th:45:77

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

th:45:77 [2026/08/15 04:33] – ถูกสร้าง dhammath:45:77 [2026/08/15 04:35] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 3: บรรทัด 3:
 === [๖๘] === === [๖๘] ===
  
-*ปิฏก.: กถํ จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ?* +*ปิฏก.: กถํ จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ? 
-ปิฏก.แปล: ปัญญาในการกำหนดจริยา ย่อมเป็นญาณในความต่างแห่งจริยาอย่างไร?+*ปิฏก.แปล: ปัญญาในการกำหนดจริยา ย่อมเป็นญาณในความต่างแห่งจริยาอย่างไร?
  
-*ปิฏก.: จริยาติ ติสฺโส จริยาโย – วิญฺญาณจริยา, อญฺญาณจริยา, ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: จริยาติ ติสฺโส จริยาโย – วิญฺญาณจริยา, อญฺญาณจริยา, ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: จริยา ได้แก่ จริยา ๓ อย่าง คือ '''วิญฺญาณจริยา''' '''อญฺญาณจริยา''' '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: จริยา ได้แก่ จริยา ๓ อย่าง คือ '''วิญฺญาณจริยา''' '''อญฺญาณจริยา''' '''ญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทเส วิญฺญาณจริยาติอาทีสุ อารมฺมเณ จรตีติ จริยา, วิญฺญาณเมว จริยา วิญฺญาณจริยาฯ* +*อฏฺฐ.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทเส วิญฺญาณจริยาติอาทีสุ อารมฺมเณ จรตีติ จริยา, วิญฺญาณเมว จริยา วิญฺญาณจริยาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในนิทเทสแห่งจริยานานัตตญาณ ในคำว่า '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นต้น ชื่อว่า '''จริยา''' เพราะย่อมเที่ยวไปในอารมณ์ วิญญาณนั่นเองเป็นจริยา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*อฏฺฐ.แปล: ในนิทเทสแห่งจริยานานัตตญาณ ในคำว่า '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นต้น ชื่อว่า '''จริยา''' เพราะย่อมเที่ยวไปในอารมณ์ วิญญาณนั่นเองเป็นจริยา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: อญฺญาเณน จรณํ , อญฺญาเณน วา จรติ, อญฺญาเต วา จรติ, อญฺญาณสฺส วา จรณนฺติ อญฺญาณจริยาฯ* +*อฏฺฐ.: อญฺญาเณน จรณํ , อญฺญาเณน วา จรติ, อญฺญาเต วา จรติ, อญฺญาณสฺส วา จรณนฺติ อญฺญาณจริยาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: การเที่ยวไปด้วยอัญญาณ หรือย่อมเที่ยวไปด้วยอัญญาณ หรือย่อมเที่ยวไปในอัญญาต หรือการเที่ยวไปของอัญญาณ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*อฏฺฐ.แปล: การเที่ยวไปด้วยอัญญาณ หรือย่อมเที่ยวไปด้วยอัญญาณ หรือย่อมเที่ยวไปในอัญญาต หรือการเที่ยวไปของอัญญาณ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ญาณเมว จริยา, ญาเณน วา จริยา, ญาเณน วา จรติ, ญาเต วา จรติ, ญาณสฺส วา จรณนฺติ ญาณจริยาฯ* +*อฏฺฐ.: ญาณเมว จริยา, ญาเณน วา จริยา, ญาเณน วา จรติ, ญาเต วา จรติ, ญาณสฺส วา จรณนฺติ ญาณจริยาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ญาณนั่นเองเป็นจริยา หรือจริยาด้วยญาณ หรือย่อมเที่ยวไปด้วยญาณ หรือย่อมเที่ยวไปในญาต หรือการเที่ยวไปของญาณ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*อฏฺฐ.แปล: ญาณนั่นเองเป็นจริยา หรือจริยาด้วยญาณ หรือย่อมเที่ยวไปด้วยญาณ หรือย่อมเที่ยวไปในญาต หรือการเที่ยวไปของญาณ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: กตมา วิญฺญาณจริยา?* +*ปิฏก.: กตมา วิญฺญาณจริยา? 
-ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นไฉน?+*ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นไฉน?
  
-*ปิฏก.: ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, ทสฺสนฏฺโฐ จกฺขุวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, ทิฏฺฐตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ [อภินิโรปนวิปากมโนธาตุ (สฺยา.)] วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา รูเปสุฯ* +*ปิฏก.: ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, ทสฺสนฏฺโฐ จกฺขุวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, ทิฏฺฐตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ [อภินิโรปนวิปากมโนธาตุ (สฺยา.)] วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา รูเปสุฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการเห็น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''จกฺขุวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการเห็น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกเห็นแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการเห็น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''จกฺขุวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการเห็น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกเห็นแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย
  
-*อฏฺฐ.: ทสฺสนตฺถายาติ รูปทสฺสนตฺถาย ปวตฺตาฯ* +*อฏฺฐ.: ทสฺสนตฺถายาติ รูปทสฺสนตฺถาย ปวตฺตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทสฺสนตฺถาย''' คือ ซึ่งเป็นไปเพื่อการเห็นรูป+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทสฺสนตฺถาย''' คือ ซึ่งเป็นไปเพื่อการเห็นรูป
  
-*อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ ภวงฺคสนฺตานโต อปเนตฺวา รูปารมฺมเณ จิตฺตสนฺตานํ อาวชฺเชติ นาเมตีติ อาวชฺชนํ, วิปากาภาวโต กรณมตฺตนฺติ กิริยา, กุสลากุสลวเสน น พฺยากตาติ อพฺยากตาฯ* +*อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ ภวงฺคสนฺตานโต อปเนตฺวา รูปารมฺมเณ จิตฺตสนฺตานํ อาวชฺเชติ นาเมตีติ อาวชฺชนํ, วิปากาภาวโต กรณมตฺตนฺติ กิริยา, กุสลากุสลวเสน น พฺยากตาติ อพฺยากตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ ชื่อว่า '''อาวชฺชน''' เพราะย่อมอาวชฺเช (น้อมไป) น้อมจิตตสันตานจากภวังคสันตานไปสู่อารมณ์คือรูป ชื่อว่า '''กิริยา''' เพราะเป็นเพียงการกระทำเนื่องจากไม่มีวิบาก ชื่อว่า '''อพฺยากตา''' เพราะไม่พยากรณ์ด้วยอำนาจกุศลและอกุศล+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ ชื่อว่า '''อาวชฺชน''' เพราะย่อมอาวชฺเช (น้อมไป) น้อมจิตตสันตานจากภวังคสันตานไปสู่อารมณ์คือรูป ชื่อว่า '''กิริยา''' เพราะเป็นเพียงการกระทำเนื่องจากไม่มีวิบาก ชื่อว่า '''อพฺยากตา''' เพราะไม่พยากรณ์ด้วยอำนาจกุศลและอกุศล
  
-*อฏฺฐ.: ทสฺสนฏฺโฐติ ปสฺสนฺติ เตน, สยํ วา ปสฺสติ, ทสฺสนมตฺตเมว วา ตนฺติ ทสฺสนํ, ทสฺสนเมว อตฺโถ ทสฺสนฏฺโฐฯ* +*อฏฺฐ.: ทสฺสนฏฺโฐติ ปสฺสนฺติ เตน, สยํ วา ปสฺสติ, ทสฺสนมตฺตเมว วา ตนฺติ ทสฺสนํ, ทสฺสนเมว อตฺโถ ทสฺสนฏฺโฐฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทสฺสนฏฺโฐ''' คือ ชื่อว่า '''ทสฺสน''' เพราะย่อมเห็นด้วยสิ่งนั้น หรือตนเองย่อมเห็น หรือเป็นเพียงการเห็นเท่านั้น สภาพเป็นเพียงการเห็นนั่นเอง ชื่อว่า '''ทสฺสนฏฺโฐ'''+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทสฺสนฏฺโฐ''' คือ ชื่อว่า '''ทสฺสน''' เพราะย่อมเห็นด้วยสิ่งนั้น หรือตนเองย่อมเห็น หรือเป็นเพียงการเห็นเท่านั้น สภาพเป็นเพียงการเห็นนั่นเอง ชื่อว่า '''ทสฺสนฏฺโฐ'''
  
-*อฏฺฐ.: จกฺขุวิญฺญาณนฺติ กุสลวิปากํ วา อกุสลวิปากํ วาฯ* +*อฏฺฐ.: จกฺขุวิญฺญาณนฺติ กุสลวิปากํ วา อกุสลวิปากํ วาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จกฺขุวิญฺญาณํ''' คือ กุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จกฺขุวิญฺญาณํ''' คือ กุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก
  
-*อฏฺฐ.: ทิฏฺฐตฺตาติ อทิฏฺเฐ สมฺปฏิจฺฉนสฺส อภาวโต จกฺขุวิญฺญาเณน รูปารมฺมณสฺส ทิฏฺฐตฺตาฯ* +*อฏฺฐ.: ทิฏฺฐตฺตาติ อทิฏฺเฐ สมฺปฏิจฺฉนสฺส อภาวโต จกฺขุวิญฺญาเณน รูปารมฺมณสฺส ทิฏฺฐตฺตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทิฏฺฐตฺตา''' คือ เพราะรูปารมณ์ถูกเห็นแล้วด้วยจักษุวิญญาณ เนื่องจากไม่มีสัมปฏิจฉนะในสิ่งที่ยังไม่ถูกเห็น+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทิฏฺฐตฺตา''' คือ เพราะรูปารมณ์ถูกเห็นแล้วด้วยจักษุวิญญาณ เนื่องจากไม่มีสัมปฏิจฉนะในสิ่งที่ยังไม่ถูกเห็น
  
-*อฏฺฐ.: อภินิโรปนา วิปากมโนธาตูติ ทิฏฺฐารมฺมณเมว อาโรหตีติ อตินิโรปนา, อุภยวิปากา สมฺปฏิจฺฉนมโนธาตุฯ* +*อฏฺฐ.: อภินิโรปนา วิปากมโนธาตูติ ทิฏฺฐารมฺมณเมว อาโรหตีติ อตินิโรปนา, อุภยวิปากา สมฺปฏิจฺฉนมโนธาตุฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ''' คือ ชื่อว่า '''อตินิโรปนา''' เพราะย่อมขึ้นสู่อารมณ์ที่ถูกเห็นแล้วนั่นเอง ได้แก่ สัมปฏิจฉนะมโนธาตุที่เป็นวิบากทั้งสอง+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ''' คือ ชื่อว่า '''อตินิโรปนา''' เพราะย่อมขึ้นสู่อารมณ์ที่ถูกเห็นแล้วนั่นเอง ได้แก่ สัมปฏิจฉนะมโนธาตุที่เป็นวิบากทั้งสอง
  
