th:45:1

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

การแก้ไขก่อนหน้าทั้งสองฝั่ง การแก้ไขก่อนหน้า
การแก้ไขถัดไป
การแก้ไขก่อนหน้า
th:45:1 [2026/08/10 03:47] dhammath:45:1 [2026/08/11 05:15] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 1: บรรทัด 1:
-== มหาวคฺโค == +== เล่มที่ ๔๕: ปฏิสมฺภิทามคฺค, ปาฬิ == 
-=== มาติกา === +=== ๑. มหาวคฺโค === 
-* '''ปิฏก.:''' ''โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ'' +==== มาติกา ====
-* '''ปิฏก.แปล:''' ปัญญาในที่ตั้งแห่งการฟัง (โสตาวธานะ) คือญาณอันเกิดจากสิ่งที่ได้ฟังมา+
  
-== ญาณกถา == +* ปิฏก.: [๑] โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ 
-=== มาติกาวณฺณนา === +* ปิฏก.แปล: [๑] ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ (สิ่งที่ได้ยิน) 
-'''อฏฺฐ.:''' ''ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ'' + 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' ในรรดาข้อความเหล่านั้น ในส่วนของการยกข้นแสดงก่อนว่า "ปัญญาในที่ตั้งแห่งการัง ือญาอันเิดจากสิ่งที่ด้ังมาในคำว่า "โสตนี้ เป็นคำที่มีความหมายแตกต่างกัหลายนัย +== เล่มที่ ๑๐๔: ปฏิสมฺภิทามคฺค, อฏฺฐกถา == 
-'''อฏฺฐ.:''' ''ตถา เหส – สวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; าราํ อิยมคฺเค, ิตฺตนฺตติยมฺปิ จฯ'' +=== ๑. ญาณกถา === 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' เป็นเช่นนั้น คือ ปรากฏอยู่ในความหมายถง หูที่เป็นเนื้อญญาณญาณในัณหาและธรรมอื่น ๆ, ในสายน้นอริยมรรค และแม้ในสันตติ (ความสืเนื่อง) องจิต +==== มาติกาวณฺณนา ==== 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริ’’นฺติอทีสุ (วิ. ๑๕) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ'' + 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' เพราะว่าำว่า "โสตในข้อความเป็นต้นว่า "โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์" (ในวิภงคปรณ์ ๑๕๗) นั้น ปรากฏนความหมายถึง หูที่เปนเนื้อ +* อฏฺฐ.: [๑] ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. .๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ'' +* อฏฺฐ.แปล: [๑] ในอุทเทสนั้นก่อนอื่น ในคำว่า ‘‘โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า โสตะ มีความหมายหลายอย่างต่างกัน 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อความเป็นต้นว่า "ฟังเสียงด้วยโสต" (ในมัชิมนิกาย .๒๙๕) หมายถึง โสตวิญญา + 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘ทิฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๖) ญาณสเตฯ'' +* อฏฺฐ.: ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธาายํ อิยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' ใน้อควาเป็นต้น่า "ด้วยโสตธาตุอนทิพ์" (ในทีฆนิกาย .๓๕) หมายถึง ญณโสต (โตคาณ) +* อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า – ย่อมปรากฏในมังสะ (หูเนื้อ), ในวิญญาณ, ในญาณ, และในตัณหาเป็นต้น; ในธารา (กระแสน้ำ), ในอริยมรรค, และในจิตตสันตติ้วย 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺิตานิ ปิตฺติตนิ อาจิฺขิตานิ เทสิตาิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐิตานิ วิวริตานิ วิตฺตานิ ุตฺตานกตานิ ปกาสิตนิฯ เสยยถิทํ – ตณฺหาต ทิฏฺฐิต กิเสโต ทุจฺจริตสโต อวิชฺชาสโต’’ติอาทีสุ (จูนิ. อิตมาณวปุจฺานิฺเทส ๔) ตณฺาทีสุ ปฺจุ ธมฺเมสุ'' + 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อคามเปนตนว่า "ู (กระแสใด ๆ ในลก คือหู (กระแส) เล่านี้ที่้าพเจ้าได้ยกขึ้นกล่าว ได้ประกาศไว้ ได้บอกว้ ด้แสดงไว้ ได้กำหไว้ ได้ั้งไว้ ได้เปิเผยไว้ ได้จำแนว้ ได้ทำให้งไว้ ได้ประกาให้ราบ เ่นนี้ คือ ตัหาโสตะ (กระแสแห่งณหา), ทิฏฐิสตะ (กรแสแห่งทิฏฐิ), กิเลสโสตะ (กะแสแหงกิเลส), ทฺุจริตโสตะ (กระแสแห่งทุจริต), อวิชฺชาโสตะ (ะแสห่งอวิชช)" (ในนิกาย อิตวปุจฉานิทเทส ๔) หมายถึง รรม ๕ ประการ มีตัหาเป็นต้น +* อฏฺฐ.: ‘‘โสตยตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘อทฺทา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย ทิยา สเตน วุยฺหมาน’’นฺติาทีสุ (สํนิ. ๔.๒๔๑) อุทธารายํฯ'' +* อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า ในคำว่า ‘‘โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) คำว่า โสตะ นี้ ย่อมปรากฏในมังสโสตะ (หูเนื้อ) 
-'''อฏฺฐ.แปล:''ในข้อความเป็นต้นว่า "พระผู้มีพรภาครงเหนกองม้ใหญ่ถูกพัดพาไปตามโสต (กระแส) แห่งแม่น้ำคงคา" (ในสงยุตตนิย ๔.๒๔๑) หมึง สายน้ำ + 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘อริยสฺเสตํอาวุส, อฏฺฐงฺคิสฺส มคฺคสฺส อธิว, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคเคฯ'' +* อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' นข้อความเป็นต้นว่า "อาวุส คำว่า ต นี้ เปนชื่อของอริมรรคอันมองค์ ๘" หมายถึง อริยมรร +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ 
-'''อฏฺฐ.:''' ''‘‘ปุริสสฺส จ วิฺญาณโสตํ ชานาติ อุภยโต อพฺโจฺฉิฺนํ อิธ ลเก ปติฏฺฐิตฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตนฺตติยํ ฯ'' + 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อความเปนต้นว่า "ย่อมรู้ึ่งวิญญาณโสตของบุรุษ อันถกตัดขาดจากทั้งสองด้าน คออันต้งอยนโลกนี้ และอันตังอยู่ในโลกหน้า(ในทีนิกาย .๑๔๙) หมายถง จิตตสันติ (ความสืบเนื่ององจิต) +* อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ 
-'''อฏฺฐ.:''' ''อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ'' +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ด้วยทิพยโสตธาตุ’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในญาณโสตะ 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' แต่ในที่นี้ (ในคำว่า โสตาวธาเนงเหนว่าหมายถง หที่เ็นเนื้อ + 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''เตน โสเตน เหตุภูเตนกรณภูตน วา อวธยติ อวตฺถาปียติ อปยตีติ โสตาวานํฯ'' +* อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' เพราถูกกหนด ถูกทำให้มันคง หรือูกทำให้รากฏ ด้วยโสต (หูอันเป็นเหตุหรือเปนเคื่องมือนี้ จึงเรียกว่า โสตาวธานะ (ที่ตั้งแห่งการัง) +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสตะทังหลายใดในโลก คืโสตะทั้งหลายเหล่านี้ อันเราได้กล่าวไว้ ประกาศไว้ บอกไว้ แสดงไว้ ปัญญัติไว้ ตั้งไว้ เปิดเผยไว้ จำแนกไว้ ทำให้ปรากฏชัด ประกาศไว้ กล่าวือ ตัณหาโสตะ ทิฏฐิโสตะ กิเลสโสตะ ทุจริตโสตะ อิชชโสตะ’’ เป็นต้น (จุฬนิทเทส อชิตาณวปุจฉานิททส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการอันมีตัณาเป็นต้น 
-'''อฏฺฐ.:''' ''กิํ ตํ? สุต'' + 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สิ่งที่ด้ังมา (สุตะ) +* อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตร สุตสนฺนิจย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวาริตํ มฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ'' +* อฏฺฐ.แป: ในคำว่า ‘‘พระผู้มีพระภาคทรงเห็ท่อนไม้ใหญ่ถูกพดไปดวยกระแสแห่งแม่้ำคงคา’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในกระแน้ำ 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' และสิ่งที่ชื่อว่า สุตะ นั้น หมายึง รรมชาติต่าง ๆ ที่ถูกกหนดรู้ได้โดยอาัยทางระตูหู ดังเช่นในข้อความเป็นต้นว่า "เป็นู้ได้ังมามาก เปนผู้ทว้ซึ่งสิ่งที่ด้ังมา เป็นู้รวบรวมสิ่งที่ได้ังมา" (ในมัฌินิกาย .๓๓) สิ่นั้นแลที่น่เรี่า โสตาวานะ + 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''ตสฺิํ โสตาวธานสงฺขาต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวาเน ปฺญาฯ'' +* อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ 
-'''อฏฺฐ.แปล:''ปัญญาที่ดำเนินนสิงที่ด้ังมาซึ่งเรยกว่าสตาวานะนั้น ชื่อว่า ญญาในที่ั้งแห่งการัง (โสตาวาเน ปญฺญา) +* อฏฺฐ.แปล: ในคำวา ‘‘คำ่า โสตะ ี้ เป็นชื่อของอริยมรรคอันประอบด้วยองค์ ๘ ท่นผู้มีอายุ’’ เป็นต้น ย่อมปากฏในอริมรรค 
-* '''อฏฺฐ.:''' ''ปญญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺสฺส ปาฏกรสงขาตน ปาปนฏฺฐน ปเตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ'' + 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' ละคา ปัญญา หายึง ญญดยชื่อว่าปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องทำให้ประโยชนนั้น ๆ ปรากฏ หรือมายถง การท่ย่อมรูธรรมยอาการอย่างนี้อย่านั้น เชน ความไม่เที่ง เป็นต้น ก็ช่อว่า ปัญญา เช่นกัน+* อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘และรู้วิญญาณโสตะองบุรุษ อันไม่ขาดตอนทังสองฝ่าย คือตั้งอยู่ใโลกนี้ละตั้งอยู่ในปรโลก’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตันตติ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้พึงทราบว่า คำว่า โสตะ นี้ หมายถึงมังสโสตะ (หูเนื้อ) 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: การที่ถูกกำหนไว้ ถูกตั้ไว้ ถูนำไปสู่ ด้วยโสตะนั้นเป็นเหตุ หรืออันเป็นเครื่อง ชื่อว่า โสตาวธาน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แล: สิ่งน้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ได้ยิน) 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สุตฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และสุตะนั้น ได้แก่ธรรมชาตอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ตามลำดับแห่งโสตทวาร เหมือนในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นในที่นี้ถูกเรียกว่า โสาวธาน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล:ญญาที่เกิดขึนในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่า ปัญญาในโสตาวธาน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ปัญญา ได้แก่ ปัญญาในความหมายแห่งการทำให้แจ้งชดอันเรียกว่าการทำให้ปรากฏแห่อรรถนั้นๆ หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมด้วยอาการอันมีอนิจจังป็นต้นนั้นๆ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ – 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า สุตะ มีทั้งที่มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ังนี้ – 
 + 
