตให้ถือนิสสัย#hl ต้องถือนิสสัย] ถ้าเป็นฆราวาสก็เข้าไปอุปัฏฐากบ้าง สนทนาหรือนั่งสมาธิด้วยกันกับผู้มีจิตเป็นสมาธิทั้งหลายบ้าง เป็นต้น '''ล้วนเหมาะสมแก่ผู้ปฏิบัติมือใหม่'''. แต่ท่านใดที่ได้วสีในฌานก็ดี ได้พลววิปัสสนาแล้วก็ดี ก็ถึงจะทำข้อว่า "อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนปลอดคนก็ดี" ได้. อนึ่ง แม้เมื่อเป็นอาจารย์ การจะออกจากข้อ "อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนปลอดคนก็ดี" เพื่อกลับมาเป็นกัลยาณมิตรให้กับลูกศิษย์ก็สมควร แต่ควรรักษาวสีไว้ด้วย เพราะปริยัติอาศัยกามคุณ มี สี เสียง เป็นต้น ในการอ่านพระธรรม ฟังพระธรรม ท่องจำพระธรรม ปริยัติจึงยังเป็นปฏิปักข์ต่อฌาน อาจทำให้ฌานเสื่อมได้ ถ้าวสีไม่มีกำลังพอ, ส่วนวิปัสสนานั้นวิสุทธิมรรคไม่ได้กล่าวไว้ว่า มีปริยัติเป้นปฏิปักข์ เพราะวิปัสสนาอาศัยปริยัติมาก ถึงอย่างนั้น อาจารย์ทั้งหลายก็ไม่ควรประมาท เพราะถ้าฌานเสื่อมแล้ว แม้พลววิปัสสนาก็เสื่อมด้วย อธิบายว่า เพราะนิวรณ์เป็นปฏิปักข์ต่อพลววิปัสสนาสมาธิ เนื่องจาก[https://th.wikisource.org/wiki/ปฏิสัมภิทามรรค_มหาวรรค_2#ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส ภังคญาณตามอนุปัสสนาวิปัสสนาจารจิตอยู่] ถ้าฌานเสื่อมก็เท่ากับนิวรณ์เกิดแทรกฌานและพลววิปัสสนาญาณได้ พลววิปัสสนาญาณก็เป็นอันเสื่อมด้วย ฉะนั้น อาจารย์ทั้งหลายผู้จะอนุเคราะห์ลูกศิษย์ควรรักษาวสีในฌานไว้เถิด. | ทั้ง "อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนปลอดคนก็ดี" '''ในที่นี้''' กับทั้ง "ความมีกัลยาณมิตร" ใน [[อรรถกถา_มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#อ.นีวรณบรรพ|อ.นิวรณ์บรรพะ]] และกับทั้ง "คบหาบุคคลผู้มีสติมั่นคง, คบหาบุคคลผู้หมดจด, คบหาบุคคลผู้ปรารภความเพียร, คบหาบุคคลผู้มีปัญญา, คบหาบุคคลผู้สงบกาย, คบหาบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ, คบหาบุคคลผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขาร" ใน [[อรรถกถา_มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน#อ.โพชฌงคบรรพ|อ.โพชฌงค์บรรพะ]] ทั้งหมดนี้ล้วนมีอรรถะอันเดียวกัน ต่างกันที่ลำดับก่อนหลัง, '''อธิบายว่า''' ใน วิสุทธิ. [[วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_3_กัมมัฏฐานคหณนิทเทส|กัมมัฏฐานคหณนิทเทส]] แสดง "วิธีการเข้าหาอาจารย์ผู้กัลยาณมิตร" เป็นต้น ไว้ก่อน "ปถวีกสิณนิทเทส" เป็นต้น, ตัวอย่างเช่น ผู้ปฏิบติมือใหม่ จะต้องฝึกปริยัติกับอาจารย์ตามวิธีในกัมมัฏฐานคหณนิทเทสนั้นก่อน ถ้าเป็นพระภิกษุก็[http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=4&siri=39&h=ทรงอนุญาตให้ถือนิสสัย#hl ต้องถือนิสสัย] ถ้าเป็นฆราวาสก็เข้าไปอุปัฏฐากบ้าง สนทนาหรือนั่งสมาธิด้วยกันกับผู้มีจิตเป็นสมาธิทั้งหลายบ้าง เป็นต้น '''ล้วนเหมาะสมแก่ผู้ปฏิบัติมือใหม่'''. แต่ท่านใดที่ได้วสีในฌานก็ดี ได้พลววิปัสสนาแล้วก็ดี ก็ถึงจะทำข้อว่า "อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนปลอดคนก็ดี" ได้. อนึ่ง แม้เมื่อเป็นอาจารย์ การจะออกจากข้อ "อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนปลอดคนก็ดี" เพื่อกลับมาเป็นกัลยาณมิตรให้กับลูกศิษย์ก็สมควร แต่ควรรักษาวสีไว้ด้วย เพราะปริยัติอาศัยกามคุณ มี สี เสียง เป็นต้น ในการอ่านพระธรรม ฟังพระธรรม ท่องจำพระธรรม ปริยัติจึงยังเป็นปฏิปักข์ต่อฌาน อาจทำให้ฌานเสื่อมได้ ถ้าวสีไม่มีกำลังพอ, ส่วนวิปัสสนานั้นวิสุทธิมรรคไม่ได้กล่าวไว้ว่า มีปริยัติเป้นปฏิปักข์ เพราะวิปัสสนาอาศัยปริยัติมาก ถึงอย่างนั้น อาจารย์ทั้งหลายก็ไม่ควรประมาท เพราะถ้าฌานเสื่อมแล้ว แม้พลววิปัสสนาก็เสื่อมด้วย อธิบายว่า เพราะนิวรณ์เป็นปฏิปักข์ต่อพลววิปัสสนาสมาธิ เนื่องจาก[[ปฏิสัมภิทามรรค_01-2_มหาวรรค#ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส|ภังคญาณตามอนุปัสสนาวิปัสสนาจารจิตอยู่]] ถ้าฌานเสื่อมก็เท่ากับนิวรณ์เกิดแทรกฌานและพลววิปัสสนาญาณได้ พลววิปัสสนาญาณก็เป็นอันเสื่อมด้วย ฉะนั้น อาจารย์ทั้งหลายผู้จะอนุเคราะห์ลูกศิษย์ควรรักษาวสีในฌานไว้เถิด. |
| |
| ปชานาติ (ปญฺญา) ในบรรพะนี้ รู้ 4 "ป (ปการ)" คือ 1. ลมยาว 2. ลมสั้น 3. ลมสั้นหรือยาวตลอดสาย 4. ลมสั้นหรือยาวที่เบาลงๆ. | ปชานาติ (ปญฺญา) ในบรรพะนี้ รู้ 4 "ป (ปการ)" คือ 1. ลมยาว 2. ลมสั้น 3. ลมสั้นหรือยาวตลอดสาย 4. ลมสั้นหรือยาวที่เบาลงๆ. |
| |