-*อฏฺฐ.: อภินิโรปิตตฺตาติ รูปารมฺมณํ อภิรุฬฺหตฺตาฯ* +*อฏฺฐ.: อภินิโรปิตตฺตาติ รูปารมฺมณํ อภิรุฬฺหตฺตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อภินิโรปิตตฺตา''' คือ เพราะรูปารมณ์ถูกขึ้นสู่แล้ว+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อภินิโรปิตตฺตา''' คือ เพราะรูปารมณ์ถูกขึ้นสู่แล้ว
  
-*อฏฺฐ.: วิปากมโนวิญฺญาณธาตูติ อุภยวิปากา สนฺตีรณมโนวิญฺญาณธาตุฯ* +*อฏฺฐ.: วิปากมโนวิญฺญาณธาตูติ อุภยวิปากา สนฺตีรณมโนวิญฺญาณธาตุฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' คือ สันตีรณมโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบากทั้งสอง+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' คือ สันตีรณมโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบากทั้งสอง
  
-*อฏฺฐ.: เอส นโย โสตทฺวาราทีสุปิฯ* +*อฏฺฐ.: เอส นโย โสตทฺวาราทีสุปิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: นัยนี้ย่อมมีแม้ในโสตทวารเป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: นัยนี้ย่อมมีแม้ในโสตทวารเป็นต้น
  
-*อฏฺฐ.: สนฺตีรณานนฺตรํ โวฏฺฐพฺพเน อวุตฺเตปิ อฏฺฐกถาจริเยหิ วุตฺตตฺตา ลพฺภตีติ คเหตพฺพํฯ* +*อฏฺฐ.: สนฺตีรณานนฺตรํ โวฏฺฐพฺพเน อวุตฺเตปิ อฏฺฐกถาจริเยหิ วุตฺตตฺตา ลพฺภตีติ คเหตพฺพํฯ 
-อฏฺฐ.แปล: แม้โวฏฐัพพนะอันมีในลำดับแห่งสันตีรณะจะไม่ถูกกล่าวไว้ ก็พึงถือเอาว่าย่อมได้ เพราะถูกกล่าวไว้โดยอาจารย์ผู้แต่งอรรถกถา+*อฏฺฐ.แปล: แม้โวฏฐัพพนะอันมีในลำดับแห่งสันตีรณะจะไม่ถูกกล่าวไว้ ก็พึงถือเอาว่าย่อมได้ เพราะถูกกล่าวไว้โดยอาจารย์ผู้แต่งอรรถกถา
  
-*ปิฏก.: สวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, สวนตฺโถ โสตวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, สุตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุฯ* +*ปิฏก.: สวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, สวนตฺโถ โสตวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, สุตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการฟัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''โสตวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการฟัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกฟังแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการฟัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''โสตวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการฟัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกฟังแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย
  
-*ปิฏก.: ฆายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, ฆายนฏฺโฐ [ฆายนตฺโถ (สฺยา. ก.)] ฆานวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, ฆายิตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุฯ* +*ปิฏก.: ฆายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, ฆายนฏฺโฐ [ฆายนตฺโถ (สฺยา. ก.)] ฆานวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, ฆายิตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการดม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''ฆานวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการดม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกดมแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการดม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''ฆานวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการดม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกดมแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย
  
-*ปิฏก.: สายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รเสสุ, สายนฏฺโฐ ชิวฺหาวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รเสสุ, สายิตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุฯ* +*ปิฏก.: สายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รเสสุ, สายนฏฺโฐ ชิวฺหาวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รเสสุ, สายิตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการลิ้ม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''ชิวฺหาวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการลิ้ม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกลิ้มแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการลิ้ม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''ชิวฺหาวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการลิ้ม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกลิ้มแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย
  
-*ปิฏก.: ผุสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, ผุสนฏฺโฐ กายวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, ผุฏฺฐตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุฯ* +*ปิฏก.: ผุสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, ผุสนฏฺโฐ กายวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, ผุฏฺฐตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการถูกต้อง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''กายวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการถูกต้อง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกถูกต้องแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการถูกต้อง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''กายวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการถูกต้อง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกถูกต้องแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย
  
-*ปิฏก.: วิชานนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, วิชานนฏฺโฐ มโนวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, วิญฺญาตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุฯ* +*ปิฏก.: วิชานนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, วิชานนฏฺโฐ มโนวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, วิญฺญาตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการรู้แจ้ง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''มโนวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการรู้แจ้ง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกรู้แจ้งแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการรู้แจ้ง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''มโนวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการรู้แจ้ง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกรู้แจ้งแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย
  
-*อฏฺฐ.: วิชานนตฺถายาติ ธมฺมารมฺมณสฺส เจว รูปาทิอารมฺมณสฺส จ วิชานนตฺถายฯ* +*อฏฺฐ.: วิชานนตฺถายาติ ธมฺมารมฺมณสฺส เจว รูปาทิอารมฺมณสฺส จ วิชานนตฺถายฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิชานนตฺถาย''' คือ เพื่อการรู้แจ้งทั้งธรรมารมณ์และอารมณ์คือรูปเป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิชานนตฺถาย''' คือ เพื่อการรู้แจ้งทั้งธรรมารมณ์และอารมณ์คือรูปเป็นต้น
  
-*อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ มโนทฺวาราวชฺชนจิตฺตํฯ* +*อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ มโนทฺวาราวชฺชนจิตฺตํฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ มโนทวาราวัชชนจิต+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ มโนทวาราวัชชนจิต
  
-*อฏฺฐ.: วิชานนฏฺโฐติ ตทนนฺตรชวนวเสน อารมฺมณสฺส วิชานนเมว อตฺโถ, น อญฺโญฯ* +*อฏฺฐ.: วิชานนฏฺโฐติ ตทนนฺตรชวนวเสน อารมฺมณสฺส วิชานนเมว อตฺโถ, น อญฺโญฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิชานนฏฺโฐ''' คือ สภาพเป็นเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ด้วยอำนาจชวนะอันมีในลำดับนั้นนั่นเอง ไม่ใช่อย่างอื่น+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิชานนฏฺโฐ''' คือ สภาพเป็นเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ด้วยอำนาจชวนะอันมีในลำดับนั้นนั่นเอง ไม่ใช่อย่างอื่น
  
-*อฏฺฐ.: อุปริ อกุสลชวนานํ วิปสฺสนามคฺคผลชวนานญฺจ วิสุํ วุตฺตตฺตา เสสชวนานิ อิธ คเหตพฺพานิ สิยุํฯ* +*อฏฺฐ.: อุปริ อกุสลชวนานํ วิปสฺสนามคฺคผลชวนานญฺจ วิสุํ วุตฺตตฺตา เสสชวนานิ อิธ คเหตพฺพานิ สิยุํฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะอกุศลชวนะและวิปัสสนามรรคผลชวนะทั้งหลายถูกกล่าวไว้แยกต่างหากในเบื้องบน ชวนะที่เหลือพึงถือเอาในที่นี้+*อฏฺฐ.แปล: เพราะอกุศลชวนะและวิปัสสนามรรคผลชวนะทั้งหลายถูกกล่าวไว้แยกต่างหากในเบื้องบน ชวนะที่เหลือพึงถือเอาในที่นี้
  
-*อฏฺฐ.: ‘‘กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา’’ติอาทิวจนโต (ปฏิ. ม. ๑.๗๐) ปน หสิตุปฺปาทจิตฺตชวนเมว คเหตพฺพํฯ* +*อฏฺฐ.: ‘‘กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา’’ติอาทิวจนโต (ปฏิ. ม. ๑.๗๐) ปน หสิตุปฺปาทจิตฺตชวนเมว คเหตพฺพํฯ 
-อฏฺฐ.แปล: แต่เพราะคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''” เป็นต้น (ปฏิสัม. ม. ๑.๗๐) จึงพึงถือเอาเฉพาะหสิตุปปาทจิตตชวนะเท่านั้น+*อฏฺฐ.แปล: แต่เพราะคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''” เป็นต้น (ปฏิสัม. ม. ๑.๗๐) จึงพึงถือเอาเฉพาะหสิตุปปาทจิตตชวนะเท่านั้น
  
-*อฏฺฐ.: ฉสุ ทฺวาเรสุ อเหตุกานํเยว จิตฺตานํ วุตฺตตฺตา ทฺเว อาวชฺชนานิ ทฺเว ปญฺจวิญฺญาณานิ ทฺเว สมฺปฏิจฺฉนานิ ตีณิ สนฺตีรณานิ เอกํ หสิตุปฺปาทจิตฺตนฺติ อฏฺฐารส อเหตุกจิตฺตานิเยว วิญฺญาณจริยาติ เวทิตพฺพานิฯ* +*อฏฺฐ.: ฉสุ ทฺวาเรสุ อเหตุกานํเยว จิตฺตานํ วุตฺตตฺตา ทฺเว อาวชฺชนานิ ทฺเว ปญฺจวิญฺญาณานิ ทฺเว สมฺปฏิจฺฉนานิ ตีณิ สนฺตีรณานิ เอกํ หสิตุปฺปาทจิตฺตนฺติ อฏฺฐารส อเหตุกจิตฺตานิเยว วิญฺญาณจริยาติ เวทิตพฺพานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะจิตทั้งหลายที่เป็นอเหตุกะเท่านั้นถูกกล่าวไว้ในทวารทั้ง ๖ จึงพึงทราบว่าอเหตุกจิต ๑๘ ดวงเท่านั้น คือ อาวัชชนะ ๒ ปัญจวิญญาณ ๒ สัมปฏิจฉนะ ๒ สันตีรณะ ๓ หสิตุปปาทจิต ๑ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*อฏฺฐ.แปล: เพราะจิตทั้งหลายที่เป็นอเหตุกะเท่านั้นถูกกล่าวไว้ในทวารทั้ง ๖ จึงพึงทราบว่าอเหตุกจิต ๑๘ ดวงเท่านั้น คือ อาวัชชนะ ๒ ปัญจวิญญาณ ๒ สัมปฏิจฉนะ ๒ สันตีรณะ ๓ หสิตุปปาทจิต ๑ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
 === [๖๙] === === [๖๙] ===
  
-*ปิฏก.: วิญฺญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน วิญฺญาณจริยา?* +*ปิฏก.: วิญฺญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน วิญฺญาณจริยา? 
-ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร?+*ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร?
  