 +* อฏฺฐ.: คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปิเตปิ จ; สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมปรากฏในความหมายแห่งการไป, ในความมีชื่อเสียง, ในความเปียก, ในความประกอบแน่วแน่, ในความสะสมด้วย; และในเสียง, และในสิ่งที่ถูกรู้ตามลำับแห่งโสตทวาร 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนัน ในคำว่า ‘‘ปสุโตด้วยเสนะ’’ เป็นต้น จึงมีความหมายว่า กำลังไป 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘สุตธฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ของผู้เห็นธรรม’’ เป็ต้น (อุทาน ๑๑; มหาวรรค ๕) มความหมายว่า ของผูมีธรรมอันมีชื่อเสียง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวัสสุตา ของบุรุษบุคคลผู้อวัสสุตะ’’ เป็นต้น (ปาจิตตีย์ ๖๕๗) มีความหมายว่า เปียก ของผู้ที่เปียก 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล:นคำว่า ‘‘ผู้ที่ประกอบแน่วแน่ในฌานทั้งหลาย ผู้มีปัญญา’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีความหมายว่า ผู้ประกอบน่วแน่ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘ุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺป’’นฺิอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘บุญอันท่านทั้หลายสะสมไว้ไม่น้อย’’ เป็นต้น (ขุททปาฐะ ๗.๑๒; เปตวตถุ ๒๕) มีความมายว่า สะสมไว้ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แป: ในคำว่า ‘‘สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้น สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกรู้’’ เป็นต้น (มชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีความหมายว่า เสียง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ป็นผู้พูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีความหมายว่า ผู้ทรงสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกรู้และถูกพิจาราตามลำดับแห่งโสตทวาร 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สุตมเย าณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติสุมยํ ญาติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ ยถึง ปัญญาใดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและเกิดขึ้นต่อๆ ไป โดยอาศัยสุตะนั้นอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ ซึ่งเป็นสัธรรม แล้วทำให้เป็นอารมณ์ ปัญญานั้นถูกเรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ มีความหมายว่า ญาณอันเกดจากุตะ 
 + 
 +* อฏฐ.: ุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกร นตฺถิ ปรกเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจน, เวมธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเ’’ นี้ เป็นปจุจัตตวจนะ เหือนในำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘), ‘‘วนปฺปุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖)‘‘นตฺถิ ตฺตกาเร ถิ ปรกาเร นฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็น้น (ทีฆนกาย ๑.๑๖๘) ซึ่งเป็นปจุจัตตวจนะ ในที่นี้ก็พึงทราบเช่นเดียวกัน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตยํ ญาณนติ อตฺโถ’’ติฯ 
 +* อฏฺฐ.แล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ว่า ‘‘มีความหมายว่า ญาณอันเกากสุตะ’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองธรรมอันมีผัสสะเป็นต้นอันถูกทำให้กิดขึ้นด้วยสุตะ อว่า สุตมยะ ญาณที่เกิดขึ้ในกองธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า ญาณในสุตมยะ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า ญาณ เพราะรู้ธรรมด้วยอำนาจแห่งลักษณะอันเป็นสภาวะและสามัญ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นเอง ถูกกล่าวไว้โดยไม่กำหนดด้วยำว่า ‘‘ปัญญา’’ เพแสดงอธิบายด้วยคำพูดที่เป็นปริยย แล้วภายหลังจึงำหนดลงว่า ‘‘ญาณ’’ อันเป็นสิ่งที่ประสงค์ไว้ 
 + 
 +* อฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, กฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิ, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้นมีลักษณะคือการแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะคือการแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนการยิงลกศรของนักยิงผู้ชำนาญทีไม่พลาด มีรสคือการทำห้วิสัยสว่าง เหมือนประทีป มีปัจจุปัฏฐาคือความไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทงในป่า 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: มีบทฐานคือสมาธิ เพราะคำว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ผ้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ตามเป็นจริง’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑) 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: พึงทราบวา ในลักษณะเป็นต้นนั้น สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่า ลักษณะ กิจหรือความสำร็จ ชื่อว่า รส อาการที่ปรากฏขึ้หรอผล ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน 
 + 
 +== [๒] สุตฺวาน สํวเร ปฺญา สีลมเย ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟงแล้ว เป็นญาอันเกิดจากศีล'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญาติ –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา''' นั้น ยความว่า –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปาติโมกฺโข สตี เจว, ญาณํ ขนฺติ ตเถว จ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ปาติโมกข์''' และ '''สติ''' ด้วย '''ญาณ''' และ '''ขันติ''' เช่นเดียวกันด้วย;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''วีริยํ ปญฺจิเม ธมฺมา, สํวราติ ปกาสิตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''วิริยะ''' ธรรมทั้ง ๕ เหลี้ ทรงแสดงว่าเป็น '''สังวร''' (ความสำรวม)'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมฺปนฺโน สมนฺนาคโต’’ติ (วิภ. ๕๑๑) อาคโต ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาในพระบาลีว่า ‘‘ด้วยปาติโมกขังวรนี้ ย่อมเป็นผู้ประกอบแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว เป็นผู้เข้ถึงแล้ว เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมด้ว’’ (วิภังค์ ๕๑๑) คือ '''ปาติโมกขสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหีฯ ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ, รกฺขติ จกฺขฺุทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ าปชฺชตี’’ติอาทินา (ที. นิ. ๑.๒๑๓; ม. นิ. ๑.๒๙๕; สํ. นิ. ๔.๒๓๙; อ. นิ. ๓.๑๖) นเยน อาคโต สติสํวโฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘เมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งนมิต ่อไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ เหตุใดที่อินทีย์คือจักษุอันไม่สำวมพึงอยู่ ธรรมทั้งหลายอันลามก เป็นอกุศล ืออภิชฌาและโทมนัส พึงไหลตามเข้าไป ย่อมปฏิบัติเพื่อความสำรวมห่งอินทรีย์นั้น ย่อรักษาจักษุนทรีย์ ย่อมเขาถึงความสำรวมในจักษุนทรีย์’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๒๑๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕; สังยุตติกาย ๔.๒๓๙; อังคุตตรนกาย ๓.๑๖) นี้คือ '''สติสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมิํ (อชิตาติ ภควา),''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่าว่า ‘‘โตะใดๆ ในโลก (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ช่อว่าอชิตะ)'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สติ ตสํ ิวารณํ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''สติ''' เป็นเครื่องป้องกันแห่งโสตะเหล่านั้น;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ, ปญฺญาเยเต ปิธียเร’’ติ ฯ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉา ๖๐; สุ. นิ. ๑๐๔๑–''' 
 +ฏฺฐ.แปล: ''เรากล่าวความสำรวมแห่โสตะทั้งหลาย โสตะเหล่านี้ย่อมถูกปิดด้วยปัญญา’’ ดังนี้ ฯ (ุฬนิเทศ อชิตมาณวปุจฉา ๖๐; สุตตนิบาต ๑๐๔๑) –'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''อาคโต ญาณสํวโรฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''นี้คือ '''ญาณสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘กตเม จ, ภิกฺขเว, อาสวา ปฏิเสวนา ปหาตพฺพา? อิธ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเสวี’’ติอทินา (ม. นิ. ๑.๒๓; อ. นิ. ๖.๕๘) นเน อาคโต ปจฺจยปฏิเสวาสวโร, โสปิ ญาณสํวเรเนว สงฺคหิโฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่าไหนเล่าที่พึงละด้วยการเสพ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในรรมวินัยนี้ ย่อมเสพจีวรโดยแยบคยด้วยการพิจารณา’’ เป็น้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๓; อังคตตรนิกาย ๖.๕๘) นี้คือ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในญาณสังวรนั่นเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ขม โหติ สฺส อุณฺหสฺส ชฆจฺฉาย ปิปาสาย ฑํสมกสวาตาตปสริสปสมฺผสฺสาํ ทุรุตตานํ ุราคตานํ วจนปถานํ อุปปนฺนานํ สารีริกานํ เวทนานํ ทุกฺขานํ ติพฺพานํ ขรานํ กฏุกานํ อสาตานํ อมนาปานํ ปาณหรานํ อธิวาสกชาติโก โหตี’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๔; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) อาคโต ขนฺติสํวโรฯ''' 