| รู้ลม ไม่ใช่รู้ธาตุ 4 ไม่ใช่เย็น ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่กระทบ ลมเป็นอัฏฐกกลาปบัญญัติที่จิตคิดขึ้นจากปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่เกิดพร้อมกันอยู่ ธาตุเหล่านี้จึงกระทบกายปสาทะได้ แต่ผู้ปฏิบัติต้องรู้ลมบัญญัติที่ยาวหรือสั้น โดยอาศัยธาตุเหล่านั้นที่จุดกระทบปลายจมูก คือ เมื่อกระทบกู็รู้ลมยาว ลมสั้น ไม่ใช่รู้เย็น ร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว หรือ กระทบ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นธาตุ ไม่ใช่ลมหายใจยาวสั้น. ลมชัดที่สุด จะไม่ย้ายจุดสัมผัส ไม่เช่นนั้นสมาธิจะไม่ตั้งมั่น เพราะไปเน้นรู้กระทบปรมัตถ์แทนลมบัญญัติ (วิวิจฺเจว กาเมหิ) ผู้ปฏิบัติจึงต้องกำหนดอยู่แถวที่ใดที่หนึ่งที่ปลายจมูก ไม่ตามลมเข้าไปข้างในจากปลายจมูกและไม่ตามออกไปนอกจากปลายจมูก. | รู้ลม ไม่ใช่รู้ธาตุ 4 ไม่ใช่เย็น ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่กระทบ ลมเป็นอัฏฐกกลาปบัญญัติที่จิตคิดขึ้นจากปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่เกิดพร้อมกันอยู่ ธาตุเหล่านี้จึงกระทบกายปสาทะได้ แต่ผู้ปฏิบัติต้องรู้ลมบัญญัติที่ยาวหรือสั้น โดยอาศัยธาตุเหล่านั้นที่จุดกระทบปลายจมูก คือ เมื่อกระทบกู็รู้ลมยาว ลมสั้น ไม่ใช่รู้เย็น ร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว หรือ กระทบ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นธาตุ ไม่ใช่ลมหายใจยาวสั้น. ลมชัดที่สุด จะไม่ย้ายจุดสัมผัส ไม่เช่นนั้นสมาธิจะไม่ตั้งมั่น เพราะไปเน้นรู้กระทบปรมัตถ์แทนลมบัญญัติ (วิวิจฺเจว กาเมหิ) ผู้ปฏิบัติจึงต้องกำหนดอยู่แถวที่ใดที่หนึ่งที่ปลายจมูก ไม่ตามลมเข้าไปข้างในจากปลายจมูกและไม่ตามออกไปนอกจากปลายจมูก. และสำคัญที่สุด คือ ''รู้ลมเพื่อเจริญกุศลจิตให้ต่อเนื่อง ไม่ใช่รู้ลมเพื่อเจริญลม.'' |
| |
| ที่อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า "รู้ลมธรรมชาติ ไม่บังคับลม" แต่ในบรรพะนี้กล่าวว่า "ฝึกอยู่ว่า (สิกฺขติ)" ทั้ง 2 คำมีความหมายเดียวกัน เพราะลมธรรมชาติ คือ ลมที่เบาลงๆ (ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ) ซึ่งเป็นอารมณ์ของ ปชานาติ, ส่วนการฝึกนั้น คือ "ปชานาติ"ที่พยายามฝึกให้เกิดต่อเนื่องตลอดกองลมเข้า/ออก และ ปชานาติที่พยายามฝึกรู้ลมที่เบาลงๆ (ลมธรรมชาติ). อีกอย่างหนึ่ง ที่อาจารย์ทั้งหลายไม่ให้บังคับลมก็เพราะผู้ปฏิบัติใหม่บางท่านพยายามจะหายใจให้กระทบชัดๆ การทำเช่นนี้เป็นการดูธาตุ ไม่ใช่การดูลมหายใจบัญญัติ ซึ่งจะทำให้ฟุ้งซ่าน เพราะธาตุเป็นกามธรรมที่พัฒนาเป็นปฏิภาคนิมิตไม่ได้ จึงเป็นปฏิปักข์ต่อสมาธิ แต่ลมหายใจเป็นบัญญัติที่สามารถพัฒนาเป็นปฏิภาคนิมิตได้, นอกจากนี้ การบังคับลมจะทำให้เครียด ซึ่งเป็นปฏิปักข์ต่อโพชฌงค์และองค์ฌาน คือ ปัสสัทธิ-สมาธิ-อุเปกขา-ปีติ-สุข ดังนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงแนะนำไม่ให้บังคับลม. แต่การไม่บังคับลมนั้น ก็ต้องฝึกรู้ลมตลอดสาย และฝึกรู้ลมที่เบาลงๆ ด้วย. | ที่อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า "รู้ลมธรรมชาติ ไม่บังคับลม" แต่ในบรรพะนี้กล่าวว่า "ฝึกอยู่ว่า (สิกฺขติ)" ทั้ง 2 คำมีความหมายเดียวกัน เพราะลมธรรมชาติ คือ ลมที่เบาลงๆ (ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ) ซึ่งเป็นอารมณ์ของ ปชานาติ, ส่วนการฝึกนั้น คือ "ปชานาติ"ที่พยายามฝึกให้เกิดต่อเนื่องตลอดกองลมเข้า/ออก และ ปชานาติที่พยายามฝึกรู้ลมที่เบาลงๆ (ลมธรรมชาติ). อีกอย่างหนึ่ง ที่อาจารย์ทั้งหลายไม่ให้บังคับลมก็เพราะผู้ปฏิบัติใหม่บางท่านพยายามจะหายใจให้กระทบชัดๆ การทำเช่นนี้เป็นการดูธาตุ ไม่ใช่การดูลมหายใจบัญญัติ ซึ่งจะทำให้ฟุ้งซ่าน เพราะธาตุเป็นกามธรรมที่พัฒนาเป็นปฏิภาคนิมิตไม่ได้ จึงเป็นปฏิปักข์ต่อสมาธิ แต่ลมหายใจเป็นบัญญัติที่สามารถพัฒนาเป็นปฏิภาคนิมิตได้, นอกจากนี้ การบังคับลมจะทำให้เครียด ซึ่งเป็นปฏิปักข์ต่อโพชฌงค์และองค์ฌาน คือ ปัสสัทธิ-สมาธิ-อุเปกขา-ปีติ-สุข ดังนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงแนะนำไม่ให้บังคับลม. แต่การไม่บังคับลมนั้น ก็ต้องฝึกรู้ลมตลอดสาย และฝึกรู้ลมที่เบาลงๆ ด้วย. |
| |