-*ปิฏก.: นีราคา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นีราคา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: อิทานิ วิสยวิชานนมตฺตฏฺเฐน วิญฺญาณจริยาติ ทสฺเสตุํ นีราคา จรตีติอาทิมาห, วิญฺญาณญฺหิ ราคาทิสมฺปโยเค สทฺธาทิสมฺปโยเค จ อวตฺถนฺตรํ ปาปุณาติ, เตสุ อสติ สกาวตฺถายเมว ติฏฺฐติฯ* +*อฏฺฐ.: อิทานิ วิสยวิชานนมตฺตฏฺเฐน วิญฺญาณจริยาติ ทสฺเสตุํ นีราคา จรตีติอาทิมาห, วิญฺญาณญฺหิ ราคาทิสมฺปโยเค สทฺธาทิสมฺปโยเค จ อวตฺถนฺตรํ ปาปุณาติ, เตสุ อสติ สกาวตฺถายเมว ติฏฺฐติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: บัดนี้ เพื่อแสดงว่าชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถที่เป็นเพียงการรู้แจ้งวิสัย จึงกล่าวคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ” เป็นต้น เพราะวิญญาณเมื่อประกอบกับราคะเป็นต้น และเมื่อประกอบกับศรัทธาเป็นต้น ย่อมถึงภาวะอื่น เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่มี ย่อมตั้งอยู่ในภาวะของตนเท่านั้น+*อฏฺฐ.แปล: บัดนี้ เพื่อแสดงว่าชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถที่เป็นเพียงการรู้แจ้งวิสัย จึงกล่าวคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ” เป็นต้น เพราะวิญญาณเมื่อประกอบกับราคะเป็นต้น และเมื่อประกอบกับศรัทธาเป็นต้น ย่อมถึงภาวะอื่น เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่มี ย่อมตั้งอยู่ในภาวะของตนเท่านั้น
  
-*อฏฺฐ.: ตสฺมา นีราคาทิวจเนน เตสํ วุตฺตวิญฺญาณานํ วิญฺญาณกิจฺจมตฺตํ ทสฺเสติฯ* +*อฏฺฐ.: ตสฺมา นีราคาทิวจเนน เตสํ วุตฺตวิญฺญาณานํ วิญฺญาณกิจฺจมตฺตํ ทสฺเสติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ด้วยคำว่า '''นีราคา''' เป็นต้น จึงแสดงเพียงวิญญาณกิจของวิญญาณทั้งหลายที่กล่าวแล้วนั้น+*อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ด้วยคำว่า '''นีราคา''' เป็นต้น จึงแสดงเพียงวิญญาณกิจของวิญญาณทั้งหลายที่กล่าวแล้วนั้น
  
-*อฏฺฐ.: นตฺถิ เอติสฺสา ราโคติ นีราคาฯ* +*อฏฺฐ.: นตฺถิ เอติสฺสา ราโคติ นีราคาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ราคะไม่มีแก่จิตนี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''นีราคา'''+*อฏฺฐ.แปล: ราคะไม่มีแก่จิตนี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''นีราคา'''
  
-*อฏฺฐ.: นิราคาติ รสฺสํ กตฺวาปิ ปฐนฺติ ฯ* +*อฏฺฐ.: นิราคาติ รสฺสํ กตฺวาปิ ปฐนฺติ ฯ 
-อฏฺฐ.แปล: อ่านว่า '''นิราคา''' โดยทำเป็นรัสสะก็มี+*อฏฺฐ.แปล: อ่านว่า '''นิราคา''' โดยทำเป็นรัสสะก็มี
  
-*อฏฺฐ.: โส ปน รชฺชนวเสน ราโคฯ* +*อฏฺฐ.: โส ปน รชฺชนวเสน ราโคฯ 
-อฏฺฐ.แปล: แต่ราคะนั้น ได้แก่ ความยินดีด้วยอำนาจการติด+*อฏฺฐ.แปล: แต่ราคะนั้น ได้แก่ ความยินดีด้วยอำนาจการติด
  
-*ปิฏก.: นิทฺโทสา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นิทฺโทสา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: อิตเรสุ ทุสฺสนวเสน โทโสฯ* +*อฏฺฐ.: อิตเรสุ ทุสฺสนวเสน โทโสฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในข้ออื่น ๆ โทสะได้แก่ความประทุษร้ายด้วยอำนาจการทำลาย+*อฏฺฐ.แปล: ในข้ออื่น ๆ โทสะได้แก่ความประทุษร้ายด้วยอำนาจการทำลาย
  
-*ปิฏก.: นิมฺโมหา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นิมฺโมหา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: มุยฺหนวเสน โมโหฯ* +*อฏฺฐ.: มุยฺหนวเสน โมโหฯ 
-อฏฺฐ.แปล: โมหะได้แก่ความหลงด้วยอำนาจความมืด+*อฏฺฐ.แปล: โมหะได้แก่ความหลงด้วยอำนาจความมืด
  
-*ปิฏก.: นิมฺมานา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นิมฺมานา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: มญฺญนวเสน มาโนฯ* +*อฏฺฐ.: มญฺญนวเสน มาโนฯ 
-อฏฺฐ.แปล: มานะได้แก่ความถือตัวด้วยอำนาจการสำคัญตน+*อฏฺฐ.แปล: มานะได้แก่ความถือตัวด้วยอำนาจการสำคัญตน
  
-*ปิฏก.: นิทฺทิฏฺฐิ จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นิทฺทิฏฺฐิ จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: วิปรีตทสฺสนวเสน ทิฏฺฐิฯ* +*อฏฺฐ.: วิปรีตทสฺสนวเสน ทิฏฺฐิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ทิฏฐิได้แก่ความเห็นผิดด้วยอำนาจการเห็นวิปริต+*อฏฺฐ.แปล: ทิฏฐิได้แก่ความเห็นผิดด้วยอำนาจการเห็นวิปริต
  
-*ปิฏก.: นิอุทฺธจฺจา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นิอุทฺธจฺจา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: อุทฺธตภาโว, อวูปสนฺตภาโว วา อุทฺธจฺจํฯ* +*อฏฺฐ.: อุทฺธตภาโว, อวูปสนฺตภาโว วา อุทฺธจฺจํฯ 
-อฏฺฐ.แปล: อุทธัจจะได้แก่ภาวะที่ฟุ้งซ่าน หรือภาวะที่ไม่สงบ+*อฏฺฐ.แปล: อุทธัจจะได้แก่ภาวะที่ฟุ้งซ่าน หรือภาวะที่ไม่สงบ
  
-*ปิฏก.: นิพฺพิจิกิจฺฉา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นิพฺพิจิกิจฺฉา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: วิจิกิจฺฉา วุตฺตตฺถาฯ* +*อฏฺฐ.: วิจิกิจฺฉา วุตฺตตฺถาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: วิจิกิจฉามีความหมายตามที่กล่าวแล้ว+*อฏฺฐ.แปล: วิจิกิจฉามีความหมายตามที่กล่าวแล้ว
  
-*ปิฏก.: นานุสยา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นานุสยา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: อนุเสนฺตีติ อนุสยาฯ* +*อฏฺฐ.: อนุเสนฺตีติ อนุสยาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''อนุสยา''' เพราะย่อมนอนเนื่อง+*อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''อนุสยา''' เพราะย่อมนอนเนื่อง
  
-*อฏฺฐ.: ‘‘นิรนุสยา’’ติ วตฺตพฺเพ นานุสยาติ วุตฺตํ, โสเยวตฺโถฯ* +*อฏฺฐ.: ‘‘นิรนุสยา’’ติ วตฺตพฺเพ นานุสยาติ วุตฺตํ, โสเยวตฺโถฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เมื่อควรกล่าวว่า “นิรนุสยา” ก็กล่าวว่า “นานุสยา” ความหมายก็อย่างเดียวกันนั่นเอง+*อฏฺฐ.แปล: เมื่อควรกล่าวว่า “นิรนุสยา” ก็กล่าวว่า “นานุสยา” ความหมายก็อย่างเดียวกันนั่นเอง
  
-*อฏฺฐ.: ปริยุฏฺฐานปฺปตฺตานเมเวตฺถ อภาโว เวทิตพฺโพฯ* +*อฏฺฐ.: ปริยุฏฺฐานปฺปตฺตานเมเวตฺถ อภาโว เวทิตพฺโพฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้พึงทราบความไม่มีแห่งอนุสัยที่ถึงซึ่งปริยุฏฐานเท่านั้น+*อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้พึงทราบความไม่มีแห่งอนุสัยที่ถึงซึ่งปริยุฏฐานเท่านั้น
  
-*อฏฺฐ.: น หิ วิญฺญาณจริยา ปหีนานุสยานํเยว วุตฺตาฯ* +*อฏฺฐ.: น หิ วิญฺญาณจริยา ปหีนานุสยานํเยว วุตฺตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะ '''วิญฺญาณจริยา''' มิได้ถูกกล่าวไว้เฉพาะของผู้มีอนุสัยอันละได้แล้วเท่านั้น+*อฏฺฐ.แปล: เพราะ '''วิญฺญาณจริยา''' มิได้ถูกกล่าวไว้เฉพาะของผู้มีอนุสัยอันละได้แล้วเท่านั้น
  
-*ปิฏก.: ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ยา จ นีราคาทินามา, สา ราคาทีหิ วิปฺปยุตฺตาว นาม โหตีติ ปริยายนฺตรทสฺสนตฺถํ ราควิปฺปยุตฺตาติอาทิมาหฯ* +*อฏฺฐ.: ยา จ นีราคาทินามา, สา ราคาทีหิ วิปฺปยุตฺตาว นาม โหตีติ ปริยายนฺตรทสฺสนตฺถํ ราควิปฺปยุตฺตาติอาทิมาหฯ 
-อฏฺฐ.แปล: และชื่อว่า '''นีราคา''' เป็นต้นนั่นเอง ย่อมเป็นอันวิปปยุตต์จากราคะเป็นต้นนั่นเอง เพื่อแสดงนัยอื่นจึงกล่าวคำว่า “ราควิปปยุตตา” เป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: และชื่อว่า '''นีราคา''' เป็นต้นนั่นเอง ย่อมเป็นอันวิปปยุตต์จากราคะเป็นต้นนั่นเอง เพื่อแสดงนัยอื่นจึงกล่าวคำว่า “ราควิปปยุตตา” เป็นต้น
  
-*ปิฏก.: โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: มานวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: มานวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อนุสยวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนุสยวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: กุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: กุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ปุน อญฺเญหิ จ วิปฺปยุตฺตตํ ทสฺเสตุํ กุสเลหิ กมฺเมหีติอาทิมาหฯ* +*อฏฺฐ.: ปุน อญฺเญหิ จ วิปฺปยุตฺตตํ ทสฺเสตุํ กุสเลหิ กมฺเมหีติอาทิมาหฯ 
-อฏฺฐ.แปล: อีกทั้งเพื่อแสดงความวิปปยุตต์จากอย่างอื่น ๆ ด้วย จึงกล่าวคำว่า “กุสเลหิ กมฺเมหิ” เป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: อีกทั้งเพื่อแสดงความวิปปยุตต์จากอย่างอื่น ๆ ด้วย จึงกล่าวคำว่า “กุสเลหิ กมฺเมหิ” เป็นต้น
  
-*อฏฺฐ.: กุสลานิเยว ราคาทิวชฺชาภาวา อนวชฺชานิฯ* +*อฏฺฐ.: กุสลานิเยว ราคาทิวชฺชาภาวา อนวชฺชานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: กุศลทั้งหลายนั่นเอง ชื่อว่า '''อนวชฺชานิ''' เพราะปราศจากโทษคือราคะเป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: กุศลทั้งหลายนั่นเอง ชื่อว่า '''อนวชฺชานิ''' เพราะปราศจากโทษคือราคะเป็นต้น
  
