th:45:1

**นี่คือเอกสารรุ่น/ฉบับเก่า**


มาติกา

  • ปิฏก.: [๑] โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ
  • ปิฏก.แปล: [๑] ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ (สิ่งที่ได้ยิน)

มาติกาวณฺณนา

  • อฏฺฐ.: [๑] ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ
  • อฏฺฐ.แปล: [๑] ในอุทเทสนั้นก่อนอื่น ในคำว่า ‘‘โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า โสตะ มีความหมายหลายอย่างต่างกัน
  • อฏฺฐ.: ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า – ย่อมปรากฏในมังสะ (หูเนื้อ), ในวิญญาณ, ในญาณ, และในตัณหาเป็นต้น; ในธารา (กระแสน้ำ), ในอริยมรรค, และในจิตตสันตติด้วย
  • อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า ในคำว่า ‘‘โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) คำว่า โสตะ นี้ ย่อมปรากฏในมังสโสตะ (หูเนื้อ)
  • อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ
  • อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ด้วยทิพยโสตธาตุ’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในญาณโสตะ
  • อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสตะทั้งหลายใดในโลก คือโสตะทั้งหลายเหล่านี้ อันเราได้กล่าวไว้ ประกาศไว้ บอกไว้ แสดงไว้ ปัญญัติไว้ ตั้งไว้ เปิดเผยไว้ จำแนกไว้ ทำให้ปรากฏชัด ประกาศไว้ กล่าวคือ ตัณหาโสตะ ทิฏฐิโสตะ กิเลสโสตะ ทุจริตโสตะ อวิชชาโสตะ’’ เป็นต้น (จุฬนิทเทส อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการอันมีตัณหาเป็นต้น
  • อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่อนไม้ใหญ่ถูกพัดไปด้วยกระแสแห่งแม่น้ำคงคา’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในกระแสน้ำ
  • อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘คำว่า โสตะ นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ท่านผู้มีอายุ’’ เป็นต้น ย่อมปรากฏในอริยมรรค
  • อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘และรู้วิญญาณโสตะของบุรุษ อันไม่ขาดตอนทั้งสองฝ่าย คือตั้งอยู่ในโลกนี้และตั้งอยู่ในปรโลก’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตสันตติ
  • อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ
  • อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้พึงทราบว่า คำว่า โสตะ นี้ หมายถึงมังสโสตะ (หูเนื้อ)
  • อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: การที่ถูกกำหนดไว้ ถูกตั้งไว้ ถูกนำไปสู่ ด้วยโสตะนั้นอันเป็นเหตุ หรืออันเป็นเครื่อง ชื่อว่า โสตาวธาน
  • อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ได้ยิน)
  • อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และสุตะนั้น ได้แก่ธรรมชาตอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ตามลำดับแห่งโสตทวาร เหมือนในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นในที่นี้ถูกเรียกว่า โสตาวธาน
  • อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เกิดขึ้นในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่า ปัญญาในโสตาวธาน
  • อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ปัญญา ได้แก่ ปัญญาในความหมายแห่งการทำให้แจ้งชัดอันเรียกว่าการทำให้ปรากฏแห่งอรรถนั้นๆ หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมด้วยอาการอันมีอนิจจังเป็นต้นนั้นๆ
  • อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ –
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า สุตะ มีทั้งที่มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ดังนี้ –
  • อฏฺฐ.: คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปจิเตปิ จ; สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ย่อมปรากฏในความหมายแห่งการไป, ในความมีชื่อเสียง, ในความเปียก, ในความประกอบแน่วแน่, ในความสะสมด้วย; และในเสียง, และในสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร
  • อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ในคำว่า ‘‘ปสุโตด้วยเสนะ’’ เป็นต้น จึงมีความหมายว่า กำลังไป
  • อฏฺฐ.: ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอาทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ของผู้เห็นสุตธรรม’’ เป็นต้น (อุทาน ๑๑; มหาวรรค ๕) มีความหมายว่า ของผู้มีธรรมอันมีชื่อเสียง
  • อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวัสสุตา ของบุรุษบุคคลผู้อวัสสุตะ’’ เป็นต้น (ปาจิตตีย์ ๖๕๗) มีความหมายว่า เปียก ของผู้ที่เปียก
  • อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ผู้ที่ประกอบแน่วแน่ในฌานทั้งหลาย ผู้มีปัญญา’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีความหมายว่า ผู้ประกอบแน่วแน่
  • อฏฺฐ.: ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’นฺติอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘บุญอันท่านทั้งหลายสะสมไว้ไม่น้อย’’ เป็นต้น (ขุททกปาฐะ ๗.๑๒; เปตวัตถุ ๒๕) มีความหมายว่า สะสมไว้
  • อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกรู้’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีความหมายว่า เสียง
  • อฏฺฐ.: ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีความหมายว่า ผู้ทรงสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร
  • อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกรู้และถูกพิจารณาตามลำดับแห่งโสตทวาร
  • อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมณํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: คำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ หมายถึง ปัญญาใดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและเกิดขึ้นต่อๆ ไป โดยอาศัยสุตะนั้นอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ ซึ่งเป็นสัทธรรม แล้วทำให้เป็นอารมณ์ ปัญญานั้นถูกเรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ
  • อฏฺฐ.: สุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓; สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจนํ, เอวมิธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเย’’ นี้ เป็นปจุจัตตวจนะ เหมือนในคำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘), ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖), ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๑๖๘) ซึ่งเป็นปจุจัตตวจนะ ในที่นี้ก็พึงทราบเช่นเดียวกัน
  • อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ’’ติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ว่า ‘‘มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ’’
  • อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองธรรมอันมีผัสสะเป็นต้นอันถูกทำให้เกิดขึ้นด้วยสุตะ ชื่อว่า สุตมยะ ญาณที่เกิดขึ้นในกองธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า ญาณในสุตมยะ
  • อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า ญาณ เพราะรู้ธรรมด้วยอำนาจแห่งลักษณะอันเป็นสภาวะและสามัญ
  • อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นเอง ถูกกล่าวไว้โดยไม่กำหนดด้วยคำว่า ‘‘ปัญญา’’ เพื่อแสดงอธิบายด้วยคำพูดที่เป็นปริยาย แล้วภายหลังจึงกำหนดลงว่า ‘‘ญาณ’’ อันเป็นสิ่งที่ประสงค์ไว้
  • อฏฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, อกฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิย, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้นมีลักษณะคือการแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะคือการแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนการยิงลูกศรของนักยิงผู้ชำนาญที่ไม่พลาด มีรสคือการทำให้วิสัยสว่าง เหมือนประทีป มีปัจจุปัฏฐานคือความไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทางในป่า
  • อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: มีบทฐานคือสมาธิ เพราะคำว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ตามเป็นจริง’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑)
  • อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ในลักษณะเป็นต้นนั้น สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่า ลักษณะ กิจหรือความสำเร็จ ชื่อว่า รส อาการที่ปรากฏขึ้นหรือผล ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน
  • ปิฏก.: สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํฯ
  • ปิฏก.แปล: ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากศีล
  • อฏฺฐ.: สุตฺวาน สํวเร ปญฺญาติ –
  • อฏฺฐ.แปล: คำว่า สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา นั้น หมายความว่า –
  • อฏฺฐ.: ปาติโมกฺโข สตี เจว, ญาณํ ขนฺติ ตเถว จ;
  • อฏฺฐ.แปล: ปาติโมกข์ และ สติ ด้วย ญาณ และ ขันติ เช่นเดียวกันด้วย;