| กาเย ในบรรพะนี้โยคเข้ากับ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ > นิสีทติ อุชุํ (กรช)กายํ ปณิธาย > อสฺสสามิ, ส่วน กาย ใน กายานุปสฺสี โยคเข้ากับ ทีฆํ/รสฺสํ กายสงฺขารํ, ส่วน กายสฺมึ โยค กายสงฺขารํ ใน กายานุปสฺสี อีกทีหนึ่ง. ส่วน อตฺถิ กาโยติ นี้ เข้ากับ กายสฺมึ อีกทีหนึ่ง เช่นกัน. ทั้งหมดดูได้จากความต่างของวิภัติ และความต่างของ วา/จ ศัพท์. | กาเย ในบรรพะนี้โยคเข้ากับ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ > นิสีทติ อุชุํ (กรช)กายํ ปณิธาย > อสฺสสามิ, ส่วน กาย ใน กายานุปสฺสี โยคเข้ากับ ทีฆํ/รสฺสํ กายสงฺขารํ, ส่วน กายสฺมึ โยค กายสงฺขารํ ใน กายานุปสฺสี อีกทีหนึ่ง. ส่วน อตฺถิ กาโยติ นี้ เข้ากับ กายสฺมึ อีกทีหนึ่ง เช่นกัน. ทั้งหมดดูได้จากความต่างของวิภัติ และความต่างของ วา/จ ศัพท์. |
| | |
| | ---- |
| | ที่ว่า "ภิกษุตามอนุปัสสนาดังกล่าวข้างต้น (อิติ) แยกกายสังขารคือลมหายใจ (กาเย) ในกองกรัชกายคืออิริยาบถนั่งของตนเองอยู่บ้าง (อชฺฌตฺตํ วา กายานุปสฺสี วิหรติ)" เพราะ อิติ โยค ปฐมจตุกฺก ของอานาปานบรรพะ กาย ศัพท์ ก็ต้องโยค "ลมหายใจ" เช่นกัน. ส่วนที่กล่าวเฉพาะอิริยาบถนั่ง เพราะตามหลักปุพฺพาปรสนฺธิด้วยอำนาจสีหวิกฺกีฬิตนัยนั้น เมื่อตอนต้นบรรพะ กล่าวว่า "นิทฺสีทติ" และบรรพะถัดไปเป็นอิริยาบถบรรพะและสัมปชัญญะบรรพะ ที่ตรงกับคำขยายของ "วิหรติ" ในปฏิสัมภิทามรรค, วิภังค์, และอรรถกถาของสูตรนี้, รวมถึงตรงกับกายคตาสติสูตรส่วนที่ต่อจาก อิติ ของทุกบรรพะ และที่มูลบาลี,อรรถกถา,[https://sutta.men/?th.r.129.105.0.0.วสีภูโต#hl ฏีกา]ขยายการทำกายคตาสติ 14 ให้ถึงอัปปนาฌานที่เป็นวสีไว้ด้วย. |
| | |
| | ที่ว่า "ภิกษุนั่งตามอนุปัสสนาเห็นเหตุเกิดในกายสังขารคือลมหายใจดังกล่าวข้างต้นอยู่บ้าง (สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ)" ฏีกาขยาย สมุทยธมฺมานุปสฺสี ไว้ 2 นัย ซึ่งสมควรทั้งคู่ โดยนัยที่แปลว่า "ผู้ตามเห็นเหตุเกิด" นี้กล่าวตามหลักปุพฺพาปรสนฺธิโดยสีหวิกฺกีฬิตนัย คือ เพราะได้กล่าวสมถะจนถึงวิชชา 8 ไว้ในกายคตาสติสูตรแล้ว นำ วิชชาที่ 1 และ 8 ในสูตรนั้น ซึ่งขยายไว้ในสีลักขันธวรรค มีสามัญญผลสูตรเป็นต้น แล้วมาอธิบายให้ละเอียดด้วยอำนาจขยญาณพลววิปัสสนาเป็นต้นไปไว้ในสูตรนี้. |
| | |
| | กาเย ในอุทเทส องค์ธรรม คือ กรชกาย เป็นต้น (ดูอรรถกถา), กาย ในกายานุปสฺสี อุทเทส องค์ธรรม คือ กาย ที่ถูกทำฆนวินิพฺโภคะ ละเอียดลงๆ จนถึง ขณะปัจจุบัน (ดู ปฏิ.สติปฏฺฐานกถา, วิภังค. สติปัฏฐานวิภังค์, อรรถกถาสูตรนี้, ปฏิ.อ. สัมมสนญาณนิทฺเทส และ อุทยัพพยญาณนิทเทส [บาลีเท่านั้น] รวมถึง วิสุทฺธิ.มหาฏี. อุทยัพพยญาณกถาวณฺณนา ด้วย.), ส่วน กาเย และ กายานุปสฺสี ในนิทเทส 14 บรรพะ ก็คือส่วนขยายของอุทเทสนั่นเอง. อรรถกถาอุทเทสตรงที่ขยายไว้โดยใช้ศัพท์ที่ปรากฎในสูตรนี้ นั่นคือ ปุพฺพาปรสนฺธิ สีหวิกฺกีฬิตนัย. ส่วนขยายอื่นๆ ก็นัยอื่นๆ (เป็นสภาคะ ฆฏนา กัน, ไม่ได้ขัดแย้งกัน). กายสฺมึ องค์ธรรมคือ ส่วนที่แยก ฆนวินิพฺโภค จาก กาเย ของบรรพะแล้ว นำมาเห็นเหตุเกิดเหตุดับต่อ เช่น ล่มหายใจ ใน ขุ.ปฏิ. [https://sutta.men/?th.n.45.170.. อานาปานกถา] ปฐมจตุกฺก ก็อธิบายในทำนองให้แยกออกเป็นสภาวะ ซึ่งก็ตรงกับจตุกฺกวิมุตฺต ใน วิสุทฺธิ. อานาปานกถา ที่แสดงการแยกนามรูปและการกำหนดไตรลักษณ์ไว้ ก่อนจะแสดงจตุกฺกที่ 2-4. |
| | |
| | "ส่วนสติของภิกษุนั้นที่ตั้งมั่นอยู่ว่า 'มีกายสังขารคือลมหายใจ(เป็นต้น)อยู่(ไม่มีสัตว์บุคคลใดๆ ในกรัชกายนี้)' ก็เพียงเพื่อให้ปัญญา(ปชานาติ)พัฒนาเป็นญาณเท่านั้น เพียงเพื่ออบรมสติให้ตั้งมั่นในอารมณ์เท่านั้น (อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปฏิสฺสติมตฺตาย)" คือ เมื่อตามแยกสภาวะจนเหลือแต่ปรมัตถธรรมที่เกิดได้จริง โดยปัจจัย 4 โดยขณปัจจุบัน 1 ในแต่ละขันธ์ จนทำลายฆนสัญญาได้แล้ว ด้วยบทว่า "สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา" เป็นต้น ก็จะเห็นเป็นเพียงสภาวะไม่มีสัตว์บุคคลที่บังคับบัญชาได้. เมื่อเห็นขณปัจจุบัน ก็เห็นคาหะ 3 ในอุปักกิเลส 10 ได้ จึงละคาหะ 3 นั้นในวิปัสสนาจารจิตที่เพิ่งดับไปได้ ปชานาติ ก็จะกลายเป็น ญาณํ. คาหะ 3 ในสูตรนี้ ทรงตรัสขยายให้ละเอียดไว้ด้วยอำนาจอุปาทานและสมุทยสัจในสัจจบรรพะแล้ว แต่ในที่นี้ยังแสดงไว้โดยย่อ จึงตรัสว่า 'ภิกษุไม่ใช้อิริยาบถ 4 ฐานะ 7 อาศัยอยู่กับตัณหาและทิฐิแล้ว และไม่มีอุปาทาน 4 ยึดติดโลกใดๆ ในโลกคือปิยรูปสาตรูป 60 ทั้งสิ้น. (อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ)'ฯ |
| |
| ===อิริยาปถบรรพ=== | ===อิริยาปถบรรพ=== |
| |
| ===คำอธิบายผู้ปรับสำนวน=== | ===คำอธิบายผู้ปรับสำนวน=== |
| | สำหรับท่านที่อ่านอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตรอย่างเดียว ไม่ได้ท่องจำในระบบมุขปาฐะ อาจสงสัยในคำแปลตรงนี้ว่าทำไมจึงต่างจากอรรถกถา ข้อนั้นมีอธิบายดังนี้.- |