 +ฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อน ความหิว ความกระหาย การถูกเหลือบยุงลมแดดและัตว์เลื้อยคลานสัมผัส คำพูดที่พูดชั่ว คำพูดที่มาถึงโดยไม่ดี เวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นทกข์ แรงกล้า เผ็ดร้อน ขมขื่น ไม่น่าพอใจ ไม่น่ารัก ทำลายชีวิต ย่อมเป็นผู้มีปกติอดทน’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.นี้คือ '''ขันติสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๖; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเน อาคโต วีริยสรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ย่อมไม่อดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้ิ้นสุด ย่อมทำให้ถึงความไม่มี’’ เป็น้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๖; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ '''วิริยังวร''' ี่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''‘‘อิธ อริยสาวก ิจฺฉาอาชีวํ ปหาย มฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๘) อาคต อาชีวปาริุทฺธิสํวโร, โสปิ วีริยสํวรเนว สงฺคหิโฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังี่มาว่า ‘‘อราวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว ย่อมเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๘) นี้คือ '''อาชีวปาริสุทธิสังวร''' ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในวิริยสังวรนั่นเอง'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''เตสุ ตฺตสุ สํวเรสุ ปาติโมกฺขสํวรอินฺทฺริยสํวรอาชีวปาริสุทฺธิปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตา จตฺตาโร สํวรา อิธาธิปฺเปตา, เตสุ จ วิเสเสน ปาติโมกฺขสํวโร''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ในบรรดาสังวรทั้ง ๗ เหล่านั้น สังวร ๔ คือ '''ปาติโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิสังวร''' และ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่หมายถึงในที่นี้ และในบรรดาสังวรเหล่านั้น โดยพิเศษคือ '''ปาติโมกขสังวร''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สพฺโพปิ จายํ สํวโร ยถาสกํ สํวริตพฺพานํ กายทุจฺจริตาทีนํ สํวรณโต สํวโรติ วุจฺจติฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''และสังวรทั้งหมดนี้ ย่อมเรียกว่า '''สังวร''' เพราะการสำรมซึงกยทุจริตเป็นต้นอันพึงสมตามสมควรแกตน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สุตมยญเณ วุตฺตํ ธมฺมํ สุตฺวา สํวรนฺตสฺส สํวรํ กรนฺตสฺส ตสฺมิํ สํวเร ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ‘‘สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา’’ติ วุตฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ปัญญาที่ประกอบกับสังวรนั้น อันเป็นไปนสังวรนั้น ของผูที่ฟังธรรมันกล่าวไว้ในสุตมยญาณแล้ว ย่อมสำรวม ย่อมทำซึ่งความสำรวม ปัญญานั้น เรียกว่า ‘‘ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อถ วา เหตุอตฺเถ สุตฺวาติ วจนสฺส สมฺภวโต สุตเหตุนา สํวเร ปญฺญาติปิ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง เพราะคำว่า '''สุตฺวา''' มีความหมายในฐานะเป็นเหุได้ ดังั้น ความหมายว่า ปัญญาในความำรวมเพราะเหุแห่งกรฟัง ก็มีได้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สีลมเย ญาณนฺิ เอตฺถ สีลฺติ สีลนฏฺเฐน สีลํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สีลมเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สีล''' คือศีลในความหมายว่าเป็นสภาพที่ตั้งมั่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สีลนํ นาม? สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน อวิปฺปกิณฺณตาติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ไรชื่อว่า '''สีลนะ''' (การตั้งมั่น) นี้? คือการตั้งไว้ด้วยดี หรือ ความไม่กระจัดกระจายแห่งกายกรรมเป็นต้น ดยความเป็นุศีล นั่นคือความหมาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อุปธารณํ วา, กุสลานํ ธมฺมานํ ปิฏฺฐาวเสน อาธารภาโวิ อตฺถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''หรือคือการรองรับ คือความเป็นที่อาศัยโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นคือความหมาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอตเทว หิ เอตฺถ อตฺถทฺวยํ ทฺทลกฺขณวิทู อนุชานนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความหมายทั้งสองอย่างนี้แหละ ในที่นี้ ท่านผูู้้ลักษณะแห่งศัพท์ย่อมอนุญาต'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อญฺเญ ปน ‘‘อธิเสวนฏฺเฐน อาจารฏฺเฐน ตสฺสลฏฺเฐน สิรฏฺเฐน สีตลฏฺเฐน สิวฏฺเฐน สีล’’นฺติ วณฺณนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนท่านอื่นพรรณนาว่า ‘‘ศีลในามหมายว่าเป็นความเคยชน ในความหมายว่าเป็นอาจาระ ในความหมายว่าเป็นสาพขอตน ในวามหมายว่าเ็นศีษะ ในความหมายว่าเป็นความเย็น ในความหมายว่าเป็นสิวะ’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สีลนํ ลกฺขํ ตสฺส, ภินฺนสฺสาปิ อเนกธา;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''สีลนะ''' เป็นลักษณะของศีลนั้น แม้จะแตกแยกเ็นหลายอย่าง;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สนิทสฺสนตฺตํ ูปสฺส, ยถา ภินฺนสฺส เนธาฯ''' 
 +* อฺฐ.แปล: ''เหมือนความเป็นสภาพที่เ็นได้แห่งรูป แ้จะแตกแยกเป็นหลายอย่า'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยถา ิ นีลปีตาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ รปายตนสฺส สนิสฺสนตฺตํ ลกฺขณํ นลาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สนิทสฺสนภาวานติกฺกมนโต, ตถา สีลสฺส เจตนาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ยเทตํ กายกมฺมาทีนํ สมาธานวเสน กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปติฏฺฐานวเสน วุตฺตํ สีลนํ, ตเทว ลกฺขณํ เจตนาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สมาธานปติฏฺฐานภาวานติกฺกมนโตฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะวา หมือนอย่างที่รูายตะ แม้จะแตกแยกป็หลายอย่างโดยเภทแห่งสีเขียว สีเหลองเป็นตน ความเป็นสภาพที่เห็นได้เป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นสภาพที่เห็นได้ แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ฉันใด ศีลแม้จะแตกแยกเป็นหลายย่างโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น สีลนะอันกล่าวไว้โดยความเป็นที่ตั้งมั่นแห่งกายกรรมเป็นต้น และโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นแหละเป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นที่ตั้งมั่นและความเป็นที่ตั้ง แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น ฉันนั้น'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''เอวํลกฺขณสฺส ปนสฺส –''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนศีลที่มีลักษณะอย่างนี้ –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนตา, อนวชฺชคุณ ตถา;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ความเป็นผู้ทำลายทุศีล ความเป็นคุณอันไม่มีโทษ เช่นเดียวกัน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กิจฺจมฺปตฺติ อตฺถน, รโส นาม ปวุจฺจิ’’ฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''โดยความหมายแห่งกิจและสมบัติ เรียกว่า '''รส''' ’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา อิทํ สีลํ าม กิจฺจฏฺเฐน รเน ุสสีลฺยวิฺธํสนรสํ, สมฺปตฺติอตฺเถน รเสน อนวชฺชรสนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น ศีลนี้พึงทราบว่า มีรสคือการทำลายทศีล โดยความหมายแห่งกิจ มีรสคือความไม่มีโทษ โดยความหมายแห่งสมบัิ'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''โสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ , ตยิทํ ตสฺส ิญฺญุหิ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''โสเจยยะ''' เป็นปัจจุบันฐน ศีลนั้นอันวิญญูชนทั้งหลาย;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โอตฺตปฺปญฺจ หิรี เจว, ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํฯ –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''โอตตัปปะ''' และ '''หิรี''' ด้วย ย่อมพรรณนาว่าเป็น '''ปทัฏฐาน''' –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตยิทํ สีลํ ‘‘กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺย’’นฺติ (ิติวุ. ๖๖) เอวํ วุตฺตโสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐนํ, สุจิภาเวน ปจฺจุปฏฺฐาติ คหณภาวํ คจฺฉติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ศีลนั้นมี '''โสเจยยะ''' อันกล่าวไว้ว่า ‘‘กายโสเจยยะ วจีโสเจยยะ มโนโสเจยยะ’’ (อิติวุตตกะ ๖๖) เป็นปัจจุบันฐาน ย่อมปรากฏโดยความเป็นความสะอาด ย่อมถึงซึ่งความเป็นที่ถือเอา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''หิโรตฺตปฺปญฺจ ปน ตฺส วิญฺญูหิ ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํ, อาสนฺนการณนฺติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วน '''หิโรตตัปปะ''' อันวิญญูชนทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น ความหมายว่าเป็นเหตอันใกล้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''หิโรตฺตปฺเป หิ สติ สีลํ อุปฺปชฺชติ เจว ติฏฺฐติ จ, อสติ เนว อุปฺปชฺชติ น ติฏฺฐตีติ เอวํวิเธน สีเลน สหคตํ ตํสฺปยุตฺตํ ญาณํ สีลมเย ญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะเมื่อหิโรตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้ด้วย และย่อมตั้งอยู่ด้วย เมื่อไม่มี ย่อมไม่เกดขึ้น และย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนั้น ญาณที่ไปด้วยกันกับศีลอันมีประการอย่างนี้ ที่ประกอบกับศีลนั้น ชื่อว่า '''สีลมยญาณ''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อถ วา สีลเมว ปกตํ สีลมยํ, ตสฺมิํ สีลมเย ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ศีลนั่นเองอันสำเร็จแล้ว ชื่อว่าสีลมัย ญาณที่ประกอบกับสีลมัยนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อสํวเร อาทีนวปจฺจเวกฺขณา จ, สํวเร อานิสํสปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรปาริสุทฺธิปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรสํกิเลสวทานปจฺจเวกฺขณา จ ีลมยญาเณเนว สงฺคหิาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และการพิจารณาโทษในคามไม่สำรวมด้วย และการพจารณาอานิสงส์ในความสำรวมด้วย และการพิจารณาความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมด้วย และการพิจารณาความเศร้าหมองและความหมดจดแห่งความสำรวมด้วย ย่อมสงเคราะห์เข้าในสีลมยญาณนั่นเอง'' 
 + 
 +== [๓] สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามย ญาํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํ''' 
 +ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความตั้งมั่นอันได้สำรวมแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิ'