  • อฏฺฐ.: วีริยํ ปญฺจิเม ธมฺมา, สํวราติ ปกาสิตาฯ
  • อฏฺฐ.แปล: วิริยะ ธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้ ทรงแสดงว่าเป็น สังวร (ความสำรวม)
  • อฏฺฐ.: ‘‘อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมฺปนฺโน สมนฺนาคโต’’ติ (วิภ. ๕๑๑) อาคโต ปาติโมกฺขสํวโรฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ดังที่มาในพระบาลีว่า ‘‘ด้วยปาติโมกขสังวรนี้ ย่อมเป็นผู้ประกอบแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว เป็นผู้เข้าถึงแล้ว เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วย’’ (วิภังค์ ๕๑๑) นี้คือ ปาติโมกขสังวร ที่มาแล้ว
  • อฏฺฐ.: ‘‘จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหีฯ ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ, ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ, รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตี’’ติอาทินา (ที. นิ. ๑.๒๑๓; ม. นิ. ๑.๒๙๕; สํ. นิ. ๔.๒๓๙; อ. นิ. ๓.๑๖) นเยน อาคโต สติสํวโรฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘เมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งนิมิต ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ เหตุใดที่อินทรีย์คือจักษุอันไม่สำรวมพึงอยู่ ธรรมทั้งหลายอันลามก เป็นอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัส พึงไหลตามเข้าไป ย่อมปฏิบัติเพื่อความสำรวมแห่งอินทรีย์นั้น ย่อมรักษาจักษุนทรีย์ ย่อมเข้าถึงความสำรวมในจักษุนทรีย์’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๒๑๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕; สังยุตตนิกาย ๔.๒๓๙; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๖) นี้คือ สติสังวร ที่มาแล้ว
  • อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมิํ (อชิตาติ ภควา),
  • อฏฺฐ.แปล: ดังที่มาว่า ‘‘โสตะใดๆ ในโลก (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าอชิตะ)
  • อฏฺฐ.: สติ เตสํ นิวารณํ;
  • อฏฺฐ.แปล: สติ เป็นเครื่องป้องกันแห่งโสตะเหล่านั้น;
  • อฏฺฐ.: โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ, ปญฺญาเยเต ปิธียเร’’ติ ฯ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉา ๖๐; สุ. นิ. ๑๐๔๑) –
  • อฏฺฐ.แปล: เรากล่าวความสำรวมแห่งโสตะทั้งหลาย โสตะเหล่านี้ย่อมถูกปิดด้วยปัญญา’’ ดังนี้ ฯ (จุฬนิเทศ อชิตมาณวปุจฉา ๖๐; สุตตนิบาต ๑๐๔๑) –
  • อฏฺฐ.: อาคโต ญาณสํวโรฯ
  • อฏฺฐ.แปล: นี้คือ ญาณสังวร ที่มาแล้ว
  • อฏฺฐ.: ‘‘กตเม จ, ภิกฺขเว, อาสวา ปฏิเสวนา ปหาตพฺพา? อิธ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเสวตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๓; อ. นิ. ๖.๕๘) นเยน อาคโต ปจฺจยปฏิเสวนาสํวโร, โสปิ ญาณสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่าไหนเล่าที่พึงละด้วยการเสพ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพจีวรโดยแยบคายด้วยการพิจารณา’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๓; อังคุตตรนิกาย ๖.๕๘) นี้คือ ปัจจยปฏิเสวนาสังวร ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในญาณสังวรนั่นเอง
  • อฏฺฐ.: ‘‘ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺส ชิฆจฺฉาย ปิปาสาย ฑํสมกสวาตาตปสริสปสมฺผสฺสานํ ทุรุตฺตานํ ทุราคตานํ วจนปถานํ อุปฺปนฺนานํ สารีริกานํ เวทนานํ ทุกฺขานํ ติพฺพานํ ขรานํ กฏุกานํ อสาตานํ อมนาปานํ ปาณหรานํ อธิวาสกชาติโก โหตี’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๔; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) อาคโต ขนฺติสํวโรฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ดังที่มาว่า ‘‘ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อน ความหิว ความกระหาย การถูกเหลือบยุงลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานสัมผัส คำพูดที่พูดชั่ว คำพูดที่มาถึงโดยไม่ดี เวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นทุกข์ แรงกล้า เผ็ดร้อน ขมขื่น ไม่น่าพอใจ ไม่น่ารัก ทำลายชีวิต ย่อมเป็นผู้มีปกติอดทน’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ ขันติสังวร ที่มาแล้ว