| | |
| ในกายคตาสติสูตร แสดงอิริยาบถบรรพะเป็นการฝึกฌานวสี ต่อจากบรรพะอื่นๆ มีอานาปานบรรพะและปฏิกูลมนสิการบรรพะ เป็นต้น เพราะแสดงแก่ผู้เพิ่งสนใจกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงไม่มีพยัญชนะว่า "ภิกษุตามอนุปัสสนาดังกล่าวข้างต้น แยกกายสังขารคือลมหายใจ ในกองกรัชกายคืออิริยาบถนั่งของตนเองอยู่บ้าง ... ภิกษุตามอนุปัสสนาเหตุเกิดในกายสังขารคือลมหายใจดังกล่าวข้างต้นอยู่บ้าง" เป็นต้น. แต่ในมหาสติปัฏฐานสูตร อรรถกถาท่านแสดงอิริยาบถบรรพะเป็นวิปัสสนา เพราะสูตรนี้ทรงแสดงแก่ผู้ทำภาวนามาก่อนแล้ว จึงให้ทำพลววิปัสสนาทั้งในอารมณ์กรรมฐานและในนามรูปที่ทำกรรมฐานในอารมณ์อยู่ ด้วยพยัญชนะว่า "ภิกษุตามอนุปัสสนาเหตุเกิดในกายสังขารคือลมหายใจดังกล่าวข้างต้นอยู่บ้าง" และบทว่า "ภิกษุไม่ใช้อิริยาบถ 4 ฐานะ 7 อาศัยอยู่กับตัณหาและทิฐิแล้ว" เป็นต้น. | ในกายคตาสติสูตร แสดงอิริยาบถบรรพะเป็นการฝึกฌานวสี ต่อจากบรรพะอื่นๆ มีอานาปานบรรพะและปฏิกูลมนสิการบรรพะ เป็นต้น เพราะแสดงแก่ผู้เพิ่งสนใจกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงไม่มีพยัญชนะว่า "ภิกษุตามอนุปัสสนาดังกล่าวข้างต้น แยกกายสังขารคือลมหายใจ ในกองกรัชกายคืออิริยาบถนั่งของตนเองอยู่บ้าง ... ภิกษุตามอนุปัสสนาเหตุเกิดในกายสังขารคือลมหายใจดังกล่าวข้างต้นอยู่บ้าง" เป็นต้น. แต่ในมหาสติปัฏฐานสูตร อรรถกถาท่านแสดงอิริยาบถบรรพะเป็นวิปัสสนา เพราะสูตรนี้ทรงแสดงแก่ผู้ทำภาวนามาก่อนแล้ว จึงให้ทำพลววิปัสสนาทั้งในอารมณ์กรรมฐานและในนามรูปที่ทำกรรมฐานในอารมณ์อยู่ ด้วยพยัญชนะว่า "ภิกษุตามอนุปัสสนาเหตุเกิดในกายสังขารคือลมหายใจดังกล่าวข้างต้นอยู่บ้าง" และบทว่า "ภิกษุไม่ใช้อิริยาบถ 4 ฐานะ 7 อาศัยอยู่กับตัณหาและทิฐิแล้ว" เป็นต้น. |
| |
| ในที่นี้แปลไว้กลางๆ ใช้ได้กับทั้ง 2 สูตร เพราะครึ่งแรกของอิริยาบถและสัมปชัญญะบรรพะ ปฏิบัติแบบเดียวกันทั้ง 2 สูตรจึงใช้ร่วมกันได้ ต่างกันที่ครึ่งหลัง ตามประเภทอินทรีย์อ่อนและกล้าของผู้ฟัง. | ในที่นี้แปลไว้กลางๆ ใช้ได้กับทั้ง 2 สูตร เพราะครึ่งแรกของอิริยาบถและสัมปชัญญะบรรพะ ปฏิบัติแบบเดียวกันทั้ง 2 สูตรจึงใช้ร่วมกันได้ ต่างกันที่ครึ่งหลัง ตามประเภทอินทรีย์อ่อนและกล้าของผู้ฟัง. ฉะนั้น ผมจึงต้องแปลอย่างนั้น ไม่สามารถแปลแต่เพียงว่า "อิริยาบถและสัมปชัญญบรรพะ คือการทำวิปัสสนาในอิริยาบถและสัมปชัญญบรรพะ" เพราะต้องแปลให้สอดคล้องกับพระสูตรอื่นๆ อรรถกถาอื่นๆ ด้วย โดยอาศัยวิธีการในระบบมุขปาฐะ มีเตติปกรณ์เป็นต้น ในที่อื่นๆ ก็นัยเดียวกันนี้. |
| |
| อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร แสดงอิริยาบถเป็นธาตุไว้ อาศัยบทในสูตรว่า "ปรํ", "ยถา ยถา วา กาโย ปณิหิโต", และ "ยถา ฐิตํ ยถา ปณิหิตํ" โดย ในอรรถกถา ขยายโดยใช้บทว่า "ฐิตํ" ร่วมด้วย. ฉะนั้น บรรพะที่ขยายอิริยาบถบรรพะ ก็คือ ธาตุบรรพะ (จตุธาตุววัตถาน) นั่นเอง. | อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร แสดงอิริยาบถเป็นธาตุไว้ อาศัยบทในสูตรว่า "ปรํ", "ยถา ยถา วา กาโย ปณิหิโต", และ "ยถา ฐิตํ ยถา ปณิหิตํ" โดย ในอรรถกถา ขยายโดยใช้บทว่า "ฐิตํ" ร่วมด้วย. ฉะนั้น บรรพะที่ขยายอิริยาบถบรรพะ ก็คือ ธาตุบรรพะ (จตุธาตุววัตถาน) นั่นเอง. |
| ฏี-ปณิหิโตติ ยถา ยถา '''ปจฺจเยหิ''' ปกาเรหิ นิหิโต ฐปิโตฯ ในที่อื่นที่แสดงสภาวะธรรมอยู่ก็เช่นกัน ให้แปลคำว่า "อาการ" เป็นปัจจัยปัจจยุปบัน หรือ ปฏิจจสมุปปาทปฏิจจสมุปปันนะ ทั้งหมด. | ฏี-ปณิหิโตติ ยถา ยถา '''ปจฺจเยหิ''' ปกาเรหิ นิหิโต ฐปิโตฯ ในที่อื่นที่แสดงสภาวะธรรมอยู่ก็เช่นกัน ให้แปลคำว่า "อาการ" เป็นปัจจัยปัจจยุปบัน หรือ ปฏิจจสมุปปาทปฏิจจสมุปปันนะ ทั้งหมด. |
| |
| =แต่นี้ไปยังไม่ได้ปรับสำนวน= | |
| ===สัมปชัญญบรรพ=== | ===สัมปชัญญบรรพ=== |
| |
| [276] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการ ก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออกในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่งการหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้างพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ | [276] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง |
| | #ภิกษุย่อมรู้(อารมณ์กรรมฐาน)ชัดเจนอย่างชำนาญในขณะก้าว ในขณะถอย |
| | #ย่อมรู้(อารมณ์กรรมฐาน)ชัดเจนอย่างชำนาญในขณะแล ในขณะเหลียว |
