อยู่ในระหว่างปรับสำนวน

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

ตำราพุทธมีลำดับการศึกษาให้เข้าใจทะลุทะลวงดังนี้: ขอเป็นศิษย์ผู้มีฌานวสีทรงจำพระไตรปิฎกบาลี > ท่องจำบาลีตามลำดับซ้ำๆ ไม่ลืมทบทวนแม้จำได้แล้ว > สอบถามบาลี > ฟังคำอธิบายบาลี > ทรงจำทั้งหมด > ในระหว่างท่องจำก็พยายามปฏิบัติตามไปด้วยจนแตกฉาน. ผู้ที่ข้ามขั้นตอนเหล่านี้ยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะบรรลุอัปปนาทั้งโลกิยะและโลกุตตระในศาสนาพุทธได้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า "โมฆบุรุษ" เพราะว่างเปล่าจากอัปปนา (เรียบเรียงจากกีฏาคิริสูตร; ธัมมัญญูสูตร; สัจจบรรพะ อรรถกถามัคคนิทเทส; วิสุทธิมรรค กัมมัฏฐานคหณนิทเทส)

การศึกษาของบรรพชิต

จากเรื่องพระจักขุปาลเถรวัตถุ

พระจักขุบาลท่านไปอยู่กับอุปัชฌาย์จารย์ ซึ่งเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกบางส่วน เคร่งครัดวินัย จบหลักสูตรภิกขุปริสูปัฏฐาปกะสอนหลักสูตรนิสสยมุจจกะให้พระนวกะได้.

หลักสูตรฆราวาสและสามเณร

ในอรรถกถาขุททกปาฐะ กล่าวไว้มีใจความว่า การสังคายนาครั้งที่ 1 พระอรหันต์ 500 รูปได้รวบรวมพระสูตรบทเล็กๆ ที่นิยมใช้เริ่มเรียนเริ่มสอนกันในสมัยพุทธกาล ไว้ให้ผู้ใหม่ได้ท่องจำและทำความเข้าใจ เรียกว่า ขุททกปาฐะ มี 9 ข้อ คือ ไตรสรณคมน์, ศีล 10, อาการ 32, กุมารปัญหา, มงคล 38, รตนสูตร, นิธิกัณฑสูตร, ติโรกุฑฒสูตร, เมตตสูตร.

หลักสูตรนิสสยมุจจกะ

ในอรรถกถาโอวาทกสิกขาบท กล่าวไว้สรุปความว่า:

  1. ท่องพระสูตร 4 ภาณวาร/พันคาถา คือ 1 ภาณวารมีขนาดประมาณมหาสติปัฏฐานสูตร และเข้าใจเป็นอย่างดีด้วย. ปกติแล้วอุปัชฌาย์จะเป็นผู้เลือกให้.
  2. เข้าในสังฆกรรมน้อยใหญ่ในกรรมขันธกะ.
  3. รู้กถามรรค คือ วิธีแสดงข้อปฏิบัติไม่ให้ขัดต่อพระพุทธพจน์เข้ากับธรรมะเข้ากับอรรถะทั้งปวง สามารถสอนกะผู้มาขอเรียนได้ เช่น อันธกวินทสูตร, มหาราหุโลวาทสูตร, อัมพฏฺฐสูตร.
  4. ท่องจำสูตรสำหรับงาน 3 ประเภทได้ วิวาหะ, มงคล, อวมงคล. ทั้งหมดมีในขุททกปาฐะ.
  5. ท่องจำและเข้าใจสมถกรรมฐานจนถึงบรรลุ (สมถยานิก), หรือวิปัสสนากรรมฐานจนถึงบรรลุ (วิปัสสนายานิก).
  6. อยู่กับอุปัชฌาย์ 5 ปีขึ้นไป จึงจะจบหลักสูตรได้ และต้องได้ 6 ข้อข้างต้นด้วย ไม่ได้ก็ห้ามทิ้งอุปัชฌาย์.

พระจักขุบาลอยู่ครบ 5 ปี ฝึกฝนทุกอย่างครบ จบหลักสูตรนิสสยมุจจกะ หลังจากนั้น ท่านพระจักขุบาลจึงถึงขั้นตอนที่จะพิจารณาว่า จะทำคันถะธุระ หรือวิปัสสนาธุระ?

คันถธุระ ในเรื่องนั้น คือ หลังจากจบหลักสูตรนิสสยมุจจกะแล้ว ถ้ายังไม่บรรลุ ยังหนุ่มอยู่ก็ไปท่องจำพระไตรปิฎก ทำความเข้าใจอรรถกถา บอกสอน 1 นิกายบ้าง 2 นิกายบ้าง หรือ พระไตรปิฎกทั้งหมดบ้าง.