  • อฏฺฐ.: ‘‘อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๖; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเยน อาคโต วีริยสํวโรฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ย่อมไม่อดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้สิ้นสุด ย่อมทำให้ถึงความไม่มี’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๖; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ วิริยสังวร ที่มาแล้ว
  • อฏฺฐ.: ‘‘อิธ อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๘) อาคโต อาชีวปาริสุทฺธิสํวโร, โสปิ วีริยสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ดังที่มาว่า ‘‘อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว ย่อมเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๘) นี้คือ อาชีวปาริสุทธิสังวร ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในวิริยสังวรนั่นเอง
  • อฏฺฐ.: เตสุ สตฺตสุ สํวเรสุ ปาติโมกฺขสํวรอินฺทฺริยสํวรอาชีวปาริสุทฺธิปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตา จตฺตาโร สํวรา อิธาธิปฺเปตา, เตสุ จ วิเสเสน ปาติโมกฺขสํวโรฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในบรรดาสังวรทั้ง ๗ เหล่านั้น สังวร ๔ คือ ปาติโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิสังวร และ ปัจจยปฏิเสวนาสังวร ที่หมายถึงในที่นี้ และในบรรดาสังวรเหล่านั้น โดยพิเศษคือ ปาติโมกขสังวร
  • อฏฺฐ.: สพฺโพปิ จายํ สํวโร ยถาสกํ สํวริตพฺพานํ กายทุจฺจริตาทีนํ สํวรณโต สํวโรติ วุจฺจติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และสังวรทั้งหมดนี้ ย่อมเรียกว่า สังวร เพราะการสำรวมซึ่งกายทุจริตเป็นต้นอันพึงสำรวมตามสมควรแก่ตน
  • อฏฺฐ.: สุตมยญาเณ วุตฺตํ ธมฺมํ สุตฺวา สํวรนฺตสฺส สํวรํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สํวเร ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ‘‘สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา’’ติ วุตฺตาฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่ประกอบกับสังวรนั้น อันเป็นไปในสังวรนั้น ของผู้ที่ฟังธรรมอันกล่าวไว้ในสุตมยญาณแล้ว ย่อมสำรวม ย่อมทำซึ่งความสำรวม ปัญญานั้น เรียกว่า ‘‘ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว’’
  • อฏฺฐ.: อถ วา เหตุอตฺเถ สุตฺวาติ วจนสฺส สมฺภวโต สุตเหตุนา สํวเร ปญฺญาติปิ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: อีกอย่างหนึ่ง เพราะคำว่า สุตฺวา มีความหมายในฐานะเป็นเหตุได้ ดังนั้น ความหมายว่า ปัญญาในความสำรวมเพราะเหตุแห่งการฟัง ก็มีได้
  • อฏฺฐ.: สีลมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สีลนฺติ สีลนฏฺเฐน สีลํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: คำว่า สีลมเย ญาณํ ในที่นี้ สีล คือศีลในความหมายว่าเป็นสภาพที่ตั้งมั่น
  • อฏฺฐ.: กิมิทํ สีลนํ นาม? สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน อวิปฺปกิณฺณตาติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: อะไรชื่อว่า สีลนะ (การตั้งมั่น) นี้? คือการตั้งไว้ด้วยดี หรือ ความไม่กระจัดกระจายแห่งกายกรรมเป็นต้น โดยความเป็นสุศีล นั่นคือความหมาย
  • อฏฺฐ.: อุปธารณํ วา, กุสลานํ ธมฺมานํ ปติฏฺฐาวเสน อาธารภาโวติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: หรือคือการรองรับ คือความเป็นที่อาศัยโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นคือความหมาย
  • อฏฺฐ.: เอตเทว หิ เอตฺถ อตฺถทฺวยํ สทฺทลกฺขณวิทู อนุชานนฺติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะความหมายทั้งสองอย่างนี้แหละ ในที่นี้ ท่านผู้รู้ลักษณะแห่งศัพท์ย่อมอนุญาต
  • อฏฺฐ.: อญฺเญ ปน ‘‘อธิเสวนฏฺเฐน อาจารฏฺเฐน ตสฺสีลฏฺเฐน สิรฏฺเฐน สีตลฏฺเฐน สิวฏฺเฐน สีล’’นฺติ วณฺณยนฺติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ส่วนท่านอื่นพรรณนาว่า ‘‘ศีลในความหมายว่าเป็นความเคยชิน ในความหมายว่าเป็นอาจาระ ในความหมายว่าเป็นสภาพของตน ในความหมายว่าเป็นศีรษะ ในความหมายว่าเป็นความเย็น ในความหมายว่าเป็นสิวะ’’
  • อฏฺฐ.: สีลนํ ลกฺขณํ ตสฺส, ภินฺนสฺสาปิ อเนกธา;
  • อฏฺฐ.แปล: สีลนะ เป็นลักษณะของศีลนั้น แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่าง;
  • อฏฺฐ.: สนิทสฺสนตฺตํ รูปสฺส, ยถา ภินฺนสฺส เนกธาฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เหมือนความเป็นสภาพที่เห็นได้แห่งรูป แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่าง