| | #ย่อมรู้(อารมณ์กรรมฐาน)ชัดเจนอย่างชำนาญในขณะคู้เข้า ในขณะเหยียดออก |
| | #ย่อมรู้(อารมณ์กรรมฐาน)ชัดเจนอย่างชำนาญในขณะทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร |
| | #ย่อมรู้(อารมณ์กรรมฐาน)ชัดเจนอย่างชำนาญในขณะกิน ขณะดื่ม ขณะเคี้ยว ขณะลิ้ม |
| | #ย่อมรู้(อารมณ์กรรมฐาน)ชัดเจนอย่างชำนาญในขณะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ |
| | #ย่อมรู้(อารมณ์กรรมฐาน)ชัดเจนอย่างชำนาญในขณะเดิน ขณะยืน ขณะนั่งขณะหลับ ขณะตื่น ขณะพูด ขณะนิ่ง |
| | |
| | #ภิกษุตามอนุปัสสนาดังกล่าวข้างต้น แยกกายสังขารคือลมหายใจ (เป็นต้น) ในกองกรัชกายคืออิริยาบถ 4 ของตนเองอยู่บ้าง |
| | #ภิกษุตามอนุปัสสนาดังกล่าวข้างต้น แยกกายสังขารคือลมหายใจ (เป็นต้น) ในกองกรัชกายคืออิริยาบถ 4 ของคนอื่นอยู่บ้าง |
| | #ภิกษุตามอนุปัสสนาดังกล่าวข้างต้น แยกกายสังขารคือลมหายใจ (เป็นต้น) ในกองกรัชกายคืออิริยาบถ 4 ทั้งของตนเองและของคนอื่นอยู่บ้าง |
| | #ภิกษุตามอนุปัสสนาเห็นเหตุเกิดในกายสังขารคือลมหายใจดังกล่าวข้างต้นในอิริยาบถ 4 อยู่บ้าง |
| | #ภิกษุตามอนุปัสสนาเห็นเหตุดับในกายสังขารคือลมหายใจดังกล่าวข้างต้นในอิริยาบถ 4 อยู่บ้าง |
| | #ภิกษุตามอนุปัสสนาเห็นเหตุเกิดและเหตุดับในกายสังขารคือลมหายใจดังกล่าวข้างต้นในอิริยาบถ 4 อยู่บ้าง |
| | |
| | ส่วนสติของภิกษุนั้นที่ตั้งมั่นอยู่ว่า "มีกายสังขารคือลมหายใจ(เป็นต้น)อยู่(ไม่มีสัตว์บุคคลใดๆ ในกรัชกายนี้)" ก็เพียงเพื่อให้ปัญญา(ปชานาติ)พัฒนาเป็นญาณเท่านั้น เพียงเพื่ออบรมสติให้ตั้งมั่นในอารมณ์เท่านั้น ภิกษุไม่ใช้อิริยาบถ 4 ฐานะ 7 อาศัยอยู่กับตัณหาและทิฐิแล้ว และไม่มีอุปาทาน 4 ยึดติดโลกใดๆ ในโลกคือปิยรูปสาตรูป 60 ทั้งสิ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า "ตามอนุปัสสนา 7 แยกกายในกองกรัชกายออกเป็นส่วนๆ ดำรงอยู่อย่างนี้ในอิริยาบถ 4 ฐานะ 7"ฯ |
| |
| '''จบสัมปชัญญบรรพ''' | '''จบสัมปชัญญบรรพ''' |
| |
| | ====คำอธิบายผู้ปรับสำนวน==== |
| | |
| | |
| | =แต่นี้ไปยังไม่ได้ปรับสำนวน= |
| ===ปฏิกูลมนสิการบรรพ=== | ===ปฏิกูลมนสิการบรรพ=== |
| |
| '''จบกายานุปัสสนา''' | '''จบกายานุปัสสนา''' |
| |
| ==เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานนิทเทส'''= | ==เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานนิทเทส== |
| |
| [288] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่อย่างไร เล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา หรือเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนาก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา หรือ เสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนามีอามิส หรือ เสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส หรือเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส หรือ เสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิสหรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิสหรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในบ้างพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนาบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในเวทนาบ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯ | [288] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่อย่างไร เล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา หรือเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนาก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา หรือ เสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนามีอามิส หรือ เสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส หรือเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส หรือ เสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิสหรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิสหรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในบ้างพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนาบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในเวทนาบ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯ |
| '''จบเวทนานุปัสสนา''' | '''จบเวทนานุปัสสนา''' |
| |
| ==จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนิทเทส'''= | ==จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนิทเทส== |
| |