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญาติ สีลมยญาเณ วุตฺตสีลสํวเรน สํวริตฺวา สํวรํ กตฺวา สีเล ปติฏฺฐาย สมาทหนฺตสฺส อุปจารปฺปนาวเสน จิตฺเตกคฺคตํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สมาทหเน ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญาฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า ปัญญาที่ประกอบกับความตั้งมั่นนั้น อันเป็นไปนความตั้งมั่นนั้น ของผูที่สำรวมแล้วด้วยศีลสังวรันกล่าวไว้ในสีลมยญาณ ทำซึ่งความสำรวมแล้ว ตั้งมั่นในศีลแล้ว ย่อมตั้งมั่น ย่อมทำความเป็นจิที่มีอารมณ์เดียวโดยอุปจารและอัปปนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมํ สมฺมา จ อาทหนํ ฐปนนฺติ จ สมาทหนํ, สมาธิสฺเสเวตํ ปริยายวจนํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''การตังไว้โดยเสมอและโดยชอบ และการวางไว้ ชื่อว่า '''สมาทหะ''' คำนี้เป็นคำไพจน์ของสมาธินันเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมธิภาวนามเย ญาณนฺติ เอตฺถ กุสลจิตฺเตกคฺคตา สมาธิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สมาธิภาวนามเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สมาธิ''' คือความเป็นจิตที่มีอารมณ์เดียวอนเป็นกุศล'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เกนฏฺเฐน สมาธิ? สมาธานฏฺเฐน สมาธิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''สมาธิในความหมายอะไร? สมาธิในความหมายว่าเป็นสภาพที่ตั้มั่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สมาธานํ นาม? อการมฺมเณ จิตฺตเจติกานํ สมํ สมฺมา จ อาธานํ, ฐปนนฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สมาธานะ'''้? คือการตั้งไว้โดเสมอและโดยชอบ และการวาไว้แห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์อันเียว ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา สฺส ธมฺมสฺสานุภาเวน เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกา สมํ สมฺมา จ อวิกฺขิปมานา อวิปฺปกิณฺณา จ หุตฺวา ติฏฺฐนฺติ, อิทํ สมาธานนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า สมาธานะนี้ คือธรรมใดที่มีอำนาจให้จิตและเจตสิกทั้งหลายตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวดยเมอและโดยชอบ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านและไม่กระจัดกระจาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สฺส โข ปน สมาธิสฺส –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนสมาธินั้น –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ลกฺขณํ ตุ อวิกฺเขโป, วิกฺเขปวิทฺธํสนํ รโส;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ลักษณะ''' คือความไม่ฟุ้งซ่าน '''รส''' คือการทำลายความฟุ้งซ่าน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อกมฺปนมุปฏฺฐานํ, ปทฏฺฐานํ สุขํ ปนฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ปัจจุบันฐาน''' คือความไม่หวั่นไหว ส่วน '''ปทัฏฐาน''' คือสุข'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภาวียติ วฑฺฒียตีติ ภาวนา, สมาธิ เอว ภาวนา สมาธิภาวนา, สมาธิสฺส วา ภาวนา วฑฺฒนา สมาธิภาวนาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''สิ่งที่ถูกเจริญ ถูกทำห้เจริญ ชื่อว่า '''ภาวา'''าธิน่นเองเป็นภาวนา ื่อว่า '''สมาธภาวนา''' หรือการเจริญ การทำให้เจริญแห่งสาธิ ชื่อว่า '''สมาธิภาวา''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนาวจเนน อญฺญํ ภาวนํ ปฏิกฺขิปติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ด้วยคำว่าสมาธิภาวนา ย่อมปฏิเสธภาวนาอื่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปุพฺเพ วิย อุปจารปฺปนาวเสน สมาธิภาวนามเย ญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิโดยอุปจารและอัปปนา เหมือนอย่งที่กล่าวไว้ก่อน'' 
 + 
 +== [๔] ปจฺจปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาติ เอตฺถ ปฏิจฺจ ผลเมตีติ ปจฺจโยฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา''' ในที่นี้ '''ปัจจัย''' คือสิ่งที่อาศัยแล้วผลย่อมมาถึง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปฏิจฺจาติ น วินา เตน, อปจฺจกฺขิตฺวาติ อตฺถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปฏิจฺจ''' หมายความว่า ไม่เว้นจากิ่งนั้น ไม่ละทิ้งสิ่งนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอีติ อุปฺปชฺชติ เจว ปวตฺตติ จาติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''เอติ''' หมายความว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อปิจ อุปการกตฺโถ ปจฺจยตฺโถ, ตสฺส ปจฺจยสฺส พหุวิธตฺตา ปจฺจยานํ ปริคฺคเห ววตฺถาปเน จ ปญา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ความหมายแห่งปัจจัยคือความหมายแห่งผู้เกื้อกูล เพราะความที่มีหลายอย่างแห่งปัจจัยนั้น ปัญญาในความกำหนดและการกำหนดแน่นอนแห่งปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่าปัญญาในความกำหนดปัจจัย'
 + 
 +อฏฺฐ.: '''ธมฺมฏฺฐิติญาณนฺติ เอตฺถ ธมฺมสทฺโท ตาว สภาวปญฺญาปุญฺญปญฺญตฺติอาปตฺติปริยตฺตินิสฺสตฺตตาวิการคุณปจฺจยปจฺจยุปฺปนฺนาทีสุ ทิสฺสติฯ''
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ธมฺมฏฺฐิติญาณํ''' ในที่นี้ ศัพท์ว่า '''ธมฺม''' ย่อมปรากฏในความหมายว่า สภาวะ ปัญญา บุญ บัญญัติ อาบัติ ปริยัติ ความไม่มีสัตว์ วิการ คุณ ปัจจัย และปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นต้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อยญฺหิ ‘‘กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา’’ติอาีสุ (ธ. ส. ตกมาติกา ๑) สภาเว ทิสสติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ะว่า ศัพท์นี้่อมปรากฏในความหมายว่าสภาวะ ในประยคว่า ‘‘กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมังคณี ิกมาติกา ๑)'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ยสฺเสเต จตุโร มฺม, สทฺธสฺส ฆรเมสิโน;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ผู้ใดมีธรรม ๔ เหล่านี้ ผู้มีศรัทธาผู้แสวงหาเรือน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สจฺจํ ธมฺโม ธิิ จาโค, ส เว เปจฺจ น โสจตี’’ติฯ (ส. นิ. ๑๙๐) –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''สัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ ผู้นั้นเมื่อละไปแล้ว่อมไม่เศร้โศก’’ ดังนี้ ฯ (สุตนบาต ๑๙๐) –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปญฺญายํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัญญา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ, อุโภ สมวิปากิโน;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ธรรมและอธรรมั้งสอง ไม่มวิบากเสมอกัน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อธมฺโม นิรยํ เนติ, ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคติ’’นฺติฯ (เถรคา. ๓๐๔) –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''อธรรม''' ย่อมนำไปสู่นรก '''ธรรม''' ย่อมให้ถึงสุคติ’’ ดังนี้ ฯ (เถรคาถา ๐๔) –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปุญฺเญฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าบุญ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ปญฺญตฺติธมฺมา นิรุตฺติธมฺมา อธิวจนธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ทุกมาติกา ๑๐-๑๐๘ฺญตฺติยํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘บัญญัติธรรม นิรุตติธรรม อธิวจนธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมสังคี ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ย่อมปรากฏในความหมายว่าบัญญัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ปาราชิกา ธมฺมา งฺฆาทิสสา ธมฺมา’’ิอาทีสุ (ปารา. ๒๓๓-๒๓๔) อาปตฺติยํ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ปาราชิกธรรม สังฆาทิเสสธรรม’’ เป็นต้น (ปาราชิก ๒๓๓-๒๓๔) ย่อมปรากฏในความหมายว่าอาบัติ'
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ชานาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณ’’นฺติอาทีสุ (อ. นิ. ๕.๗๓) ปริยตฺติยํฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่มรู้ธรรม ือสุตตะ เคยยะ เยยกรณะ’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๕.๗๓) ยอมปรกฏในคามหมาว่าปริยัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ตสฺมิํ ข ปน มเย ธมฺมา โหนฺิ (. ส. ๑๒๑)ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมนุปสฺสี วิหรี’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๗๓; ม. นิ. ๑.๑๑๕) นิสฺสตฺตตายํฯ''' 
 +ฏฺฐ.แปล: ''นประโยคว่า ‘‘ใสมัยนั้นแล ธรรมั้งหลาย่อมมี (ธัมมสังคณี ๑๒๑) ย่อมอยู่พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย .๓๗๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๑๑๕) ย่อมปรากฏในความหมายว่ความไม่มีว์'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ชาติธมฺมา ชราธมฺมา มรณธมฺมา’’ติอาทีสุ (อ. นิ. ๑๐.๑๐๗) วิกาเรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประยคว่า ‘‘ชาิธรรม ชราธรรม มรณธรรม’’ เป็นต้น (อังุตตรนิกาย ๑๐.๑๐๗) ย่มปรกฏในความหมายว่าวิการ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมาน’’นฺติอาทีสุ (มหานิ. ๕๐) คุเฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘แห่งพุทธธรรม ๖’’ เป็นต้น (มหานิเทศ ๕๐ย่อมปรากฏในความหมายว่าคุณ'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''‘‘เหตุมฺหิ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา’’ติอาทีสุ (วิภ. ๗๒๐) ปจฺจเยฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ญาณในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๗๒๐) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๒.๒๐; อ. นิ. ๓.๑๓๗) ปจฺจยุปฺปนฺเนฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประยคว่า ‘‘ธาตุนั้นตั้งอยู่นั่นเอง ความเป็นธรรมที่ตั้งอยู่ ความเป็นธรรมที่มีกฎแน่นอน’’ เป็นต้น (ังยุตนิกย ๒.๒๐; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๓๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สฺวายมิธาปิ ปจฺจยุปฺปนฺเน ทฏฺฐพฺพฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แป: ''ศัพท์นี้ในที่นี้็พึงเห็นในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อตฺถโต ปน อตฺตโน ภาวํ ธาเรนตีติ วา, ปจฺจเยหิ ธารียนฺตีติ วา, อตฺตโน ผลํ ธาเรนฺตีติ วา, อตฺตโน ปริปูรกํ อปาเสุ อปตมานํ ธาเรนฺตีติ วา, สกสกลกฺขณ ธาเรนฺตีติ วา, จิตฺเตน วธารียนฺีติ วา ยถาโยคํ ธมฺมาติ วุจฺจฺตฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนดยอรรถ ย่อมเรียกว่า '''ธรรม''' ตามมควร คือ สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสภาวะของน หรือสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยทั้งหลย หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผลของตน หรือส่งที่ทรงไว้ซึ่งผู้ที่ทำให้บริบูรณ์ของตนไ่ให้ตกไปในอบาย หรือสิ่งที่ทรงไว้ในลักษณะเฉพะของตน หรือสิ่งที่ถูทรงไว้ด้วยจิต'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''ธ ปน อฺตโน ปจฺจเยหิ ธรียฺตีติ ธมฺมา, จฺจยสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ตฏฺฐนฺิ อุปฺปชฺชนฺติ เจว ปวตฺตนฺติ จ เยาติ ธมฺมฏฺฐิติ,ฺจยธมฺมานเมตํ อธวจนํ ฯ''' 