-*ปิฏก.: อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: กณฺเหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: กณฺเหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: สุกฺเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สุกฺเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ปริสุทฺธภาวกเรหิ หิริโอตฺตปฺเปหิ ยุตฺตตฺตา สุกฺกานิฯ* +*อฏฺฐ.: ปริสุทฺธภาวกเรหิ หิริโอตฺตปฺเปหิ ยุตฺตตฺตา สุกฺกานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''สุกฺกานิ''' เพราะประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะอันกระทำภาวะบริสุทธิ์+*อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''สุกฺกานิ''' เพราะประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะอันกระทำภาวะบริสุทธิ์
  
-*ปิฏก.: สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ปวตฺติสุขตฺตา สุโข อุทโย อุปฺปตฺติ เอเตสนฺติ สุขุทฺรยานิ, สุขวิปากตฺตา วา สุโข อุทโย วฑฺฒิ เอเตสนฺติ สุขุทฺรยานิฯ* +*อฏฺฐ.: ปวตฺติสุขตฺตา สุโข อุทโย อุปฺปตฺติ เอเตสนฺติ สุขุทฺรยานิ, สุขวิปากตฺตา วา สุโข อุทโย วฑฺฒิ เอเตสนฺติ สุขุทฺรยานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''สุขุทฺรยานิ''' เพราะการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้มีสุขเป็นไป หรือชื่อว่า '''สุขุทฺรยานิ''' เพราะการเจริญของสิ่งเหล่านี้มีสุขเป็นวิบาก+*อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''สุขุทฺรยานิ''' เพราะการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้มีสุขเป็นไป หรือชื่อว่า '''สุขุทฺรยานิ''' เพราะการเจริญของสิ่งเหล่านี้มีสุขเป็นวิบาก
  
-*ปิฏก.: ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: วุตฺตวิปกฺเขน อกุสลานิ โยเชตพฺพานิฯ* +*อฏฺฐ.: วุตฺตวิปกฺเขน อกุสลานิ โยเชตพฺพานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: อกุศลทั้งหลายพึงประกอบด้วยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว+*อฏฺฐ.แปล: อกุศลทั้งหลายพึงประกอบด้วยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว
  
-*ปิฏก.: สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: วิญฺญาเต จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วิญฺญาเต จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในวิญญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในวิญญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: วิญฺญาเต จรตีติ วิญฺญาเณน วิญฺญายมานํ อารมฺมณํ วิญฺญาตํ นาม, ตสฺมิํ วิญฺญาเต อารมฺมเณฯ* +*อฏฺฐ.: วิญฺญาเต จรตีติ วิญฺญาเณน วิญฺญายมานํ อารมฺมณํ วิญฺญาตํ นาม, ตสฺมิํ วิญฺญาเต อารมฺมเณฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปในวิญญาต” คือ อารมณ์อันถูกรู้แจ้งด้วยวิญญาณ ชื่อว่า '''วิญฺญาต''' ในอารมณ์อันเป็นวิญญาตนั้น+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปในวิญญาต” คือ อารมณ์อันถูกรู้แจ้งด้วยวิญญาณ ชื่อว่า '''วิญฺญาต''' ในอารมณ์อันเป็นวิญญาตนั้น
  
-*อฏฺฐ.: กิํ วุตฺตํ โหติ? นีลวณฺณโยคโต นีลวตฺถํ วิย วิญฺญาณโยคโต วิญฺญาตํ วิญฺญาณํ นาม โหติ, ตสฺมิํ วิญฺญาเณ จรตีติ วิญฺญาณจริยาติ วุตฺตํ โหติฯ* +*อฏฺฐ.: กิํ วุตฺตํ โหติ? นีลวณฺณโยคโต นีลวตฺถํ วิย วิญฺญาณโยคโต วิญฺญาตํ วิญฺญาณํ นาม โหติ, ตสฺมิํ วิญฺญาเณ จรตีติ วิญฺญาณจริยาติ วุตฺตํ โหติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ความหมายคืออะไร? เหมือนผ้าสีเขียวชื่อว่า '''นีลวตฺถ''' เพราะประกอบด้วยสีเขียว ฉันใด วิญญาณก็ชื่อว่า '''วิญฺญาต''' เพราะประกอบด้วยวิญญาณ ฉันนั้น ย่อมเที่ยวไปในวิญญาณนั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ดังนี้+*อฏฺฐ.แปล: ความหมายคืออะไร? เหมือนผ้าสีเขียวชื่อว่า '''นีลวตฺถ''' เพราะประกอบด้วยสีเขียว ฉันใด วิญญาณก็ชื่อว่า '''วิญฺญาต''' เพราะประกอบด้วยวิญญาณ ฉันนั้น ย่อมเที่ยวไปในวิญญาณนั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ดังนี้
  
-*ปิฏก.: วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่วิญญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่วิญญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ วุตฺตปฺปการสฺส วิญฺญาณสฺส วุตฺตปฺปการา จริยา โหตีติ อตฺโถฯ* +*อฏฺฐ.: วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ วุตฺตปฺปการสฺส วิญฺญาณสฺส วุตฺตปฺปการา จริยา โหตีติ อตฺโถฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่วิญญาณ” หมายความว่า จริยาตามประเภทที่กล่าวแล้วย่อมมีแก่วิญญาณตามประเภทที่กล่าวแล้ว+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่วิญญาณ” หมายความว่า จริยาตามประเภทที่กล่าวแล้วย่อมมีแก่วิญญาณตามประเภทที่กล่าวแล้ว
  
-*อฏฺฐ.: ‘‘วิญฺญาณสฺส จริยา’’ติ จ โวหารวเสน วุจฺจติ, วิญฺญาณโต ปน วิสุํ จริยา นตฺถิฯ* +*อฏฺฐ.: ‘‘วิญฺญาณสฺส จริยา’’ติ จ โวหารวเสน วุจฺจติ, วิญฺญาณโต ปน วิสุํ จริยา นตฺถิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: และกล่าวว่า “จริยาของวิญญาณ” ด้วยอำนาจโวหาร แต่จริยาแยกต่างหากจากวิญญาณย่อมไม่มี+*อฏฺฐ.แปล: และกล่าวว่า “จริยาของวิญญาณ” ด้วยอำนาจโวหาร แต่จริยาแยกต่างหากจากวิญญาณย่อมไม่มี
  
-*ปิฏก.: ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐนาติ – วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐนาติ – วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ ด้วยอรรถว่าปราศจากกิเลส ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ ด้วยอรรถว่าปราศจากกิเลส ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐนาติ อิทํ วุตฺตปฺปการํ จิตฺตํ ราคาทิกิเลสาภาเวน ปกติยา เอว ปริสุทฺธํฯ* +*อฏฺฐ.: ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐนาติ อิทํ วุตฺตปฺปการํ จิตฺตํ ราคาทิกิเลสาภาเวน ปกติยา เอว ปริสุทฺธํฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ ด้วยอรรถว่าปราศจากกิเลส” คือ จิตตามประเภทที่กล่าวนี้บริสุทธิ์โดยปกตินั่นเอง เพราะไม่มีกิเลสคือราคะเป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ ด้วยอรรถว่าปราศจากกิเลส” คือ จิตตามประเภทที่กล่าวนี้บริสุทธิ์โดยปกตินั่นเอง เพราะไม่มีกิเลสคือราคะเป็นต้น
  
-*อฏฺฐ.: ตสฺมา วิชานนมตฺตเมว จริยาติ วิญฺญาณจริยาติ วุตฺตํ โหติฯ* +*อฏฺฐ.: ตสฺมา วิชานนมตฺตเมว จริยาติ วิญฺญาณจริยาติ วุตฺตํ โหติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า เป็นเพียงการรู้แจ้งเท่านั้นเป็นจริยา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''+*อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า เป็นเพียงการรู้แจ้งเท่านั้นเป็นจริยา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: นิกฺเลสฏฺเฐนาติปิ ปาโฐฯ* +*อฏฺฐ.: นิกฺเลสฏฺเฐนาติปิ ปาโฐฯ 
-อฏฺฐ.แปล: อ่านว่า “นิกฺเลสฏฺเฐน” ก็มี+*อฏฺฐ.แปล: อ่านว่า “นิกฺเลสฏฺเฐน” ก็มี
  
-*ปิฏก.: อยํ วิญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อยํ วิญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: นี้คือ '''วิญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: นี้คือ '''วิญฺญาณจริยา'''
  
 === กตมา อญฺญาณจริยา? === === กตมา อญฺญาณจริยา? ===
  
-*ปิฏก.: กตมา อญฺญาณจริยา?* +*ปิฏก.: กตมา อญฺญาณจริยา? 
-ปิฏก.แปล: '''อญฺญาณจริยา''' เป็นไฉน?+*ปิฏก.แปล: '''อญฺญาณจริยา''' เป็นไฉน?
  
-*ปิฏก.: มนาปิเยสุ รูเปสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: มนาปิเยสุ รูเปสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของราคะในรูปทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของราคะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของราคะในรูปทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของราคะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาย มนาปิเยสูติ มนสิ อปฺเปนฺติ ปสีทนฺติ, มนํ วา อปฺปายนฺติ วฑฺเฒนฺตีติ มนาปานิ, มนาปานิเยว มนาปิยานิฯ* +*อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาย มนาปิเยสูติ มนสิ อปฺเปนฺติ ปสีทนฺติ, มนํ วา อปฺปายนฺติ วฑฺเฒนฺตีติ มนาปานิ, มนาปานิเยว มนาปิยานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ใน '''อญฺญาณจริยา''' คำว่า '''มนาปิเยสุ''' คือ ชื่อว่า '''มนาปานิ''' เพราะย่อมเข้าไปในใจ ย่อมเลื่อมใส หรือย่อมทำให้ใจเจริญ ชื่อว่า '''มนาปิยานิ''' เพราะเป็นมนาปะนั่นเอง+*อฏฺฐ.แปล: ใน '''อญฺญาณจริยา''' คำว่า '''มนาปิเยสุ''' คือ ชื่อว่า '''มนาปานิ''' เพราะย่อมเข้าไปในใจ ย่อมเลื่อมใส หรือย่อมทำให้ใจเจริญ ชื่อว่า '''มนาปิยานิ''' เพราะเป็นมนาปะนั่นเอง
  
-*อฏฺฐ.: เตสุ มนาปิเยสุฯ* +*อฏฺฐ.: เตสุ มนาปิเยสุฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในมนาปิยะเหล่านั้น+*อฏฺฐ.แปล: ในมนาปิยะเหล่านั้น
  
-*อฏฺฐ.: ตานิ ปน อิฏฺฐานิ วา โหนฺตุ อนิฏฺฐานิ วา, คหณวเสน มนาปิยานิฯ* +*อฏฺฐ.: ตานิ ปน อิฏฺฐานิ วา โหนฺตุ อนิฏฺฐานิ วา, คหณวเสน มนาปิยานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: แต่สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอิฏฐะหรืออนิฏฐะก็ตาม ชื่อว่า '''มนาปิยานิ''' ด้วยอำนาจการถือเอา+*อฏฺฐ.แปล: แต่สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอิฏฐะหรืออนิฏฐะก็ตาม ชื่อว่า '''มนาปิยานิ''' ด้วยอำนาจการถือเอา
  