| [289] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้างพิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ | [289] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้างพิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ |
| '''จบจิตตานุปัสสนา''' | '''จบจิตตานุปัสสนา''' |
| |
| ==ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนิทเทส'''= | ==ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนิทเทส== |
| |
| ===นีวรณบรรพ=== | ===นีวรณบรรพ=== |
| ====ทุกขสัจนิทเทส==== | ====ทุกขสัจนิทเทส==== |
| |
| ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจเป็นไฉน แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาส ก็เป็นทุกข์ แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ แม้ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์ ฯ | ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจเป็นอย่างไร แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาส ก็เป็นทุกข์ แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ แม้ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์ ฯ |
| |
| [295] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่าชาติ ฯ | [295] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นอย่างไร ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่าชาติ ฯ |
| |
| ก็ชราเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่าชรา ฯ | ก็ชราเป็นอย่างไร ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่าชรา ฯ |
| |
| ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทำลายความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่ามรณะ ฯ | ก็มรณะเป็นอย่างไร ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทำลายความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่ามรณะ ฯ |
| |
| ก็โสกะเป็นไฉน ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าโสกะ ฯ | ก็โสกะเป็นอย่างไร ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าโสกะ ฯ |
| |
| ก็ปริเทวะเป็นไฉน ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญกิริยาที่ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้คร่ำครวญ ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าปริเทวะ ฯ | ก็ปริเทวะเป็นอย่างไร ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญกิริยาที่ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้คร่ำครวญ ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าปริเทวะ ฯ |
| |
| ก็ทุกข์เป็นไฉน ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส อันนี้เรียกว่าทุกข์ ฯ | ก็ทุกข์เป็นอย่างไร ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส อันนี้เรียกว่าทุกข์ ฯ |
| |
| ก็โทมนัสเป็นไฉน ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่าโทมนัส ฯ | ก็โทมนัสเป็นอย่างไร ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่าโทมนัส ฯ |
| |
| ก็อุปายาสเป็นไฉน ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้นภาวะของบุคคลผู้คับแค้น ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าอุปายาส ฯ | ก็อุปายาสเป็นอย่างไร ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้นภาวะของบุคคลผู้คับแค้น ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าอุปายาส ฯ |
| |
| ก็ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน ความประสบความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ฯ | ก็ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ เป็นอย่างไร ความประสบความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ฯ |
| |
| ก็ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน ความไม่ประสบความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความเกษมจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อมาตย์หรือ ญาติสาโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ฯ | ก็ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์ เป็นอย่างไร ความไม่ประสบความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความเกษมจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อมาตย์หรือ ญาติสาโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ฯ |
| |
| ก็ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเกิดเป็นธรรมดา ขอความเกิดอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความแก่เป็นธรรมดา ขอความแก่อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเจ็บเป็นธรรมดา ขอความเจ็บอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า โอหนอขอเราไม่พึงมีความตายเป็นธรรมดา ขอความตายอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความปรารถนา ย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดา ขอโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ฯ | ก็ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์ เป็นอย่างไร ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเกิดเป็นธรรมดา ขอความเกิดอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความแก่เป็นธรรมดา ขอความแก่อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเจ็บเป็นธรรมดา ขอความเจ็บอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า โอหนอขอเราไม่พึงมีความตายเป็นธรรมดา ขอความตายอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความปรารถนา ย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดา ขอโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ฯ |
| |
| ก็โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ เป็นไฉน อุปาทานขันธ์ คือรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เรียกว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5เป็นทุกข์ ฯ | ก็โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ เป็นอย่างไร อุปาทานขันธ์ คือรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เรียกว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5เป็นทุกข์ ฯ |
| |
| ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ ฯ | ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ ฯ |
| ====สมุทยสัจนิทเทส==== | ====สมุทยสัจนิทเทส==== |
| |
| [296] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจ เป็นไฉน ตัณหานี้ใด อันมีความเกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน เพลิด*เพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ฯ | [296] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจ เป็นอย่างไร ตัณหานี้ใด อันมีความเกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน เพลิด*เพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ฯ |
| |
| [297] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้นั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่ ไหน เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่ไหน ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ฯ | [297] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้นั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่ ไหน เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่ไหน ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ฯ |
| ====นิโรธสัจนิทเทส==== | ====นิโรธสัจนิทเทส==== |
| |
| [298] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน ความสำรอก และความดับโดยไม่เหลือ ความสละ ความส่งคืน ความปล่อยวาง ความไม่มีอาลัย ในตัณหานั้น ก็ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่ไหนเมื่อจะดับ ย่อมดับในที่ไหน ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ฯ | [298] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นอย่างไร ความสำรอก และความดับโดยไม่เหลือ ความสละ ความส่งคืน ความปล่อยวาง ความไม่มีอาลัย ในตัณหานั้น ก็ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่ไหนเมื่อจะดับ ย่อมดับในที่ไหน ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ฯ |
| |
| ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ รูปเสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ ฯ | ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ รูปเสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ ฯ |
| ====มัคคสัจนิทเทส==== | ====มัคคสัจนิทเทส==== |
| |