 +* อฏฐ.แปล: ''ในที่นี้ ส่วนสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยองตน ชื่อว่า '''ธรรม''' ธรรมทั้งหลายที่เกดจากปัจจัยย่อมั้งอยู่ ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย เพระธรรมี้ ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐติ''' คำนี้ป็นชื่อของปัจจัยธรรมั้งหลาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ฺสํ ธมฺมฏฺฐิติยํ ญณํ ธมฺมฏฺฐติญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แล: ''าณในธัมมัฏฐิตินั้น ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐิติญาณ''''' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''อิทฺหิ สมาธิภาวนามยญาเณ วุตฺตสมาธินา สมาหิเตน จิตฺเตน ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย โยคมารภิตฺวา ววตฺถาปิตมรูปสฺส เตสํ ามรูปานํ ปจฺจยปรคฺคหริยายํ ธมฺมฏฺฐิติญณํ อุปฺปชฺชติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณี้ย่อมเกดขึ้น ด้ยจตที่ตั้งมั่นด้ยสมาธิอันกล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ เมื่อเริ่มประกอบเพื่อญาณทัสสนะตามความเป็จรง แห่งนามรูปที่กำหนดแน่นอนแล้ว โดยเป็นทางแห่งความกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปเหล่านั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘นามรูปววตฺถาเน ญาณ’’นฺติ อวตฺวา เอว กสฺมา ‘‘ธมฺมฏฺฐิิญณ’’ฺติ ุตฺตนฺติ เจ?''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ถ้ถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ญาณใความำหนดนามรูป’’ แ่กล่วว่า ‘‘ธัมมัฏฐิติญาณ’’ เล่า?'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเหเว ปจฺจยสมุปฺปนฺนปรคฺคหสฺส สิทฺธตฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แล: ''เพราะความที่ความำหนดสิ่งที่เกิดจกปัจจัยำเร็จได้ด้วยความกำหนดปัจจัยนั่นเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยสมุปฺปนฺเน หิ อปริคฺคหิเต ปจฺจยปริคฺคโห น สกฺกา โหติ กาตุํ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''พราะว่า เมื่อิ่งที่เกิดจากปัจจัยยังไมู่กกำหนด ความกำหนดปัจจัยย่อมทำไม่ได้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ธมฺมฏฺฐิติญาณคหเณเนว ตสฺส เหตุภูตํ ปุพฺเพ สิทฺธํ นามรูปววฺถานญาํ วุตตเมว โตีติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพระฉะนั้น พึงทราบว่า ด้วยการถือเอาธัมมัฏฐิติญาณนั่นเอง ญาณในความกำหนดนามรูปอันเป็นเหตุของญาณนั้น ซึ่งำเร็จมาก่อนแล้วย่อมถูกกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กสฺมา ทุิยตติยญาณํ วิย ‘‘สมาตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา’’ติ น วุตฺตนฺติ เจ?''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัยอันได้ตั้งมั่นแล้ว’’ เหมือนอย่างญาณที่ ๒ และที่ ๓ เล่า?'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมถวฺสนานํ ยุคนทฺธฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่ัน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘สมาทหตฺวา ยถา จ วิปติ, วิปสฺสมาน ถา เจ สมาทเห;''' 
 +* อฏฐ.แปล: ''‘‘ถ้าเมื่อตั้งมั่นแล้ว ย่อมพิณาเห็นฉันใด เมื่อพจารณาเห็นแล้ว ย่อมั้งมั่นฉันนั้น;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''วิปฺสนา จ สมถ ทา หุ, สมานภาคา ยุคนทฺธา ตฺตเร’’ตฯ –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''วิปัสสนา''' และ '''สมถะ''' ในเวลานั้นย่อมมี เป็นส่วนเสมอกัน ย่อมเป็นไปเป็นคู่กัน’’ ดังนี้ –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''หิ วุตฺตํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา สมาธิํ อวิสฺสชฺตฺวา สมาธิญฺจ ญาณญฺจ ยุคนทฺธํ กตฺวา ยาว อริยมคฺค, าว อุสฺสุกฺกาเปตพฺพนฺติ ญาปนตฺถํ ‘‘ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’มิจฺเจว วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +ฏฺฐ.แปล: ''เพระฉะนั้น พึงราบว่า เพื่อให้รู้ว่า พึงยังความอตสาหะให้เกิดขึ้นไปนถึงอริยมรรค โดยไม่ละสมาธิ ทำสมาธิและญาณให้เป็นค่กัน จึงกล่าวไว้เพียงว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐติญาณ’’ ดังนี้'' 
 + 
 +== [๕] อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สฺมสเน ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในคามกำหนดแน่นอนโดยย่อแห่งธรรมทั้งหลายที่เ็นอดีต อนาคต และปัจจบัน เป็นญาณในการพิารณา'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขปิตวา ววตฺถาน ปญฺญาติ เอตฺถ อตฺตโน สภาวํ, อุปฺปาาทิกฺขณํ วา ปตฺวา อติ อิตา อติกฺกนฺตาติ อตีตา, ตทุภยมฺปิ น อาคตา น มฺปฺตาติ อนาคตา, ตํ ตํ การํ ปฏิจจ อุปฺปาทาทิอทฺธํ นฺนา คตา ปวตฺตาติ ปจฺจุปฺปนฺนาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาน ปญฺญา''' ในที่นี้ '''อดีต''' คือสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ล่วงเลยไปแล้ว โดยถึงซึ่งสภาวะของตน หรือโดยถึงซึ่งขณะแห่งการเกิดขึ้นเป็นต้น '''อนาคต''' คือสิ่งที่ยังไ่มาถึง ทั้งองอย่างนั้น ยังไม่ถึง '''ปัจจบัน''' คือสิ่งที่ไปแล้ว เป็นไปแล้ว เกิดขึ้นแล้ว โดยอาศัยเหตุนั้นๆ สูงขึ้นไปจากการเกิดขึ้นเป็นต้น'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''อทฺธา สนฺตติขณปจฺจุปฺปนฺเนสุ สนฺตติปจฺจุปฺปนฺนํ อิธาธิปฺเปตํฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ในบรรดาปัจจุบันแห่งอัทธา สันตติ และณะ สันตติปัจจุบันเป็นสิ่งที่หมายถึงในที่นี'' 
 + 
 +ฏฺฐ.: '''เตสํ อตีตานาตปจฺจุปฺปนฺนนํ ปญฺจกฺขนฺธธฺมานํ อเกกกฺขนฺธลกฺขเณ สงฺขิิตฺวา กลาปวเสน ราสิํ กฺวา ววตฺถาเน นิจฺฉยเน สนฺนิฏฺฐาปเน ปญฺญาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ปัญญาในคามกำหนดแนนอน ควมตัดสิน ความทำใ้สิ้นสุดแห่งขันธธรมทั้ง ๕ ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันเหล่านั้น โดยย่อในลักษณะแห่งขันธ์แต่ละอย่าง ทำเป็นกองโดยกลาป'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''มฺมสเน ญาณนฺติ สมฺมา อามสเน อนุมชฺชเน เปกฺขเณ ญาณํ, กลาปสมฺมสนญาณนฺติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สมฺมสเน ญาณํ''' หมายความว่า ญาณนการถูกต้องโยชอบ ในการคำไป ในารพิจารณา กล่าวคือกลาปสัมมสนญาณ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อิทญฺิ นามรปววตฺถานญาณานนฺตรํ นามรูปปจฺจยปริคฺคเห ธมฺมฏฺฐิติญาเณ ฐิตสฺส ‘‘ยํิญฺจิ ูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา ุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา, สพฺพํ ตํ รูปํ อนิจฺจโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสนํ, ทุกฺขโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสนํ, อนตฺตโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสน’’นฺติอาทินา (ปฏิ. ม. ๑.๔๘ยน วุตฺตสมฺมสนวเสน ปุพฺเพ ววตฺถาปิเต เอเกกสฺมิํ ขนฺเธ ติกฺขณํ อาโรเปตฺวา อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺตสฺส กลาปสมฺมสนญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณนี้ย่อมเกิดขึ้น แก่ผู้ที่ตังอยู่ในธัมมัฏฐิติญณอันกำหนดปัจัยแห่งนามรูป ถัดจากนามรูปววัตถานญาณ โดยนัยแห่งสัมมสนะอันกล่าวไวว่า ‘‘รูปใดๆ ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ที่กลหรือใกล้ รูปทั้งหมนัน ่อมกำหนดโดยความเป็นอนิจจะ เป็นสัมมสนะหนึ่ง ย่อมกำหนดโดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะหน่ง ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนัตตา เป็นสัมมสนะหนึ่ง’’ เป็นต้น (ปฏิสัมภิทามรรค ๑.๔๘) โดยยติักษณะขึ้นสู่ขันธ์แต่ละอย่างที่กำหนดแน่นอนว้ก่อนแล้ว พิจารณาเห็นโยความเป็นอนิจจะ ทุกข์ อนัตตา'' 
 + 
 +== [๖] ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมทังหลายที่เ็นปัจจุบัน เป็นญาณในกาพิจารณาเห็นความเกิดแลความดับ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญาติ สนฺตติวเสน ปจฺจุปฺปนฺนานํ อชฺฌตฺตํ ปญฺจฺขนฺธธมฺมนํ ิปริณามทสฺสเน ภงฺคทสฺสเน ปญฺญาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา''' นัน หมายความว่า ปัญญาในความเห็นความแปรปรวน ความเห็นความแตกแห่งขันธธรรมทัง ๕ ภายในที่เป็นปัจจุันโดยสันตติ'' 
 + 
 +ฏฺฐ.: '''ยสฺมา ‘‘อิเม ธมฺมา อุปฺปชฺชิตฺวา ภิชฺชนฺตี’’ติ อุทยํ คเหตฺวาปิ เภเทเยว จิตฺตํ ฐเปติ, ตสฺมา อวุตฺโตปิ อุทโย วุตฺโตเยว โหตีติ เวทิตพฺโพฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า แม้จะถือเอาความเิด โดยคิด่า ‘‘ธรรมเหล่านีเกิขึล้วแตกไป’’ ก็ยัวางจิตไว้ในความแตกเท่านั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า แม้ความเกิดที่ไม่ได้กล่าวไว้ ก็เป็อันกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ ทสฺสเนน วา อุทยทสฺสนสฺส สิทฺธตฺตา อุทโย วุตฺโตเยว โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''หรือเพราะความที่ความเห็นความเกิดสำเร็จได้ด้วยความเห็นธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ความเกิดก็เป็นอันกล่าวไว้แลว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''น หิ อุทยํ วินา ธมฺมานํ อุปฺปนฺนตฺตํ สิชฺฌติ, ตสฺมา ‘‘ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทวิปริณามานุปสฺสน ญฺญา’’ติ อวุตฺตปิ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ความเป็นู้เกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย่อมม่สำเร็จได้โดยปราศามเกิด เพราะฉะนัน พึงทราบว่า แม้จะไม่ได้กล่าวว่า ‘‘ปัญญานความพิจารณาเ็นความเกิดละความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน’’ ก็เป็นอันกล่าวไว้แลว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อุทยพฺพยานุสฺสเน ญาณ’’นฺติ นิยมิตตฺตา จ อุทยทสฺสนํ สิทฺธเมว โหตีติ อนนฺตํ วุตฺตสฺส สมฺมสนญาณสฺส ปารํ คนฺตฺวา ตํสมฺมสเนเยว ปากฏีภูเต อุทยพฺพเย ปริคฺคณฺหิตฺวา สงฺขารานํ ปริจฺเฉทกรณตฺถํ อุทยพฺพยานุปสฺสนํ อารภนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ อุทยพฺพยานุปสฺสนาญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''แลเพราะความที่ถูกำหนดไว้ว่า ‘‘ญาณนการพิจารณาเ็นความเกิดและความดับ’’ ความเห็นความเกิดก็สำเร็จแลว ดังนั้น ญาณในกาพิจรณาเห็นความเกิดและความดัย่อมกิดขึ้น แกผู้ที่ข้ามพ้สัมมสญาณอันกล่าวไว้ถัดไปนั้น กำหนดความเกิดและความดับท่ปรากฏชัดในสัมมสนะนันนั่นเอง แล้วเริ่มการพิจารณาเห็นวามเกิดและความดับเพการกำหนดขอบเขแห่งสงขารทั้งย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตญฺหิ อุทยพฺพเย อนุปสฺสนต อุทยพฺพยานุปฺสนาิ วุจฺจติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราว่า ญาณนั้นย่อมเรียว่า '''อุทยัพพยานุปัสสนา''' เพการพิจารณาเห็นในความเกิดละความดับ'' 