-*อฏฺฐ.: น หิ อิฏฺฐสฺมิํเยว ราโค อนิฏฺฐสฺมิํเยว โทโส อุปฺปชฺชติฯ* +*อฏฺฐ.: น หิ อิฏฺฐสฺมิํเยว ราโค อนิฏฺฐสฺมิํเยว โทโส อุปฺปชฺชติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะราคะย่อมไม่เกิดขึ้นเฉพาะในอิฏฐะ และโทสะย่อมไม่เกิดขึ้นเฉพาะในอนิฏฐะ+*อฏฺฐ.แปล: เพราะราคะย่อมไม่เกิดขึ้นเฉพาะในอิฏฐะ และโทสะย่อมไม่เกิดขึ้นเฉพาะในอนิฏฐะ
  
-*อฏฺฐ.: ราคสฺส ชวนตฺถายาติ สนฺตติวเสน ราคสฺส ชวนตฺถาย ปวตฺตาฯ* +*อฏฺฐ.: ราคสฺส ชวนตฺถายาติ สนฺตติวเสน ราคสฺส ชวนตฺถาย ปวตฺตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ราคสฺส ชวนตฺถาย''' คือ ซึ่งเป็นไปเพื่อชวนะของราคะด้วยอำนาจสันตติ+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ราคสฺส ชวนตฺถาย''' คือ ซึ่งเป็นไปเพื่อชวนะของราคะด้วยอำนาจสันตติ
  
-*อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ จกฺขุทฺวาเร อโยนิโส มนสิการภูตา อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา มโนธาตุฯ* +*อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ จกฺขุทฺวาเร อโยนิโส มนสิการภูตา อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา มโนธาตุฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ มโนธาตุอันเป็นอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะอันเป็นอโยนิโสมนสิการในจักษุทวาร+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ มโนธาตุอันเป็นอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะอันเป็นอโยนิโสมนสิการในจักษุทวาร
  
-*อฏฺฐ.: ราคสฺส ชวนาติ เยภุยฺเยน สตฺตกฺขตฺตุํ ราคสฺส ปวตฺติ, ปุนปฺปุนํ ปวตฺโต ราโคเยวฯ* +*อฏฺฐ.: ราคสฺส ชวนาติ เยภุยฺเยน สตฺตกฺขตฺตุํ ราคสฺส ปวตฺติ, ปุนปฺปุนํ ปวตฺโต ราโคเยวฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ราคสฺส ชวนา''' คือ ความเป็นไปของราคะโดยมากถึง ๗ ครั้ง ราคะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้น+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ราคสฺส ชวนา''' คือ ความเป็นไปของราคะโดยมากถึง ๗ ครั้ง ราคะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้น
  
-*อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาติ อญฺญาเณน ราคสฺส สมฺภวโต อญฺญาเณน ราคสฺส จริยาติ วุตฺตํ โหติฯ* +*อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาติ อญฺญาเณน ราคสฺส สมฺภวโต อญฺญาเณน ราคสฺส จริยาติ วุตฺตํ โหติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อญฺญาณจริยา''' หมายความว่า จริยาของราคะด้วยอัญญาณ เพราะราคะเกิดด้วยอัญญาณ+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อญฺญาณจริยา''' หมายความว่า จริยาของราคะด้วยอัญญาณ เพราะราคะเกิดด้วยอัญญาณ
  
-*อฏฺฐ.: เสเสสุปิ เอเสว นโยฯ* +*อฏฺฐ.: เสเสสุปิ เอเสว นโยฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในข้อที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน+*อฏฺฐ.แปล: ในข้อที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน
  
-*ปิฏก.: อมนาปิเยสุ รูเปสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อมนาปิเยสุ รูเปสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโทสะในรูปทั้งหลายอันไม่เป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโทสะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโทสะในรูปทั้งหลายอันไม่เป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโทสะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโมหะในวัตถุอันไม่มีการเพ่งดูด้วยอำนาจทั้งสองนั้น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโมหะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโมหะในวัตถุอันไม่มีการเพ่งดูด้วยอำนาจทั้งสองนั้น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโมหะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมินฺติ ราคโทสวเสน สมเปกฺขนวิรหิเต รูปารมฺมณสงฺขาเต วตฺถุสฺมิํฯ* +*อฏฺฐ.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมินฺติ ราคโทสวเสน สมเปกฺขนวิรหิเต รูปารมฺมณสงฺขาเต วตฺถุสฺมิํฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ''' คือ ในวัตถุอันเรียกว่ารูปารมณ์อันปราศจากการเพ่งดูด้วยอำนาจราคะและโทสะ+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ''' คือ ในวัตถุอันเรียกว่ารูปารมณ์อันปราศจากการเพ่งดูด้วยอำนาจราคะและโทสะ
  
-*อฏฺฐ.: โมหสฺส ชวนตฺถายาติ วิจิกิจฺฉาอุทฺธจฺจวเสน โมหสฺส ชวนตฺถายฯ* +*อฏฺฐ.: โมหสฺส ชวนตฺถายาติ วิจิกิจฺฉาอุทฺธจฺจวเสน โมหสฺส ชวนตฺถายฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''โมหสฺส ชวนตฺถาย''' คือ เพื่อชวนะของโมหะด้วยอำนาจวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''โมหสฺส ชวนตฺถาย''' คือ เพื่อชวนะของโมหะด้วยอำนาจวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ
  
-*อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาติ อญฺญาณสฺเสว จริยา, น อญฺญสฺสฯ* +*อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาติ อญฺญาณสฺเสว จริยา, น อญฺญสฺสฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อญฺญาณจริยา''' คือ จริยาของอัญญาณนั่นเอง ไม่ใช่ของอย่างอื่น+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อญฺญาณจริยา''' คือ จริยาของอัญญาณนั่นเอง ไม่ใช่ของอย่างอื่น
  
-*ปิฏก.: วินิพนฺธสฺส มานสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; มานสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วินิพนฺธสฺส มานสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; มานสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของมานะอันผูกพัน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของมานะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของมานะอันผูกพัน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของมานะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: วินิพนฺธสฺสาติอาทีนิ มานาทีนํ สภาววจนานิฯ* +*อฏฺฐ.: วินิพนฺธสฺสาติอาทีนิ มานาทีนํ สภาววจนานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วินิพนฺธสฺส''' เป็นต้น เป็นคำแสดงสภาวะของมานะเป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วินิพนฺธสฺส''' เป็นต้น เป็นคำแสดงสภาวะของมานะเป็นต้น
  
-*อฏฺฐ.: ตตฺถ วินิพนฺธสฺสาติ อุนฺนติวเสน วินิพนฺธิตฺวา ฐิตสฺสฯ* +*อฏฺฐ.: ตตฺถ วินิพนฺธสฺสาติ อุนฺนติวเสน วินิพนฺธิตฺวา ฐิตสฺสฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า '''วินิพนฺธสฺส''' คือ ของสิ่งที่ผูกพันตั้งอยู่ด้วยอำนาจความยกตน+*อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า '''วินิพนฺธสฺส''' คือ ของสิ่งที่ผูกพันตั้งอยู่ด้วยอำนาจความยกตน
  
-*ปิฏก.: ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของทิฏฐิอันถูกยึดมั่น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของทิฏฐิ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของทิฏฐิอันถูกยึดมั่น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของทิฏฐิ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ปรามฏฺฐายาติ รูปสฺส อนิจฺจภาวาทิํ อติกฺกมิตฺวา ปรโต นิจฺจภาวาทิํ อามฏฺฐาย คหิตายฯ* +*อฏฺฐ.: ปรามฏฺฐายาติ รูปสฺส อนิจฺจภาวาทิํ อติกฺกมิตฺวา ปรโต นิจฺจภาวาทิํ อามฏฺฐาย คหิตายฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ปรามฏฺฐาย''' คือ ของสิ่งที่ถูกถือเอาโดยยึดมั่นความเป็นนิ่งเป็นต้นอันเป็นฝ่ายอื่น ล่วงเลยความเป็นอนิจจังเป็นต้นของรูป+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ปรามฏฺฐาย''' คือ ของสิ่งที่ถูกถือเอาโดยยึดมั่นความเป็นนิ่งเป็นต้นอันเป็นฝ่ายอื่น ล่วงเลยความเป็นอนิจจังเป็นต้นของรูป
  
-*ปิฏก.: วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอุทธัจจะอันถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอุทธัจจะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอุทธัจจะอันถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอุทธัจจะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: วิกฺเขปคตสฺสาติ รูปารมฺมเณ วิกฺขิตฺตภาวํ คตสฺสฯ* +*อฏฺฐ.: วิกฺเขปคตสฺสาติ รูปารมฺมเณ วิกฺขิตฺตภาวํ คตสฺสฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิกฺเขปคตสฺส''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งภาวะอันฟุ้งซ่านในรูปารมณ์+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิกฺเขปคตสฺส''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งภาวะอันฟุ้งซ่านในรูปารมณ์
  
-*ปิฏก.: อนิฏฺฐงฺคตาย วิจิกิจฺฉาย ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนิฏฺฐงฺคตาย วิจิกิจฺฉาย ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของวิจิกิจฉาอันถึงซึ่งความไม่ตกลงใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของวิจิกิจฉา ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของวิจิกิจฉาอันถึงซึ่งความไม่ตกลงใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของวิจิกิจฉา ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: อนิฏฺฐงฺคตายาติ อสนฺนิฏฺฐานภาวํ คตายฯ* +*อฏฺฐ.: อนิฏฺฐงฺคตายาติ อสนฺนิฏฺฐานภาวํ คตายฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อนิฏฺฐงฺคตาย''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งภาวะอันไม่ตกลงใจ+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อนิฏฺฐงฺคตาย''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งภาวะอันไม่ตกลงใจ
  
-*ปิฏก.: ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ; อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ; อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอนุสัยอันถึงซึ่งกำลัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอนุสัย ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอนุสัยอันถึงซึ่งกำลัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอนุสัย ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ถามคตสฺสาติ พลปฺปตฺตสฺสฯ* +*อฏฺฐ.: ถามคตสฺสาติ พลปฺปตฺตสฺสฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ถามคตสฺส''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งกำลัง+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ถามคตสฺส''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งกำลัง
  