  • อฏฺฐ.: ยถา หิ นีลปีตาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ รูปายตนสฺส สนิทสฺสนตฺตํ ลกฺขณํ นีลาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สนิทสฺสนภาวานติกฺกมนโต, ตถา สีลสฺส เจตนาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ยเทตํ กายกมฺมาทีนํ สมาธานวเสน กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปติฏฺฐานวเสน วุตฺตํ สีลนํ, ตเทว ลกฺขณํ เจตนาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สมาธานปติฏฺฐานภาวานติกฺกมนโตฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า เหมือนอย่างที่รูปายตนะ แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งสีเขียว สีเหลืองเป็นต้น ความเป็นสภาพที่เห็นได้เป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นสภาพที่เห็นได้ แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ฉันใด ศีลแม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น สีลนะอันกล่าวไว้โดยความเป็นที่ตั้งมั่นแห่งกายกรรมเป็นต้น และโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นแหละเป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นที่ตั้งมั่นและความเป็นที่ตั้ง แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น ฉันนั้น
  • อฏฺฐ.: เอวํลกฺขณสฺส ปนสฺส –
  • อฏฺฐ.แปล: ส่วนศีลที่มีลักษณะอย่างนี้ –
  • อฏฺฐ.: ‘‘ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนตา, อนวชฺชคุโณ ตถา;
  • อฏฺฐ.แปล: ‘‘ความเป็นผู้ทำลายทุศีล ความเป็นคุณอันไม่มีโทษ เช่นเดียวกัน;
  • อฏฺฐ.: กิจฺจสมฺปตฺติ อตฺเถน, รโส นาม ปวุจฺจติ’’ฯ
  • อฏฺฐ.แปล: โดยความหมายแห่งกิจและสมบัติ เรียกว่า รส ’’
  • อฏฺฐ.: ตสฺมา อิทํ สีลํ นาม กิจฺจฏฺเฐน รเสน ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนรสํ, สมฺปตฺติอตฺเถน รเสน อนวชฺชรสนฺติ เวทิตพฺพํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ศีลนี้พึงทราบว่า มีรสคือการทำลายทุศีล โดยความหมายแห่งกิจ มีรสคือความไม่มีโทษ โดยความหมายแห่งสมบัติ
  • อฏฺฐ.: โสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ , ตยิทํ ตสฺส วิญฺญุหิ;
  • อฏฺฐ.แปล: โสเจยยะ เป็นปัจจุบันฐาน ศีลนั้นอันวิญญูชนทั้งหลาย;
  • อฏฺฐ.: โอตฺตปฺปญฺจ หิรี เจว, ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํฯ –
  • อฏฺฐ.แปล: โอตตัปปะ และ หิรี ด้วย ย่อมพรรณนาว่าเป็น ปทัฏฐาน
  • อฏฺฐ.: ตยิทํ สีลํ ‘‘กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺย’’นฺติ (อิติวุ. ๖๖) เอวํ วุตฺตโสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, สุจิภาเวน ปจฺจุปฏฺฐาติ คหณภาวํ คจฺฉติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ศีลนั้นมี โสเจยยะ อันกล่าวไว้ว่า ‘‘กายโสเจยยะ วจีโสเจยยะ มโนโสเจยยะ’’ (อิติวุตตกะ ๖๖) เป็นปัจจุบันฐาน ย่อมปรากฏโดยความเป็นความสะอาด ย่อมถึงซึ่งความเป็นที่ถือเอา
  • อฏฺฐ.: หิโรตฺตปฺปญฺจ ปน ตสฺส วิญฺญูหิ ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํ, อาสนฺนการณนฺติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ส่วน หิโรตตัปปะ อันวิญญูชนทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น ความหมายว่าเป็นเหตุอันใกล้
  • อฏฺฐ.: หิโรตฺตปฺเป หิ สติ สีลํ อุปฺปชฺชติ เจว ติฏฺฐติ จ, อสติ เนว อุปฺปชฺชติ น ติฏฺฐตีติ เอวํวิเธน สีเลน สหคตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สีลมเย ญาณํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะเมื่อหิโรตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมตั้งอยู่ด้วย เมื่อไม่มี ย่อมไม่เกิดขึ้น และย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนั้น ญาณที่ไปด้วยกันกับศีลอันมีประการอย่างนี้ ที่ประกอบกับศีลนั้น ชื่อว่า สีลมยญาณ
  • อฏฺฐ.: อถ วา สีลเมว ปกตํ สีลมยํ, ตสฺมิํ สีลมเย ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: อีกอย่างหนึ่ง ศีลนั่นเองอันสำเร็จแล้ว ชื่อว่าสีลมัย ญาณที่ประกอบกับสีลมัยนั้น
  • อฏฺฐ.: อสํวเร อาทีนวปจฺจเวกฺขณา จ, สํวเร อานิสํสปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรปาริสุทฺธิปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรสํกิเลสโวทานปจฺจเวกฺขณา จ สีลมยญาเณเนว สงฺคหิตาฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และการพิจารณาโทษในความไม่สำรวมด้วย และการพิจารณาอานิสงส์ในความสำรวมด้วย และการพิจารณาความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมด้วย และการพิจารณาความเศร้าหมองและความหมดจดแห่งความสำรวมด้วย ย่อมสงเคราะห์เข้าในสีลมยญาณนั่นเอง