 + 
 +== [๗] อารมฺมณํ ปฏิงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.ปล: ''ปัญญาในการพิจารณาเ็นความแก โดยพิจาราอารมณ์แล้ว เป็นญาณในการเ็นแจ้ง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อารมฺมณํ ปฏิสงฺขาติ รูปกฺขนฺธาทิอารมฺมณํ ภงฺคโต ปิสงฺขาย ชานิตฺวา ปสฺสิตฺวาฯ''' 
 +* อฏฺ.แปล: ''คำว่า '''อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา''' หมายความว่า โดยพิจารณาอารมณ์คือรูปขันธ์เป็นต้น โดยความแตก รู้ล้ว เห็นแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภงฺคานุปฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณนฺติ ตสฺส อารมฺมณํ ภงฺคโต ปฏิสงฺขาย อุปฺปนฺนสฺส ญาณสฺส ภงฺคํ อนุปสฺสเน ยา ปญฺญา, ตํ ‘‘วิปสฺสเน ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ''' หมายความว่า ปัญญาใดในการพิจารณาเห็นความแตกแห่งญาณี่เกดขึ้นแล้ว โดยพิจารณาอารมณ์ของญาณนั้นโดยความแตก ปัญญานั้นถูกกล่าวว่า ‘‘ญาณในการเห็นแจ้ง’’'' 
 + 
 +* อ.: '''ปสฺสนาติ จ วิวิธา ปสฺสนา วิปสฺสนาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และคำว่า '''วิปสฺสนา''' หมายความว่า การห็นอย่างต่างๆ ชื่อว่าวิปัสสนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อารมฺมณปฏิสงฺขาติปิ ปาโฐฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แป: ''แม้บทว่า '''อารมฺมณปฏิงฺขา''' ก็มีอยู่'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺสตฺถ – อารมฺมณฺส ปฏิสงฺขา ชานนา ปสฺสนาิ วุตฺตนเยเนว อามฺมณปฏิงฺขา ‘‘ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.ปล: ''ความมายขอบทนั้น คือ ารพจารณา การรู้ การห็นแห่งอารมณ์ โดยนัยที่ก่าวไว้แล้วนั่นเอง '''อารมฺมณปฏิงฺขา''' ถูกกล่าวว่า ‘‘ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแตก เป็นญาณในการเห็นแจ้ง’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยสฺมา ปน ภงฺคานุปสฺสนาย เอว วิปสฺสนา สิขํ ปาปุณาติตสฺมา วิเสเสตฺวา อิเมว ‘‘วิปสฺสเน ญาณ’’นฺติ วตํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนเพราะว่าวิปัสสนาย่อมถึงซึ่งยอดด้วยภังคานุปัสสนานั่นเอง เพราะฉะนั้น ึงกล่าวเฉพาะสิ่งนี้ว่า ‘‘ญาณในกาเห็นแจ้ง’’ โดยพิเศษ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยสฺมา อุทยพฺพยานุปสฺสนาย ฐิตสฺส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนํ อุปฺปชฺชติ, ตสฺมา ตสฺสา สิทฺธาย ตํ สิทฺธเมว หตีติ ตํ อวตฺวาว ภงฺคานุปฺสนาย เอว วิปสฺสนาสิขํ ญาณํ วฺุตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราว่า มรรคามรรคญาณทัสสนะย่อมเิดขึ้นแก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในอุทยัพพยานุปัสสนา เพฉะนั้น เมื่ออุทยัพพยานุปัสสนานั้นสำเร็จล้ว มรรคามรรคญาณทัสนะนั้นก็สำเร็จแล้วนั่นเอง พึงทราบว่า จึงกล่าวญาณอันเป็นยอดแห่งวิปัสสนาด้วยภังคานุปัสสนานั่นเอง โดยไม่กล่าวสิ่งนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อุยพฺพยานปสฺสนาย สุปริทิฏฺฐอุทยพฺพยสฺส สุปริฺฉินฺเนสุ สงฺขาเสุ ลหุํ ลหุํ อุปฏฺฐหนฺเตสุ ญาเณ ตกฺเข วหนฺเต อุทยํ ปหาย ภงฺเค เอว สติ สนฺติฏฺฐติ, ตสฺส ‘‘เอวํ อุปฺปชฺชิตฺวา เอวํ นาม สงฺขารา ภิชฺชนฺตี’’ติ ปสฺสต เอตฺมิํ ฐาเน ภงฺคานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปชฺชิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เมื่อความเิดแลความดับอันถูกเห็นดีล้วด้วยอุทยัพพยานุปัสนา สังขารทั้งลายอันถูกกำหนดขอบเขตดีแล้ว ปรากฏขึ้นเร็วๆ ญาณดำเนินไปอยคม เมื่สติางความเกดเสีย ตั้งมั่นอยู่เฉพในความแตกเท่านั้น แก่ผ้ที่เห็ว่า ‘‘สังขารทั้งหลายเกดขึ้นอย่างนี้แล้ว ย่อมแตไปอย่งนี้นั่นเอง’’ ในที่นี้ ภังคานุปัสสนาญาณมเกดขึ้น'' 
 + 
 +== [๘] ภยุปฏฺฐเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ == 
 + 
 +ิฏก.: '''ภยตปฏฺฐน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํฯ''' 
 +* ปฏก.แปล: ''ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย เป็นญาณในอาีนวะ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภยตุปฏฺฐาน ปญฺญาติ อุปฺปาปวตฺตนิมิตฺตอายูหนาปฏินฺธีนํ ภยโต อุปฏฺฐาเน ปีฬาโยคโต สปฺปฏิภยวเสน คณูปคเน ปญฺญติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ตุปฏฺฐาเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัยแห่งความเกิด ความเป็นไป นิมิต การปรุงแต่ง และการปฏิสนธิ โดยการเข้าถึงซึ่งกาถือเอาโดยความเป็นสิ่งที่มีภัย เพาะความประกอบด้วยความบีบคั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภยโต อุปฏฺฐาตีติ ภยตุปฏฺฐานํ อารมฺมณํ , ตสฺมิํ ภยตุปฏฺฐาเนฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อารมณ์ท่ปรากฏโดยความเป็นภัย ชื่อว่า '''ภยุปฏฐานะ''' ในภยตุปัฏฐานะนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อถ วา ภยโต อุปติฏฺฐตีติ ภยตุปฏฺฐานํ, ปญฺญา, ตํ ‘‘ภยตุปฏฺฐาน’’นฺติ วุตฺตํ โติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่งหนึ่ง ปัญญาที่ปรากฏโดยความเป็นภัย ชื่อว่า '''ภยุปัฏฐานะ''' ปัญญานั้นถูกกล่าวว่า ‘‘ภยตุปัฏฐานะ’’'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''อาทีนเว ญาณนฺติ ภุมฺมวจนเมวฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''อาทีนเว ญาณํ''' เป็นเพียงสัตตมีวิภัตติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ยา จ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา, ยญฺจ ีนเว ญาณํ, ยา จ นิพพิทา, อิเม ธมฺมา เอกฏฺฐา, พฺยญฺชนเมว นาน’’นฺติ (ปฏิ. ม. ๑.๒๒๗) วุตฺตตฺตา เอกมิว วุจฺจมานมฺปิ อวตฺถาเภเทน มุญฺจิตุกมฺยตาทิ วิย ติวิธเมว หติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่ถูกกล่าวไว้ว่า ‘‘ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นัยอย่างใด และญาณในอาทีนวะอย่างใด และนิพพิทาอย่างใด ธรรมเหล่านี้มีอรรถอย่างเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกันเท่านั้น’’ (ปฏิสัมภิทามรรค ๑.๒๒๗) แม้จะถูกกล่าเหมือนเป็นอย่างเดียว ก็เป็นสามอย่างโดยเภทแ่งอวัสถา เหมือมุญจิตุกัมยตาเป็นต้น'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''สฺมา ภยตุปฏฺฐานอาีนวนุปสฺสนาสุ สิทฺธาสุ นิพฺพิทานุปสฺสนา สิทฺธา โหตีติ กตฺวา อวุตฺตาปิ วุตฺตาว โหตีติ เวทิตพฺพาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพาะฉะนั้น พึงทราบว่า เมื่อภยตปัฏฐานะและอาทีนวานุปัสสนาสำเร็จแล้ว นิพพิทานุปัสสนา็สำเร็จแล้ว จึงถือว่าแม้จะไม่ได้กล่าวไว้ ก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สพฺพสงฺขารานํ ภงฺารมฺมณํ ภงฺคานุปสฺสนํ อวนฺตสฺส ภาวนฺสฺส พหุลีกโรฺตสฺส ติภจตนิปญจคติสตฺตวิญฺญณฏฺฐิติวสตฺตาวาเสสุ ปเภทกา สงฺขารา สุเขน ชีวตุกมสฺส ภีรุกปุริสสฺส สีหพฺยคฺฆทีปิอจฺฉตรจฺฉยกฺขรกฺขจณฺฑโคณจณฺฑกกฺกุรปภินฺน- มทจณฺฑหตฺถิโฆรอาิวิสอสนิวิจกฺกสุสานรณภูมิชลิตองฺคารกาสุอาทโย วิย มหาภยํ หุตฺวา อุปฏฺฐหฺต, ตสฺส ‘‘ตีตา สงฺขารา นิรุทธา, ปจฺจุปฺปนฺนา นิุชฺฌนฺติ, อนคตาปิ เอวเมว นิรุชฺฌิสฺสนฺตี’’ติ ปสฺสโต เอตสฺมิํ ฐาเน ภตุปฏฺฐานํ ญาณํ อุปฺปชฺชติ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''แก่ผู้ที่เสพ เจริญ ทำห้มากซึ่งภังคาุปัสสนาอันมีอารมณ์เป็นความแตกแห่งสังารทังปวง สังขารทั้งหลายันจำแนกในภพ ๓ โยนิ ๔ ติ ๕ ิญญณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ย่อปรากฏเป็นภัยใหญ่ เหมือนสิงโต เสือโคร่ง เสือดาว หมี หมาใน ยักษ์ รากษส โคดุ หมอดุ ชางที่กำลังเมาและดุ งูพิษที่่ากลัว อสนีบาต จักร ป่าช้า สนามรบ หลุมถ่านเลิงที่ลุกโชนเป็นต้น แก่บุุษที่ขี้ขลาดผู้ปรารถนาจมีชีวิตอยู่ด้วยความสุข แก่ผู้ที่เห็นว่า ‘‘สังขารทั้งหลายที่เป็นอดีตดับไปแล้ว สังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันกำลังดับไป สังขารทั้งหลายที่เป็นอนาคตก็จะดับไปอย่างนี้นั่นเอง’’ ในที่นี้ ภยตุปัฏฐานญาณย่อเกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺส ตํ ภยตุปฏฺฐานญาณํ อาเสวนฺตสฺส ภาเวนฺตสฺส พหุลกโรนฺตสฺส สฺพภวโยนิคติฐิติสตฺตาวาเสสุ เนว ตาณํ น เลณํ น คติ น ปฏิสณํ ปญฺญายติ, สพฺพวโยนิคติฐิตินิวเตสุ สงฺขาเสุ เอกสฺขารปิ ปตฺถนา วา ปรามาโส วา น โติ, ตโย ภวา วีตจฺจิตงฺคารปุณฺณา องฺคารกาสุโย วิย, จตฺตาโร มหาภูตา โฆรวิสา อาสิวิสา วิย, ปญฺจกฺขฺธา อฺุขิตฺตาสิกา วธกา วิย, ฉ ชฺฌตฺติกายตนานิ สุญฺญคาโม วิย, ฉ พาหิรายตนานิ คามฆาตกโจรา วิย, สตฺตวิญฺญาณฏฺฐิติโย นว จ สตฺตาวาสา เอกาทสหิ อคฺคีหิ อาทิตฺตา สมฺปชฺชลิตา สโชติภูตา วิย จ, สพฺเพ สฺขารา คณฺฑภูตา โรคภูตา สลฺลภูตา อฆภูตา อาพาธภูตา วิย จ นิรสฺสาทา นิรสา หาอาทีนวราสิภูตา หุตฺวา อุปฏฺฐหนฺติ, สุเขน ชีวิตุกามสฺส ภีรุกปุริสสฺส รมณียาการสณฺฐิตมฺปิ สวาฬกมิว วนคหนํ, สสทฺทูลา วิย คุหา, สคาหรกฺขสํ วิย อุทกํ, สมุสฺสิตขคฺคา วิย ปจฺจตฺถิกา, สวิสํ วิย โภชนํ, สโจโร วิย มคฺโค, อาทิตฺตมิว อคารํ, อุยฺยุตฺตเสนา วิย รณภูมิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''แก่ผูที่เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งภยตุปัฏฐานาณนั้น ในภพ โยนิ คติ ฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง ยอมไม่ปราฏซึ่งที่ึ่ง ที่หลบภย คติ หรือที่อาศัย ในสังขารทั้งหลายที่ไปในภพ โยนิ คติ ฐิติ และนิวาสทั้งปวง แม้ในสังขารเียวก็ไม่มีความปรารถนาหรือการยึดมั่น ภทั้ง ๓ ย่อมปรกฏเหมือนหลุมถ่านเพลิงที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิงที่ไม่มีเปลว ธาุทั้ง ๔ ย่อมปรกฏเหือนงูพิษที่มีพิษร้ายแรง ขันธ์ทั้ง ๕ ย่อมปรากฏเหมือนเพชฌฆาตที่ยกดาบขึ้น อายตนะภายในทั้ง ๖ ย่อมปรากฏเหมือนบ้านร้าง อายตนะภายนอกทั้ง ๖ ย่อมปรากฏเหมือนจรผู้ทำลายบ้าน วิญญาณฐิติทั้ง ๗ และตาวาสทั้ง ๙ ย่อมปราฏเหมือนถูกไฟ ๑๑ กองเผาไหม้ ลุกโชน เป็นประกาย ละังขารทั้งปวงย่อมปรากฏเมือนเป็นฝี เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นอาพาธ เป็นสิ่งไม่มีรส ไม่มีอัสสาทะ เป็นกองอาทีนวะใหญ่ เหมือนป่าทึบที่มีสัตว์ร้ายแม้จะมีรูปราง่าเพลิดเพลิน เหมือนถ้ำที่มีเสือดาว เหมือนน้ำที่มีจระเข้และรากษส เหมือนศัตรูที่ยกดาบขึ้น เหมือนอาหารที่มีพิษ เหมือนทางที่มีโจร เหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ เหมือนสนามรบที่มีกองทัพพร้อมรบ แก่บุรุษที่ขี้ขลาดผู้ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ด้วยวามสุข'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยถา หิ โส ปุริโส เอตานิ สวาฬกวนคหนาทีนิ อาคมฺม ภีโต สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต สมนฺตโต อาทีนวเมว ปสฺสติ, เอวเมว โส โยคาวจโร ภคานุปสฺสนาวเสน สพฺพสงฺขาเรสุ ภโต อปฏฺฐิเสุ สมนฺตโต นิรสํ นิรสฺสทํ อาทีนวเมว ปสฺสติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''หมือนอ่างที่บุรุษนั้น เมื่อเข้าไปหาป่าทบที่มีสัตว์ร้ายเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมกลัว สะดุ้ง ขนลุก เห็นแต่อาทีนวะรอบด้าน ฉันใด โยคาวจรนั้น เมื่อังขรทั้งปวงปรากฏโดความเป็ภัยดวยอนาจภังคานุปัสสนา ก็ย่อมเห็นแต่อาทีนวะที่ไม่มีรส ไม่มีอัสสาทะ รอบด้าน ฉันนั้น'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''ตสฺเสวํ ปสฺสโต อาทีนวานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''แก่ผู้ที่เห็นอย่างนั้น อาทีนวานุปัสสนาญาณย่อมเกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โส เวํ สพฺพสงฺขาเร อาทีนวโต สมฺปสฺสนฺโต สพฺพภวโยนคติวิญฺญาณฏฺฐิติสตฺตาวาสคเต สเภทเก สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ อุกฺกณฺฐติ นาภิรมติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ผู้นั้นเมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดความเป็นอาทีนวะอย่างนั้น ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมอึดอัด ย่อมไม่เพลิดเพลินในังขารทั้งหลายที่มีเภท อันไปในภพ โยนิ คติ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''เสยฺยถาปิ นาม จิฺตกูฏปพฺพตปาทาภิรโต สุวณฺณราชหโส สุจิมฺหิ จณฺฑลคามทฺารอาวาเฏ นาภิรมติ, สตฺตสุ มหาเรสุเยว อภิรมติวเมว อยํ โยคีราชหํโส สุปริทิฏฺฐาทีนเว สเภทเก สงฺขารเต นาภรมติ, ภาวนารามตาย ปน ภาวนารติยา มนนาคตตฺตา ตฺตสุ อนุปสฺสนาสุเยว อภิรติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เปรียบเหมือนหงส์ทองราชหงส์ที่เพลิดเพลินอยู่ที่เชิงเขาจิตตกูฏ ย่อมไม่เพลิดเพลินในหลุมที่ประตูบ้านจัณฑาลอันสกปรก ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะในสระใหญ่ทั้ง ๗ เท่านั้น ฉันใด โยีราชหงส์นี้ก็ย่อมไม่เพลิดเพลินในสังขารทั้งหลายที่มีเภท อันมีอาทีนวะถูกเห็นดีแล้ว ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะในอนุปัสสนาทั้ง ๗ เท่านั้น เพราะประกอบด้วยความยินดีในภาวนาและความรื่นรมย์ในภาวนา ฉันนั้น'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''ยถา จ สุวณฺณปญฺชเรปิ ปกฺขิตฺโต สีโห มิราชา นาภิรมติ, ติโยชนสหสฺสวิตฺถเต ปน หิมวนฺเตเยว รมติ,วมยมฺปิ โยคีสีโห ติวิเธ สุคตภเปิ าภิรมติตีสุ อนุปสฺสนาสุเว รมติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และเหมือนอย่างี่ราชสีห์แห่งเนื้อที่ถูกขังไว้แม้ในกรงทอง ย่อมไม่เพลดเพลิน ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในหิมวันต์ี่กว้างสามพันยชน์เท่านั้น ฉันใด โยคีสีห์นี้ก็ย่อมไม่เพลิดเพลินแม้ในสุคติภพทั้งสาม ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในอนุปัสสนาทั้งสามเท่านั้น ฉันนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยถา จ สพฺพเสโต สตฺตปฺปติฏฺโฐ อิทฺธิมา เวหาสงฺคโม ฉทฺทนฺโต นาคราชา นครมชฺเฌ นาภิรมติ, หิมวติ ฉทฺทนฺตรหเทเยว รมติ, เอวมยํ โยคีวรวารโณ สพฺพสฺมิมฺปิ สงฺขารคเต นาภิรมติ, ‘‘อนุปฺปาโท เขม’’นฺติอาทินา (ปฏิ. ม. ๑.๕๓) นเยน นิทฺทิฏฺเฐ สนฺติปเทเยว รมติ, ตนฺนินฺนตปฺโปณตปฺปพฺภารมานโส โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และเหมือนอย่างที่พญานาคราชชื่อฉัททันต์ ีขาวทั้งตัว มีเท้า ๗ เท้า มีฤทธิ์ ไปในากาศ ย่อมไม่เพลิดเพลินท่ามกลางนคร ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในสระฉัททันต์ในหมวันต์เท่านั้น ฉันใด โคีวรวารณะนี้ก็ย่อไม่เพลิดเพลินในสังขารทั้งปวง ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในสันติบทอันแสดงไว้โดยนัยว่า ‘‘วามไม่กิดเป็นเขมะ’’ เป็นต้น (ปฏิสัมภิทามรรค ๑.๕๓) มีใจน้อมไป โอนไป โน้มไปสู่สิ่งนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอตฺตาวตา ตสฺส นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปนฺนํ โหตีติ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ด้วยเพียงเท่านี้ นิพพิทานุปัสสนาญาณของเขาย่อมเกิดขึ้นแล้ว'
 + 
 +== [๙] มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ == 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณนฺติ มุญฺจิตุํ จชิตุํ กาเมติ อิจฺฉตีติ มุญฺจิตุกาโม, มุญฺจิตุกามสฺส ภาโว มุญฺจิตุกมฺยตาฯ 
 +อฏฺฐ.แปล: '''มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺารุเปกฺขาสุ ญาณํ''' ความว่า ผูที่ปรารถนาจะปล่ย จะสละ จึงชื่อว่า ''มุญฺจิตุกาโม'' ภาวะแห่งผู้ที่ปรารถนาจะปล่อยนั้น ชื่อว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปฏิสงฺขาติ อุปปริกฺขตีติ ปฏิสงฺขา, ปฏิสงฺขานํ วา ปฏิสงฺขาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมพิจารณาโดยแยบาย จึงชื่อา ''ปฏิสงฺขา'' หรือว่าการพิจารณาโดยแยบคายนั้น ชื่อว่า ''ปฏิสงฺขา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สนฺติฏฺฐติ อชฺฌุเปกฺขตีติ สนฺติฏฺฐนา, สนฺติฏฺฐนํ วา สนฺติฏฺฐนาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อตั้งมั่น ย่อมวางฉย จึงชื่อว่า ''สนฺติฏฺฐนา'' หรือว่าการตั้งมั่นนั้น ชื่อว่า ''สนฺติฏฺฐนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มุญฺจิตุกมฺยตา จ สา ฏิสงฺขา จ สนฺติฏฺฐนา จาติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''มุญฺจิตุกมฺยตา''ดี ''ปฏิสงฺขา'' ก็ดี ''ิฏฺฐนา'' ก็ดี ดังนีรวมกัจึงชื่อว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา'' 
 + 
 +ฏฺฐ.: อิติ ปุพฺพภเค นิพฺพิทาญาเณน นิพฺพินฺนสฺส อุปฺปาทาทีนิ ปริจฺจชิตุกามตา มุญฺจิตุกมฺยตาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ในเบื้องต้น คามปรารถนาจะละอปาทาทิของบุคคลผู้เบื่อหน่ายด้วยนิพพิทาญาณ ชื่อว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มุญฺจนฺส อุปายกรณตฺถํ มชฺเฌ ปฏิสงฺขานํ ปฏิสงฺขาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในท่ามกลาง การพิจารณาโดยแยบายเพื่อกระทอุบายแห่งการปล่อย ชื่อว่า ''ปฏิงฺขา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มุญฺจิฺวา อวสาเน อชฺฌุเปกฺขํ สนฺติฏฺฐนาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในที่สุด เมื่อปล่อยแล้ว การวางเฉย ชื่อว่า ''สนฺติฏฺฐนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวํ อวตฺถาเภเทน ติปฺปการา ปญฺญา สงฺารานํ ชฺฌุเปกฺขนาสุ ญาณํ, มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสฺขาสนฺติฏฺฐนาสงฺขาตานํ วตฺถาเภเทน ภินฺนานํ ติสฺสนฺนมฺปิ ปญฺญานํ สงฺขาุเปกฺขตํ อจฺฉนฺเตน ปน ‘‘ปญฺญา’’ติ จ ‘‘สงฺขารุเปกฺขาสู’’ติ จ พหุวจนํ กตํ, อวตฺถาเภเทน ภินฺนสฺสาปิ เอกตฺตา ‘‘ญาณ’’นฺติ เอกวจนํ กตนฺติ เวทิตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ปัญญาอันีสามปะกาโดยวามต่างแห่งวตถา ย่อมเป็นญาณในอาการวางเฉยต่อสงขารทั้งหลาย ส่วื่ประสงค์จะแสดงความเป็นสังขารุเปกขาของปัญญาทั้งสามอันต่างกันโดยอวตถา อันมีชื่อว่ามุญจิตุกัมยตา ปฏิสังขา สันติฏฐนา จึงกระทำพุวจนะว่า ‘‘ปญฺญา’’ และ ‘‘สงฺขารุเปกฺขาสุ’’ แ้จะต่งกันโดอวตาก็ตาม แต่เพราะความเป็นหนเดียวกัน จึงกระทำเกวจนะว่า ‘‘ญาณํ’’ ดังนี้พึงทาบ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: วุตฺตญฺจ – ‘‘ยา จ มุญฺจตุกมฺตา ยา จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา, อิเม ธมฺมา เอกฏฺฐา, พฺยญฺชนเมว นาน’’นฺติ (ปฏิ. ม. ๑.๒๒๗)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และได้ตัสไว้แล้วว่า ‘‘มุญจิตุกัมยตาก็ดี ปฏิสังขานุปัสสนาก็ดี สังขาุเปกขาก็ดี ธรรมเหล่านี้มีอรรถอย่างเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกันเท่านั้น’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เกจิ ปน ‘‘สงฺขารุเกฺขาสูติ พหวจนํ สมถวิปสฺสนาวเสน สงฺขาุเปกฺขานํ พหุตฺตา’’ตปิ วทนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บางท่านกล่าวว่า ‘‘คำว่า งฺขารุเปกฺขาุ เป็นพหุวจนะ เพราะสังขารุเปกขาทั้งหลายมีมากโดยสมถะและวิปัสสนา’’ ดังนี้ก็มี 
 + 
 +* อฏฐ.: งฺขารุเปกฺขาสูติ จ กิริยาเปกฺขนฺติ เตพพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ พึงทราบว่าหมายถึงการวางเฉยอันเป็นกิริยา 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อวตฺถาเภเทน ปน เตน นิพฺพิทาญาน นิพฺพินฺทนฺตสฺส อุกฺกณฺฐนฺตสฺส สพฺพภวยนิคติวิญฺญาณฏฺฐิติตฺตาวาสคเตสุ สเภทเกสุ สงฺขาเรสุ จิตฺตํ น สฺชติ น ลคฺคติ น พชฺฌติ, สพฺพสงฺขรคตํ มุญฺจิตุกามํ ฉฑฺเฑตุกามํ โหติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ส่วโดยคว่างแห่งอวตถา จตขงบคคลผู้เบื่อหน่าย ผู้ระอาอยู่ด้วยนิพพิทาญาณนั้น ย่อมไม่ติด ไม่ข้อง ไม่ถูกมัดในสังขารทั้งหลายอันมีประเทเดีวกัน อันเป็นไปในภพ ยนิ คิ วิญญาณฐิติ สัตตาวาสทั้งปวง ย่มเป็นผู้ปรารถนาจะปล่อย จะทิ้งซึ่งสังขารทั้งปวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อถ วา ยถา ชาลพฺภนฺตรคต มจฺ, สปฺปมุขคโต มณฺฑูโก, ปญฺชรปกฺขโต วกุกฺกุโฏ, ทฬฺหปาสวสคโต มิโค, ตุณฺฑิกหตฺถคต สปฺโป, มหาปงฺกปกฺขนฺโท กุญฺชโร, สุปณฺณมุขคโต นาคราชา, ราหุมุขปวิฏฺฐ จนฺโท, สปตฺตปริกฺขิตฺโต ปุริโสติเอวมาทโย ตโต ตโต มฺุจิตุกามา นิสฺสริตุกามาว โหนฺติ, เอวํ ตสฺส โยคิโน จิตฺตํ สพฺพสฺมา สงฺขารคตา มุจฺจิตุกามํ นิสฺสริตุกามํ โหติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนปลาที่ติดอยู่ในข่าย กบที่ตกอยู่ในปากงู ไก่ป่าที่ถูกขังไว้ในกรง เนื้อที่ติดอยู่ในบ่วงอันมั่นคง งูที่ถูกจับไว้ในมือของหมองู ช้างที่จมลงในนใหญ่ นาคราชที่ตกอยู่ในปากครุฑ จันทร์ที่ถูกกลืนข้าไปในปาราหู บุรุษที่ถูกข้าศึกแวดล้อม ดังนี้เ็น้น ย่อมปรารถนาจะพ้น จะหลุดออกจากที่นั้น ๆ ฉันใด จตของโยคีนั้นก็ย่อมเป็นผู้ปรารถนาจะพ้น จะหลุดออกจากสังขารทั้งปวง ฉันนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวญฺหิ วุจฺจมาเน ‘‘มุจฺจิตุกามสฺส มุจฺจิตุกมฺยตา’’ติ ปาโฐ ยุชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อกล่าวอย่างนี้ บทว่า ‘‘มุจฺจิตุกามสฺส มุจฺจิตุกมฺยตา’’ ย่อมสมควร 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวญฺจ สติ ‘‘อุปฺปาทํ มุญฺจิตุกมฺยตา’’ติอาทีสุ ‘‘อุปฺปาา มุจฺจิตุกมฺยตา’’ติอาทิ วตฺตพฺพํ โหติ, ตสฺมา ปุริโม เอว อตฺโถ สุนฺทรตโรฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และเมื่อเป็อย่างนี้ ในคำว่า ‘‘อุปฺปาทํ มุญฺจตุกมฺยตา’’ เป็นต้น ก็ควรกล่าวว่า ‘‘อุปฺปาทา มุจฺจิตุกมา’’ เป็ต้น ฉะนั้น อรรถอันก่อนนั่นแลจึงงามกว่า 