| [299] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน นี้คือมรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ | [299] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นอย่างไร นี้คือมรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ |
| | |
| | ก็สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อันนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ฯ |
| | |
| | สัมมาสังกัปปะ เป็นอย่างไร ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน อันนี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ฯ |
| | |
| | สัมมาวาจา เป็นอย่างไร การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ อันนี้เรียกว่าสัมมาวาจา ฯ |
| |
| ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อันนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ฯ | สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างไร การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม อันนี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ ฯ |
| |
| สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน อันนี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ฯ | สัมมาอาชีวะ เป็นอย่างไร อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ ฯ |
| |
| สัมมาวาจา เป็นไฉน การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ อันนี้เรียกว่าสัมมาวาจา ฯ | สัมมาวายามะ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำจิตให้เกิดความชอบใจที่อกุศลบาปจะไม่เกิด ตั้งแต่ตอนที่อกุศลบาปยังไม่เกิด. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, (เมื่อชอบใจและต่อเนื่อง) จิตจึงรู้จักวิริยะคือความทำให้ต่อเนื่อง, (เมื่อจิตรู้จักวิริยะ) จิตจึงทำเพื่อให้อกุศลบาปไม่เกิดได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ตอนที่อกุศลบาปยังไม่เกิด. |
| |
| สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม อันนี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ ฯ | ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจจะละทิ้งอกุศลบาปที่กำลังเกิดอยู่. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, (เมื่อชอบใจและต่อเนื่อง) จิตจึงรู้จักวิริยะคือความทำให้ต่อเนื่อง, (เมื่อจิตรู้จักวิริยะ) จิตจึงทำได้ต่อเนื่องที่จะละทิ้งอกุศลบาปที่กำลังเกิดอยู่. |
| |
| สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ ฯ | ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจที่กุศลจะเกิด ตั้งแต่ตอนที่กุศลยังไม่เกิด. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, (เมื่อชอบใจและต่อเนื่อง) จิตจึงรู้จักวิริยะคือความทำให้ต่อเนื่อง, (เมื่อจิตรู้จักวิริยะ) จิตจึงทำเพื่อให้กุศลเกิดได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ตอนที่กุศลยังไม่เกิด. |
| |
| สัมมาวายามะ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดฉันทะพยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย์ มีขึ้น เต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว อันนี้เรียกว่า สัมมาวายามะ ฯ | ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจจะทำกุศลที่กำลังเกิดอยู่ให้คงอยู่, (เมื่อกุศลยังอยู่) จิตไม่ลืมจะทำกุศล, (เมื่อไม่ลืม) กุศลจะเกิดงอกงามขึ้น, (เมื่อกุศลงอกงาม) กุศลจึงเริ่มสะสมเป็นกอง, (เมื่อกุศลเริ่มสะสม) กุศลจึงต่อเนื่องเป็นภาวนา, (เมื่อเป็นภาวนา) กุศลจึงจะครบบริบูรณ์. (เมื่อชอบใจทำกุศลที่กำลังเกิดอยู่ให้คงอยู่ได้อย่างนี้), จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง (เมื่อชอบใจและต่อเนื่อง), จิตจึงรู้จักวิริยะคือความทำให้ต่อเนื่อง (เมื่อจิตรู้จักวิริยะ), จิตจึงทำได้ต่อเนื่องที่จะทำกุศลที่กำลังเกิดอยู่ให้คงอยู่. |
| |
| สัมมาสติ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ อันนี้เรียกว่า สัมมาสติ ฯ | สัมมาสติ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ อันนี้เรียกว่า สัมมาสติ ฯ |
| |
| สัมมาสมาธิ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขเธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่า สัมมา*สมาธิ ฯ | สัมมาสมาธิ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขเธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่า สัมมา*สมาธิ ฯ |
| |
| ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ฯ | ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ฯ |