วิปัสสนาธุระ ในบาลีนั้น คือ หลังจากจบหลักสูตรนิสสยมุจจกะแล้ว ถ้ายังไม่บรรลุ ก็ทิ้งทุกอย่าง (สลฺลหุกวุตฺติ) ไปอยู่ในเสนาสนะไกลจากกามคุณ 5 แล้วทำขยวยญาณ (อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป) ด้วยใจเด็ดเดี่ยวสละชีวิตได้ เจริญวิปัสสนา ให้บรรลุอรหัตตมรรค.

ทั้งสองอย่างต้องท่องจำ คือ คันถธุระต้องท่องจำพระสูตรตามลำดับทั้งนิกายดังกล่าวแล้ว, ส่วนวิปัสสนาธุระต้องท่องจำกรรมฐานที่ใช้ปฏิบัติ.

สุดท้ายท่านจักขุบาลเลือกวิปัสสนาธุระ.

จะเห็นได้ว่า แม้จะเลือกเป็นวิปัสสนาธุระ ก็ต้องเรียนพระไตรปิฎกไม่น้อยเลย. และเป็นข้อบังคับมาจากพระไตรปิฎกอรรถกถาเองด้วย ท่านหรืออาจารย์ของท่าน ไม่ได้คิดขึ้นเอง, ทุกอย่างมีอธิบายในพระวินัยปิฎก และอรรถกถา.

ในอดีตสายพระป่าโบราณก็ศึกษาคล้ายๆ กันนี้, และปัจจุบัน การศึกษาแบบนี้ ยังมีอยู่ที่วัดสาย Pa-Auk ที่พม่าเป็นต้น.

ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=1#เรื่องพระจักขุปาลเถระ

การเรียนในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยโบราณมาก, เริ่มมาจาก

  1. เรียนภาษาบาลีแล้วอ่านพระไตรปิฎกเอง คิดเอง ไม่มีผู้ทรงพระไตรปิฎกแนะนำ.
  2. ไม่ท่องจำ ตามระบบไชลด์เซ็นเตอร์ เอาความเข้าใจส่วนตัวเป็นที่ตั้ง.
  3. วัตถุนิยม กามสุขัลลิกานุโยค กามโภคี.

จากเรื่องของระบบการศึกษาแบบโบราณข้างต้น จะเห็นได้ว่า พระบารมีของพระโพธิสัตว์ได้เลือกเกิดในประเทศที่มีคุณสมบัติในการสืบทอดคำสอน ดังต่อไปนี้:

  1. มีมุขปาฐะ คือ มีการเรียนแบบท่องจำก่อนเรียน, เนื่องจากคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเหตุผลที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ถ้าไม่ท่องจำได้ก่อนเรียน จะทำให้ฟังเข้าใจไม่ครบถ้วน เหมือนนักเรียนที่เรียนวิชายากๆ แต่ท่องจำสูตรไม่ได้ เช่น เรียนเคมีแต่ท่องจำตารางธาตุไม่ได้ ก็จะงุนงงและเรียนไม่รู้เรื่อง เป็นต้น.
  2. มีพระเวท คือ มีคำสอนเรื่องการฝึกตนสืบกันมาก่อนสมัยพุทธกาลในพระเวทของพราหมณ์. พราหมณ์แปลว่า "ลูกหลานพระพรหม". ฤๅษีชาวอารยัน (อริยกะ) เรียกตัวเองว่า พราหมณ์ เพราะเรียนพระเวทมาจากอนาคามีสุทธาวาสพรหม.
  3. มีตันติภาสา คือ มีภาษาที่กฎไวยากรณ์เคร่งครัดยากต่อการเข้าใจผิดทั้งตัวอักษรและโครงสร้างภาษา, ในลิงก์นี้จะเห็นได้ว่า ภาษาบาลีนั้นอยู่ในภาษากลุ่มอินโดยูโรเปี้ยน ซึ่งใช้ในประเทศที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมายาวนานทั้งยุโรป เปอร์เซีย และอินเดีย.
  4. อยู่ในยุคอภิปรัชญาเฟื่องฟู คือ เป็นยุคที่มีการแสวงหาทางดับทุกข์กันอย่างกว้างขวาง สืบเนื่องมาจากพระเวทได้กล่าวไว้.

แต่ภาษาไทยและภาษาในคาบสมุทรอินโดจีนไม่ใช่ภาษาที่รองรับสภาวธรรม ทำให้มีปัญหาในการส่งผ่านความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เช่น คนยุค 2561 แทบจะอ่านบุพพสิกขาวรรณนาไม่รู้เรื่องแล้ว.

การศึกษาของฆราวาส

ไปวัดฟังพระแบบอนาถปิณฑิกะ

รูปแแบใหม่ อ่านกันเอง ฟังไฟล์เสียง