-*ปิฏก.: มนาปิเยสุ สทฺเทสุ…เป.… มนาปิเยสุ คนฺเธสุ…เป.… มนาปิเยสุ รเสสุ…เป.… มนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ…เป.… มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: มนาปิเยสุ สทฺเทสุ…เป.… มนาปิเยสุ คนฺเธสุ…เป.… มนาปิเยสุ รเสสุ…เป.… มนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ…เป.… มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของราคะในเสียงทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในกลิ่นทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในรสทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในโผฏฐัพพะทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของราคะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของราคะในเสียงทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในกลิ่นทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในรสทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในโผฏฐัพพะทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของราคะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ธมฺเมสูติ รูปาทีสุ วา ธมฺมารมฺมณภูเตสุ วา ธมฺเมสุฯ* +*อฏฺฐ.: ธมฺเมสูติ รูปาทีสุ วา ธมฺมารมฺมณภูเตสุ วา ธมฺเมสุฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ธมฺเมสุ''' คือ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นรูปเป็นต้น หรือในธรรมทั้งหลายอันเป็นธรรมารมณ์+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ธมฺเมสุ''' คือ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นรูปเป็นต้น หรือในธรรมทั้งหลายอันเป็นธรรมารมณ์
  
-*ปิฏก.: อมนาปิเยสุ ธมฺเมสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อมนาปิเยสุ ธมฺเมสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโทสะในธรรมทั้งหลายอันไม่เป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโทสะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโทสะในธรรมทั้งหลายอันไม่เป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโทสะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโมหะในวัตถุอันไม่มีการเพ่งดูด้วยอำนาจทั้งสองนั้น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโมหะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโมหะในวัตถุอันไม่มีการเพ่งดูด้วยอำนาจทั้งสองนั้น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโมหะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: วินิพนฺธสฺส มานสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; มานสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วินิพนฺธสฺส มานสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; มานสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของมานะอันผูกพัน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของมานะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของมานะอันผูกพัน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของมานะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของทิฏฐิอันถูกยึดมั่น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของทิฏฐิ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของทิฏฐิอันถูกยึดมั่น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของทิฏฐิ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอุทธัจจะอันถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอุทธัจจะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอุทธัจจะอันถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอุทธัจจะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อนิฏฺฐงฺคตาย วิจิกิจฺฉาย ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนิฏฺฐงฺคตาย วิจิกิจฺฉาย ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของวิจิกิจฉาอันถึงซึ่งความไม่ตกลงใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของวิจิกิจฉา ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของวิจิกิจฉาอันถึงซึ่งความไม่ตกลงใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของวิจิกิจฉา ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอนุสัยอันถึงซึ่งกำลัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอนุสัย ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอนุสัยอันถึงซึ่งกำลัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอนุสัย ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
 === [๗๐] === === [๗๐] ===
  
-*ปิฏก.: อญฺญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน อญฺญาณจริยา?* +*ปิฏก.: อญฺญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน อญฺญาณจริยา? 
-ปิฏก.แปล: '''อญฺญาณจริยา''' ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร?+*ปิฏก.แปล: '''อญฺญาณจริยา''' ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร?
  
-*ปิฏก.: สราคา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สราคา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ยสฺมา ราคาทโย อญฺญาเณน โหนฺติ, ตสฺมา ราคาทิสมฺปโยเคน อญฺญาณํ วิเสเสนฺโต สราคา จรตีติอาทิมาหฯ* +*อฏฺฐ.: ยสฺมา ราคาทโย อญฺญาเณน โหนฺติ, ตสฺมา ราคาทิสมฺปโยเคน อญฺญาณํ วิเสเสนฺโต สราคา จรตีติอาทิมาหฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะราคะเป็นต้นย่อมมีด้วยอัญญาณ เพราะฉะนั้น เพื่อวิเสสนะอัญญาณด้วยการประกอบกับราคะเป็นต้น จึงกล่าวคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ” เป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: เพราะราคะเป็นต้นย่อมมีด้วยอัญญาณ เพราะฉะนั้น เพื่อวิเสสนะอัญญาณด้วยการประกอบกับราคะเป็นต้น จึงกล่าวคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ” เป็นต้น
  
-*อฏฺฐ.: ตตฺถ สราคา จรตีติ โมหมานทิฏฺฐิมานานุสยทิฏฺฐานุสยอวิชฺชานุสยชวนวเสน จริยา เวทิตพฺพาฯ* +*อฏฺฐ.: ตตฺถ สราคา จรตีติ โมหมานทิฏฺฐิมานานุสยทิฏฺฐานุสยอวิชฺชานุสยชวนวเสน จริยา เวทิตพฺพาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ” พึงทราบจริยาด้วยอำนาจชวนะของโมหะ มานะ ทิฏฐิ มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และอวิชชานุสัย+*อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ” พึงทราบจริยาด้วยอำนาจชวนะของโมหะ มานะ ทิฏฐิ มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และอวิชชานุสัย
  
-*ปิฏก.: สโทสา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สโทสา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: สโทสา จรตีติ โมหอวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ* +*อฏฺฐ.: สโทสา จรตีติ โมหอวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีโทสะ” ด้วยอำนาจชวนะของโมหะและอวิชชานุสัย+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีโทสะ” ด้วยอำนาจชวนะของโมหะและอวิชชานุสัย
  
-*ปิฏก.: สโมหา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สโมหา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: สโมหา จรตีติ ราคโทสมานทิฏฺฐิอุทฺธจฺจวิจิกิจฺฉานุสยชวนวเสนฯ* +*อฏฺฐ.: สโมหา จรตีติ ราคโทสมานทิฏฺฐิอุทฺธจฺจวิจิกิจฺฉานุสยชวนวเสนฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีโมหะ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา และอนุสัย+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีโมหะ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา และอนุสัย
  
-*ปิฏก.: สมานา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สมานา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: สมานา จรตีติ ราคโมหกามราคภวราคาวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ* +*อฏฺฐ.: สมานา จรตีติ ราคโมหกามราคภวราคาวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีมานะ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โมหะ กามราคะ ภวราคะ และอวิชชานุสัย+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีมานะ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โมหะ กามราคะ ภวราคะ และอวิชชานุสัย
  
-*ปิฏก.: สทิฏฺฐิ จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สทิฏฺฐิ จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: สทิฏฺฐิ จรตีติ ราคโมหกามราคาวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ* +*อฏฺฐ.: สทิฏฺฐิ จรตีติ ราคโมหกามราคาวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีทิฏฐิ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โมหะ กามราคะ และอวิชชานุสัย+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีทิฏฐิ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โมหะ กามราคะ และอวิชชานุสัย
  
-*ปิฏก.: สอุทฺธจฺจา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สอุทฺธจฺจา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: สอุทฺธจฺจา จรติ สวิจิกิจฺฉา จรตีติ โมหอวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ* +*อฏฺฐ.: สอุทฺธจฺจา จรติ สวิจิกิจฺฉา จรตีติ โมหอวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีอุทธัจจะ ย่อมเที่ยวไปอันมีวิจิกิจฉา” ด้วยอำนาจชวนะของโมหะและอวิชชานุสัย+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีอุทธัจจะ ย่อมเที่ยวไปอันมีวิจิกิจฉา” ด้วยอำนาจชวนะของโมหะและอวิชชานุสัย
  
-*ปิฏก.: สวิจิกิจฺฉา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สวิจิกิจฺฉา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: สานุสยา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ* +*ปิฏก.: สานุสยา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: สานุสยา จรตีติ เอตฺถาปิ วุตฺตนเยเนว เอเกกํ อนุสยํ มูลํ กตฺวา ตสฺมิํ จิตฺเต ลพฺภมานกเสสานุสยวเสน สานุสยตา โยเชตพฺพาฯ* +*อฏฺฐ.: สานุสยา จรตีติ เอตฺถาปิ วุตฺตนเยเนว เอเกกํ อนุสยํ มูลํ กตฺวา ตสฺมิํ จิตฺเต ลพฺภมานกเสสานุสยวเสน สานุสยตา โยเชตพฺพาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีอนุสัย” ในที่นี้ก็นัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง พึงประกอบความเป็นสานุสยะด้วยอำนาจอนุสัยที่เหลืออันได้ในจิตนั้น โดยทำอนุสัยแต่ละอย่างเป็นมูล+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีอนุสัย” ในที่นี้ก็นัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง พึงประกอบความเป็นสานุสยะด้วยอำนาจอนุสัยที่เหลืออันได้ในจิตนั้น โดยทำอนุสัยแต่ละอย่างเป็นมูล
  
-*ปิฏก.: ราคสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ราคสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ราคสมฺปยุตฺตาติอาทิ สราคาทิเววจนเมวฯ* +*อฏฺฐ.: ราคสมฺปยุตฺตาติอาทิ สราคาทิเววจนเมวฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ราคสมฺปยุตฺตา” เป็นต้น เป็นเพียงคำไวพจน์ของ “สราคา” เป็นต้นนั่นเอง+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ราคสมฺปยุตฺตา” เป็นต้น เป็นเพียงคำไวพจน์ของ “สราคา” เป็นต้นนั่นเอง
  
-*อฏฺฐ.: สา เอว หิ จริยา สมฺปโยควเสน สห ราคาทีหิ วตฺตตีติ สราคาทิอาทีนิ นามานิ ลภติฯ* +*อฏฺฐ.: สา เอว หิ จริยา สมฺปโยควเสน สห ราคาทีหิ วตฺตตีติ สราคาทิอาทีนิ นามานิ ลภติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะจริยานั้นนั่นเองย่อมเป็นไปร่วมกับราคะเป็นต้นด้วยอำนาจสัมปโยค จึงได้ชื่อว่า “สราคา” เป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: เพราะจริยานั้นนั่นเองย่อมเป็นไปร่วมกับราคะเป็นต้นด้วยอำนาจสัมปโยค จึงได้ชื่อว่า “สราคา” เป็นต้น
  
-*อฏฺฐ.: ราคาทีหิ สมํ เอกุปฺปาเทกนิโรเธกวตฺเถการมฺมณาทีหิ ปกาเรหิ ยุตฺตาติ ราคสมฺปยุตฺตานีติอาทีนิ นามานิ ลภติฯ* +*อฏฺฐ.: ราคาทีหิ สมํ เอกุปฺปาเทกนิโรเธกวตฺเถการมฺมณาทีหิ ปกาเรหิ ยุตฺตาติ ราคสมฺปยุตฺตานีติอาทีนิ นามานิ ลภติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า “ราคสมฺปยุตฺตา” เป็นต้น เพราะประกอบด้วยอาการมีอุปาทพร้อมกัน นิโรธพร้อมกัน วัตถุเดียวกัน อารมณ์เดียวกันเป็นต้น ร่วมกับราคะเป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า “ราคสมฺปยุตฺตา” เป็นต้น เพราะประกอบด้วยอาการมีอุปาทพร้อมกัน นิโรธพร้อมกัน วัตถุเดียวกัน อารมณ์เดียวกันเป็นต้น ร่วมกับราคะเป็นต้น
  
-*ปิฏก.: โทสสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: โทสสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: โมหสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: โมหสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: มานสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ* +*ปิฏก.: มานสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ทิฏฺฐิสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ทิฏฺฐิสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อนุสยสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนุสยสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: สาเยว จ ยสฺมา กุสลาทีหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา, อกุสลาทีหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา, ตสฺมาปิ อญฺญาณจริยาติ ทสฺเสตุํ กุสเลหิ กมฺเมหีติอาทิมาหฯ* +*อฏฺฐ.: สาเยว จ ยสฺมา กุสลาทีหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา, อกุสลาทีหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา, ตสฺมาปิ อญฺญาณจริยาติ ทสฺเสตุํ กุสเลหิ กมฺเมหีติอาทิมาหฯ 
-อฏฺฐ.แปล: และจริยานั้นนั่นเอง เพราะวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลเป็นต้น และสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศลเป็นต้น เพราะฉะนั้นเพื่อแสดงว่าชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยเหตุนั้นด้วย จึงกล่าวคำว่า “กุสเลหิ กมฺเมหิ” เป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: และจริยานั้นนั่นเอง เพราะวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลเป็นต้น และสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศลเป็นต้น เพราะฉะนั้นเพื่อแสดงว่าชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยเหตุนั้นด้วย จึงกล่าวคำว่า “กุสเลหิ กมฺเมหิ” เป็นต้น
  
-*ปิฏก.: อกุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อกุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ* +*ปิฏก.: อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: กณฺเหหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: กณฺเหหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: สุกฺเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สุกฺเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อญฺญาเต จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อญฺญาเต จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในอัญญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในอัญญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ตตฺถ อญฺญาเตติ โมหสฺส อญฺญาณลกฺขณตฺตา ยถาสภาเวน อญฺญาเต อารมฺมเณฯ* +*อฏฺฐ.: ตตฺถ อญฺญาเตติ โมหสฺส อญฺญาณลกฺขณตฺตา ยถาสภาเวน อญฺญาเต อารมฺมเณฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า '''อญฺญาเต''' คือ ในอารมณ์อันไม่ถูกรู้ตามสภาวะ เพราะโมหะมีลักษณะเป็นอัญญาณ+*อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า '''อญฺญาเต''' คือ ในอารมณ์อันไม่ถูกรู้ตามสภาวะ เพราะโมหะมีลักษณะเป็นอัญญาณ
  
-*ปิฏก.: อญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่อัญญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่อัญญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: เสสํ วุตฺตตฺถเมวฯ* +*อฏฺฐ.: เสสํ วุตฺตตฺถเมวฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ที่เหลือมีความหมายตามที่กล่าวแล้ว+*อฏฺฐ.แปล: ที่เหลือมีความหมายตามที่กล่าวแล้ว
  
-*ปิฏก.: อยํ อญฺญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อยํ อญฺญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: นี้คือ '''อญฺญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: นี้คือ '''อญฺญาณจริยา'''
  
 === [๗๑] === === [๗๑] ===
  
-*ปิฏก.: กตมา ญาณจริยา?* +*ปิฏก.: กตมา ญาณจริยา? 
-ปิฏก.แปล: '''ญาณจริยา''' เป็นไฉน?+*ปิฏก.แปล: '''ญาณจริยา''' เป็นไฉน?
  
-*ปิฏก.: อนิจฺจานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนิจฺจานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนิจฺจานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนิจฺจานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่ออนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' อนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่ออนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' อนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ทุกฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทุกฺขานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ทุกฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทุกฺขานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อทุกขานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ทุกขานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อทุกขานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ทุกขานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อนตฺตานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนตฺตานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนตฺตานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนตฺตานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่ออนัตตานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' อนัตตานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่ออนัตตานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' อนัตตานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: นิพฺพิทานุปสฺสนตฺถาย…เป.… วิราคานุปสฺสนตฺถาย… นิโรธานุปสฺสนตฺถาย… ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนตฺถาย… ขยานุปสฺสนตฺถาย… วยานุปสฺสนตฺถาย… วิปริณามานุปสฺสนตฺถาย… อนิมิตฺตานุปสฺสนตฺถาย… อปฺปณิหิตานุปสฺสนตฺถาย… สุญฺญตานุปสฺสนตฺถาย… อธิปญฺญาธมฺมานุปสฺสนตฺถาย… ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย… อาทีนวานุปสฺสนตฺถาย… ปฏิสงฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นิพฺพิทานุปสฺสนตฺถาย…เป.… วิราคานุปสฺสนตฺถาย… นิโรธานุปสฺสนตฺถาย… ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนตฺถาย… ขยานุปสฺสนตฺถาย… วยานุปสฺสนตฺถาย… วิปริณามานุปสฺสนตฺถาย… อนิมิตฺตานุปสฺสนตฺถาย… อปฺปณิหิตานุปสฺสนตฺถาย… สุญฺญตานุปสฺสนตฺถาย… อธิปญฺญาธมฺมานุปสฺสนตฺถาย… ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย… อาทีนวานุปสฺสนตฺถาย… ปฏิสงฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อนิพพิทานุปัสสนา …เป.… เพื่อวิราคานุปัสสนา … เพื่อนิโรธานุปัสสนา … เพื่อปฏินิสสัคคานุปัสสนา … เพื่อขยานุปัสสนา … เพื่อวยานุปัสสนา … เพื่อวิปริณามานุปัสสนา … เพื่ออนิมิตตานุปัสสนา … เพื่ออัปปณิหิตานุปัสสนา … เพื่อสุญญตานุปัสสนา … เพื่ออธิปัญญาธัมมานุปัสสนา … เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ … เพื่ออาทีนวานุปัสสนา … เพื่อปฏิสังขานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ปฏิสังขานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อนิพพิทานุปัสสนา …เป.… เพื่อวิราคานุปัสสนา … เพื่อนิโรธานุปัสสนา … เพื่อปฏินิสสัคคานุปัสสนา … เพื่อขยานุปัสสนา … เพื่อวยานุปัสสนา … เพื่อวิปริณามานุปัสสนา … เพื่ออนิมิตตานุปัสสนา … เพื่ออัปปณิหิตานุปัสสนา … เพื่อสุญญตานุปัสสนา … เพื่ออธิปัญญาธัมมานุปัสสนา … เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ … เพื่ออาทีนวานุปัสสนา … เพื่อปฏิสังขานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ปฏิสังขานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: วิวัฏฏนานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: วิวัฏฏนานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ญาณจริยายํ ยสฺมา วิวฏฺฏนานุปสฺสนาทีนํ อนนฺตรปจฺจยภูตา อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา นตฺถิ, ตสฺมา เตสํ อตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตํ อวตฺวา วิวฏฺฏนานุปสฺสนาทโยว วุตฺตาฯ* +*อฏฺฐ.: ญาณจริยายํ ยสฺมา วิวฏฺฏนานุปสฺสนาทีนํ อนนฺตรปจฺจยภูตา อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา นตฺถิ, ตสฺมา เตสํ อตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตํ อวตฺวา วิวฏฺฏนานุปสฺสนาทโยว วุตฺตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ใน '''ญาณจริยา''' เพราะอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะอันเป็นอนันตรปัจจัยของวิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้นย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นจึงไม่กล่าวอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะเพื่อสิ่งเหล่านั้น แต่กล่าวเฉพาะวิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้นเท่านั้น+*อฏฺฐ.แปล: ใน '''ญาณจริยา''' เพราะอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะอันเป็นอนันตรปัจจัยของวิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้นย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นจึงไม่กล่าวอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะเพื่อสิ่งเหล่านั้น แต่กล่าวเฉพาะวิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้นเท่านั้น
  
-*อฏฺฐ.: อนุโลมญาณตฺถาย เอว หิ อาวชฺชนา โหติ, ตโต วิวฏฺฏนานุปสฺสนามคฺคผลานิฯ* +*อฏฺฐ.: อนุโลมญาณตฺถาย เอว หิ อาวชฺชนา โหติ, ตโต วิวฏฺฏนานุปสฺสนามคฺคผลานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะอาวัชชนา ย่อมมีเพื่ออนุโลมญาณนั่นเอง จากนั้นจึงมีวิวัฏฏนานุปัสสนา มรรค และผล+*อฏฺฐ.แปล: เพราะอาวัชชนา ย่อมมีเพื่ออนุโลมญาณนั่นเอง จากนั้นจึงมีวิวัฏฏนานุปัสสนา มรรค และผล
  
-*ปิฏก.: โสตาปตฺติมคฺโค ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: โสตาปตฺติมคฺโค ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: โสตาปัตติมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: โสตาปัตติมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: โสตาปตฺติผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: โสตาปตฺติผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: โสตาปัตติผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: โสตาปัตติผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ผลสมาปตฺตีติ เจตฺถ มคฺคานนฺตรชา วา โหตุ กาลนฺตรชา วา, อุโภปิ อธิปฺเปตาฯ* +*อฏฺฐ.: ผลสมาปตฺตีติ เจตฺถ มคฺคานนฺตรชา วา โหตุ กาลนฺตรชา วา, อุโภปิ อธิปฺเปตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ผลสมาปตฺติ''' ในที่นี้ ทั้งที่เกิดในลำดับแห่งมรรค และที่เกิดในกาลอื่น ทั้งสองอย่างย่อมประสงค์เอา+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ผลสมาปตฺติ''' ในที่นี้ ทั้งที่เกิดในลำดับแห่งมรรค และที่เกิดในกาลอื่น ทั้งสองอย่างย่อมประสงค์เอา
  
-*ปิฏก.: สกทาคามิมคฺโค ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สกทาคามิมคฺโค ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: สกทาคามิมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: สกทาคามิมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: สกทาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: สกทาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: สกทาคามิผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: สกทาคามิผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อนาคามิมคฺโค ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนาคามิมคฺโค ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: อนาคามิมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: อนาคามิมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อนาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อนาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: อนาคามิผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: อนาคามิผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อรหตฺตมคฺโค ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อรหตฺตมคฺโค ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: อรหัตตมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: อรหัตตมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อรหตฺตผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อรหตฺตผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: อรหัตตผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: อรหัตตผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน ญาณจริยา?* +*ปิฏก.: ญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน ญาณจริยา? 
-ปิฏก.แปล: '''ญาณจริยา''' ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร?+*ปิฏก.แปล: '''ญาณจริยา''' ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร?
  
-*ปิฏก.: นีราคา จรตีติ – ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นีราคา จรตีติ – ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: นีราคา จรตีติอาทีสุ ราคาทีนํ ปฏิปกฺขวเสน นีราคาทิตา เวทิตพฺพา, วิญฺญาณจริยายํ ราคาทีนํ อภาวมตฺตฏฺเฐนฯ* +*อฏฺฐ.: นีราคา จรตีติอาทีสุ ราคาทีนํ ปฏิปกฺขวเสน นีราคาทิตา เวทิตพฺพา, วิญฺญาณจริยายํ ราคาทีนํ อภาวมตฺตฏฺเฐนฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ” เป็นต้น พึงทราบความเป็นนีราคาเป็นต้นด้วยอำนาจเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะเป็นต้น ส่วนใน '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถที่เป็นเพียงความไม่มีแห่งราคะเป็นต้น+*อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ” เป็นต้น พึงทราบความเป็นนีราคาเป็นต้นด้วยอำนาจเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะเป็นต้น ส่วนใน '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถที่เป็นเพียงความไม่มีแห่งราคะเป็นต้น
  
-*ปิฏก.: นิทฺโทสา จรตีติ – ญาณจริยา…เป.… นานุสยา จรตีติ – ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: นิทฺโทสา จรตีติ – ญาณจริยา…เป.… นานุสยา จรตีติ – ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' …เป.… ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' …เป.… ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: มานวิปฺปยุตฺตา…เป.… ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา… อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา… วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา… อนุสยวิปฺปยุตฺตา… กุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… กณฺเหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สุกฺเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: มานวิปฺปยุตฺตา…เป.… ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา… อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา… วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา… อนุสยวิปฺปยุตฺตา… กุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… กณฺเหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สุกฺเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากมานะ …เป.… อันวิปปยุตต์จากทิฏฐิ … อันวิปปยุตต์จากอุทธัจจะ … อันวิปปยุตต์จากวิจิกิจฉา … อันวิปปยุตต์จากอนุสัย … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีโทษ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากมานะ …เป.… อันวิปปยุตต์จากทิฏฐิ … อันวิปปยุตต์จากอุทธัจจะ … อันวิปปยุตต์จากวิจิกิจฉา … อันวิปปยุตต์จากอนุสัย … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีโทษ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: ญาเต จรตีติ – ญาณจริยา ฯ* +*ปิฏก.: ญาเต จรตีติ – ญาณจริยา ฯ 
-ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ญาเตติ ยถาสภาวโต ญาเตฯ* +*อฏฺฐ.: ญาเตติ ยถาสภาวโต ญาเตฯ 
-อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ญาเต''' คือ ในสิ่งที่ถูกรู้ตามสภาวะ+*อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ญาเต''' คือ ในสิ่งที่ถูกรู้ตามสภาวะ
  
-*ปิฏก.: ญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: ญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่ญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่ญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อยํ ญาณจริยาฯ* +*ปิฏก.: อยํ ญาณจริยาฯ 
-ปิฏก.แปล: นี้คือ '''ญาณจริยา'''+*ปิฏก.แปล: นี้คือ '''ญาณจริยา'''
  
-*ปิฏก.: อญฺญา วิญฺญาณจริยา, อญฺญา อญฺญาณจริยา, อญฺญา ญาณจริยาติฯ* +*ปิฏก.: อญฺญา วิญฺญาณจริยา, อญฺญา อญฺญาณจริยา, อญฺญา ญาณจริยาติฯ 
-ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง '''อญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง '''ญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง+*ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง '''อญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง '''ญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง
  
-*อฏฺฐ.: อญฺญา วิญฺญาณจริยาติอาทีหิ ติสฺสนฺนํ จริยานํ อญฺญมญฺญมสมฺมิสฺสตํ ทสฺเสติฯ* +*อฏฺฐ.: อญฺญา วิญฺญาณจริยาติอาทีหิ ติสฺสนฺนํ จริยานํ อญฺญมญฺญมสมฺมิสฺสตํ ทสฺเสติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ด้วยคำว่า “'''วิญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง” เป็นต้น ย่อมแสดงความไม่ปะปนกันและกันของจริยาทั้ง ๓+*อฏฺฐ.แปล: ด้วยคำว่า “'''วิญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง” เป็นต้น ย่อมแสดงความไม่ปะปนกันและกันของจริยาทั้ง ๓
  
-*อฏฺฐ.: วิญฺญาณกิจฺจมตฺตวเสน หิ อเหตุกจิตฺตุปฺปาทา วิญฺญาณจริยา, อญฺญาณกิจฺจวตํ ทฺวาทสนฺนํ อกุสลจิตฺตุปฺปาทานํ วเสเนว อญฺญาณจริยา, วิเสเสน ญาณกิจฺจการีนํ วิปสฺสนามคฺคผลานํ วเสน ญาณจริยาฯ* +*อฏฺฐ.: วิญฺญาณกิจฺจมตฺตวเสน หิ อเหตุกจิตฺตุปฺปาทา วิญฺญาณจริยา, อญฺญาณกิจฺจวตํ ทฺวาทสนฺนํ อกุสลจิตฺตุปฺปาทานํ วเสเนว อญฺญาณจริยา, วิเสเสน ญาณกิจฺจการีนํ วิปสฺสนามคฺคผลานํ วเสน ญาณจริยาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะอเหตุกจิตตุปปาทะทั้งหลายชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอำนาจที่เป็นเพียงวิญญาณกิจ '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยอำนาจอกุศลจิตตุปปาทะ ๑๒ ดวงอันมีอัญญาณกิจนั่นเอง '''ญาณจริยา''' ด้วยอำนาจวิปัสสนา มรรค และผล อันกระทำญาณกิจโดยพิเศษ+*อฏฺฐ.แปล: เพราะอเหตุกจิตตุปปาทะทั้งหลายชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอำนาจที่เป็นเพียงวิญญาณกิจ '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยอำนาจอกุศลจิตตุปปาทะ ๑๒ ดวงอันมีอัญญาณกิจนั่นเอง '''ญาณจริยา''' ด้วยอำนาจวิปัสสนา มรรค และผล อันกระทำญาณกิจโดยพิเศษ
  
-*อฏฺฐ.: เอวมิมา อญฺญมญฺญมสมฺมิสฺสา จ, วิปสฺสนํ ฐเปตฺวา สเหตุกกามาวจรกิริยากุสลา จ, สเหตุกกามาวจรวิปากา จ, รูปาวจรารูปาวจรกุสลาพฺยากตา จ ตีหิ จริยาหิ วินิมุตฺตาติ เวทิตพฺพาฯ* +*อฏฺฐ.: เอวมิมา อญฺญมญฺญมสมฺมิสฺสา จ, วิปสฺสนํ ฐเปตฺวา สเหตุกกามาวจรกิริยากุสลา จ, สเหตุกกามาวจรวิปากา จ, รูปาวจรารูปาวจรกุสลาพฺยากตา จ ตีหิ จริยาหิ วินิมุตฺตาติ เวทิตพฺพาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ จริยาเหล่านี้ไม่ปะปนกันและกัน และกามาวจรกิริยากุศลอันมีเหตุ ยกเว้นวิปัสสนา กามาวจรวิบากอันมีเหตุ และรูปาวจระ อรูปาวจระ กุศลและอัพยากตะ พึงทราบว่าพ้นจากจริยาทั้ง ๓+*อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ จริยาเหล่านี้ไม่ปะปนกันและกัน และกามาวจรกิริยากุศลอันมีเหตุ ยกเว้นวิปัสสนา กามาวจรวิบากอันมีเหตุ และรูปาวจระ อรูปาวจระ กุศลและอัพยากตะ พึงทราบว่าพ้นจากจริยาทั้ง ๓
  
-*อฏฺฐ.: นิพฺพานารมฺมณาย วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ญาณจริยาย นิทฺทิฏฺฐตฺตา นิพฺพานมคฺคผลปจฺจเวกฺขณภูตานิ เสกฺขาเสกฺขานํ ปจฺจเวกฺขณญาณานิ ญาณจริยาย สงฺคหิตานีติ เวทิตพฺพานิฯ* +*อฏฺฐ.: นิพฺพานารมฺมณาย วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ญาณจริยาย นิทฺทิฏฺฐตฺตา นิพฺพานมคฺคผลปจฺจเวกฺขณภูตานิ เสกฺขาเสกฺขานํ ปจฺจเวกฺขณญาณานิ ญาณจริยาย สงฺคหิตานีติ เวทิตพฺพานิฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะวิวัฏฏนานุปัสสนาอันมีนิพพานเป็นอารมณ์ถูกนิทเทศว่าเป็น '''ญาณจริยา''' พึงทราบว่าปัจจเวกขณญาณของเสกขะและอเสกขะ อันเป็นปัจจเวกขณะต่อนิพพาน มรรค และผล ย่อมถูกรวบรวมเข้าใน '''ญาณจริยา'''+*อฏฺฐ.แปล: เพราะวิวัฏฏนานุปัสสนาอันมีนิพพานเป็นอารมณ์ถูกนิทเทศว่าเป็น '''ญาณจริยา''' พึงทราบว่าปัจจเวกขณญาณของเสกขะและอเสกขะ อันเป็นปัจจเวกขณะต่อนิพพาน มรรค และผล ย่อมถูกรวบรวมเข้าใน '''ญาณจริยา'''
  
-*อฏฺฐ.: ตานิปิ หิ วิเสเสน ญาณกิจฺจกราเนวาติฯ* +*อฏฺฐ.: ตานิปิ หิ วิเสเสน ญาณกิจฺจกราเนวาติฯ 
-อฏฺฐ.แปล: เพราะสิ่งเหล่านั้นก็กระทำญาณกิจโดยพิเศษนั่นเอง+*อฏฺฐ.แปล: เพราะสิ่งเหล่านั้นก็กระทำญาณกิจโดยพิเศษนั่นเอง
  
-*ปิฏก.: ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ, ปชานนฏฺเฐน ปญฺญาฯ* +*ปิฏก.: ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ, ปชานนฏฺเฐน ปญฺญาฯ 
-ปิฏก.แปล: สิ่งนั้นชื่อว่า '''ญาณ''' ด้วยอรรถว่าถูกรู้ ชื่อว่า '''ปญฺญา''' ด้วยอรรถว่ารู้ชัด+*ปิฏก.แปล: สิ่งนั้นชื่อว่า '''ญาณ''' ด้วยอรรถว่าถูกรู้ ชื่อว่า '''ปญฺญา''' ด้วยอรรถว่ารู้ชัด
  
-*ปิฏก.: เตน วุจฺจติ – ‘‘จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ’’ฯ* +*ปิฏก.: เตน วุจฺจติ – ‘‘จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ’’ฯ 
-ปิฏก.แปล: เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการกำหนดจริยา ย่อมเป็นญาณในความต่างแห่งจริยา”+*ปิฏก.แปล: เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการกำหนดจริยา ย่อมเป็นญาณในความต่างแห่งจริยา”
  
-*ปิฏก.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทโส สตฺตรสโมฯ* +*ปิฏก.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทโส สตฺตรสโมฯ 
-ปิฏก.แปล: จริยานานัตตญาณนิทเทส ที่ ๑๗+*ปิฏก.แปล: จริยานานัตตญาณนิทเทส ที่ ๑๗
  
-*อฏฺฐ.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทสวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ* +*อฏฺฐ.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทสวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ 
-อฏฺฐ.แปล: จริยานานัตตญาณนิทเทสวรรณนา จบแล้ว+*อฏฺฐ.แปล: จริยานานัตตญาณนิทเทสวรรณนา จบแล้ว