 + 
 +* อฏฐ.: อถสฺส สพฺพสงฺขาเรสุ วิคาลยสฺส สพฺพสงฺขารคํ มุญฺจตุกามสฺส มุญฺจิตุกมฺตาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ต่อจากนั้น มุญจิตุกัมยตาญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ปราศจากอาลัยในสังารทังปวง ผู้ปรารถนาจะปล่ยซึ่งสังขารทั้งปวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: โส เอวํ สพฺพภวโยนิติิญฺญณฏฺฐิติสตฺตาวาสคเต สเภทเก สงฺขาเร ุญฺจิตุกาโม มุญฺจนสฺส อุปายสมฺปาทนตฺถํ ปุน ต เอว สงฺขาเร ฏิสงฺขานุปสฺสนาญาเณน ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา วิปสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เขานั้นเมื่อปรารถนาจะปล่อยสังขารทั้งหลายอันมีประเภทเดียกัน อันเป็นไปในภพ โยนิ คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาสทั้งปวง ดังนี้ เพือให้ถึงพร้อมซึ่งอุบายแห่งการปล่อย จึงพิจารณาสังขารเหล่านั้นนั่นแลอีกด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณ โดยยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวญฺหิ วิปสฺสโต จสฺส อนิจฺจวเสน นิิตฺตํ ปฏิสงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติ, ทุกฺขวเสน ปวตฺตํ ปฏิสงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติ, อนตฺตวเสน นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ปฏิสงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อเขากำลังพิจาณาอย่อย่างนี้ ปฏิสังขาญาณอันมีนิมิตโดยความเป็นอนิจจังย่อมเกิดข้น ปฏิสังขาญาณอันมีปวัตติโดยความเป็นทุกข์ยอมเกิดขึ้น ปฏิสัขาญาณอันมีทั้งนิมิตและปัตตโดยความเป็นอนัตตาย่อมเกิดขึ้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: โส ปฏิสงฺขานุปสฺสนาาเณน ‘‘สพฺเพ สงฺขารา สุญฺญา’’ติ ทิสฺวา ติลกฺขํ อารเปตฺวา งฺขาเร ปริคฺคณฺหนฺโต ภยญฺจ นนฺทิญฺจ วิปฺปหาย ภริยาย โทสํ ทิสฺวา วิสฺสฏฺฐภริโย วิย ปุริโส ตสฺสา ภริยาย สงฺาเรสุ ุทาสีโน โหติ มชฺฌตฺโต, ‘‘อห’’นฺติ วา ‘‘มม’’นฺติ วา น คณฺหาติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เขานั้นเห็นด้วยปฏิสัขานุปัสสนาญาณว่า ‘‘สังขารทั้งปวงว่างเปล่า’’ แล้วยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ กำหนดสังขารทั้งหลาย ละภัยและความเพลิดเพลินเสีย เห็นโทษแห่งภรรยา เหมือนบุรุษผู้สละภรรยาแล้ว ย่มเป็นผู้วางเฉย เป็นผู้เป็นกลางต่อสงขารทั้งหลายเหมือต่อภรรยานั้น ย่อมไม่ือว่า ‘‘เรา’’ หรือว่า ‘‘ของเรา’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต ตีสุ ภเวสุ จิตฺตํ ปติลียติ ปฏิุฏิ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อเขารู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตในภพท้งสามย่อมถอยกลับ ย่อมหตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ยออก 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เสยฺยถาปิ นาม ปทุมปลาเส อีสกํ โปเณ อุทกผุสิตานิ ปติลียนฺติ ปฏิกุฏนฺติ ปฏิวตฺตนฺติ น สมฺปสาริยนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เปรียบเหมือนหยน้ำบนใบบัวที่เอียงเล็กน้อย ย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เสยฺยถาปิ วา ปน กุกฺกุฏปตฺตํ วา นฺหารุททฺทุลํ วา อคฺคิมฺหิ ปกฺขิตฺตํ ปติลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติ, เอวํ ตสฺส ตีสุ ภเวสุ ิตฺตํ ปติลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสริยติ, อุเปฺขา สณฺฐาติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: หรือเปรียบเหมือนขนไก่หรือเอ็นที่โยนเข้าไปในไฟ ย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก ฉันใด จิตของเขานั้นในภพทั้งสามก็ย่มถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก ฉันนั้น อุเบกขาย่อมตั้มั่น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวมสฺส สงฺขารุเปกฺขาญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ังนีสังขรุเปกขาญาณของเขาย่อมเกิดขึ้ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิมินา สงฺขารุเปกฺขาญาเณน สทฺธิํ อุปริ โตฺรภุญาณสฺส สาธกํ นุโลมญาณํ ปุพฺพาปรญาเณหิ อวุตฺตมฺปิ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า อนุโลมญาณอันเป็นสาธกแห่งโครภูญาณเบืบน พร้มด้วสังขารุเปกขาญาณนี้ แม้ไมได้กล่าวไว้ด้วยญาณก่อและหลัง ก็ชื่อว่าได้กล่าวไว้แล้ว 
 + 
 +* อฏฺฐ.: วุตฺตญฺหิ ภควตา – 
 +‘‘โส วต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ กญฺจิ สงฺขารํ นิจฺจโต สมนุปสฺสนฺโต อนุโลมิาย ขฺติยา สมนฺนาคโต ภวิสฺสตติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ, อนุโลมิกาย ขนฺติยา อสมนฺนาคโต สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ, สมฺมตฺตนิยามํ อโนกฺกมมาโน โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตผลํ วา สจฺฉิกริสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตี’’ติอาทิ (อ. นิ. ๖.๙๘; ปฏิ. ม. 3.36)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้แล้วว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ปรบด้วยอนุโลมิกขันติ โดยพิจารณาเห็นสังขารใด ๆ โดยความเป็นขงเที่ง ดังนี้ ย่อมไม่มี  ข้อที่ผ้ไมประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ดังนี้ ย่อมไม่มี  ข้อที่ผู้ไม่ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม พึงทำห้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล หรืออาคามิผล หรืออรหัตตผล ดังนี้ ย่อมไม่มี’’ เป็นต้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: วุตฺตญฺจ ธมฺมเสนาปตินา – 
 +‘‘กติหากาเรหิ อนุโลมิํ ขนฺติํ ปฏิลภติ? กติากาเรหิ สมฺมตฺติยามํ โอกฺกมติ? จตฺตาลีสาย อากาเรหิ อนุโลมิกํ ขนฺติํ ปฏิลภติ, จตฺตาลีสาย อากาเรหิ สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมตี’’ติอาทิ (ปฏิ. ม. 3.37)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และท่านธรรมเสนาบดีก็ไดกล่วไว้แล้วว่า ‘‘ย่อมได้ซึ่งอนุโลมิกขันติด้วยอาการเท่าไร ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร ย่อมได้ซึ่งอนุโลมิกขันติด้วยอาการสี่สิบ ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการสี่สิบ’’ เป็นต้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปฏฺฐาเน เจตํ วุตฺตํ ภควตา – 
 +‘‘อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโยฯ อนุโลมํ โวทานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย’’ติอาทิ (ปฏฺฐา. 1.1.417)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และในปัฏฐานนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้แล้วว่า ‘‘อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภูโดยอนันตรปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวานโดยอนันตรปัจจัย’’ เป็นต้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺส หิ ตํ สงฺขารุเปกฺขาญาณํ อาเสวนฺตสฺส ภาเวนฺตสฺส พหุลกโรฺตสฺส อธโมฺขสทฺธา พลวตรา โหติ, วีริํ สุปคฺคหิตํ, สติ สูปฏฺฐิตา, จิตฺตํ สุสมาหิตํ, สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ติกฺขตรํ ปวตฺตติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ เมื่อเขานั้นเสพ เจริญ ทำใากซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้น อธิโมกขสัทธาย่อมมีกำลังมากกว่า วิริยะย่อมูกประคอดี สติย่อมตั้งมั่นดี จิตย่อมั้งมั่นดี สังขารุเปกขาญาณย่อมเป็ไปอย่างคมยิ่ง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สฺส อทานิ มฺโค อุปฺปชฺชิสฺสตีติ สงฺขารุเปกฺขาย สงฺขาเร ‘‘อนิจฺจา’’ติ วา ‘‘ทุกฺขา’’ติ วา ‘‘อนตฺตา’’ติ วา สมฺมสิตฺวา ภวงฺคํ โอตรติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เม่อเขาคิดว่า ัดนี้มรรคจักกิดขึ้น จึงกำหนดสังขารด้วยสังขารุเปกขาว่า ‘‘อนิจจา’’ หรอวา ‘‘ทุกขา’’ หรืว่า ‘‘อนัตตา’’ แล้วลสู่ภวังค์ 
 + 
 +ฏฺฐ.: ภวฺคานนฺตรํ สงฺขารุเปกฺขาย กตนเยเนว สงฺขาเร ‘‘อนิฺจา’’ติ วา ‘‘ทุกฺขา’’ิ วา ‘‘อนตฺตา’’ติ วา อารมฺมณํ กุรุมานํ อุปฺปชฺชติ มโนทฺวาราวชฺชนํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปลต่จากภวังค์ มโนทวาราวัชชนะย่อมเกดขึ้น โดยทำสังขารให้เรมณ์ว่า ‘‘อนิจจา’’ หรือว่า ‘‘ทุกขา’’ หรือว่า ‘‘อนัตตา’’ ด้วนัยที่สังขารุเปกขาทำไว้นั่นแล 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตทนนฺตรํ ตเถว สงฺขาเร อารฺมณํ กตฺวา ทฺเว ตีณิ จตฺตาริ วา ชวนจิตฺตานิ อุปฺปชฺชนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ต่อจากนั้น ชวนจิตอง สาม หรือสี่ดวง ย่อมเกิดขึ้น ดยทำังขารให้ป็นอารมณ์อย่างเดียวกัน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ อนุโลมญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ญาณี่ประกอบด้วยชวนจิตนั้น ชื่อว่าอนุโลมญาณ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตญฺหิ ปุริมานญฺจ อฏฺฐนฺนํ วิปสฺสนาญาณานํ ตถกิจฺจตาย อนุโลเมติ, อุปริ จ ปตฺตพฺพานํ สตฺตติํสาย โพธิปกฺขิยธมฺมานํ อนุโลเมติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ญาณนั้นย่อมอนุโลมต่อวิปัสสนาญาณทั้งปดอันก่อน เพราะทำกิจเช่นเดียวกัน และย่อมอนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรมทั้งสามสิบเจ็ดอันพึงบรรลุในเบื้องบน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ยถา หิ ธมฺมิโก ราชา วินิจฺฉยฏฺฐาเน นิสินฺโน อฏฺฐนฺนํ โวหาริกมหามตฺตานํ วินิจฺฉยํ สุตฺวา อคติคมนํ ปหาย มชฺฌตฺโต หุตฺวา ‘‘เอวํ โหตู’’ติ อนุโมมาโน เตสญฺจ วินิจฺฉยสฺส อนุโลเมติ, โปราณสฺส จ ราชธมฺมสฺสฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เปรยบเหมือนพระราชาผู้ทรงธรรม ประทับนังใ่วินิจฉัย เมื่อทรงฟังคำวินิจฉัยของมหาอำมาตย์ผูชำาญโวหารทั้งแปด ทรงละอคติ ทรงเป็นผู้เป็นกลาง ทรงอนุโมทนาว่า ‘‘จงเป็นอย่างนั้นเถิด’’ ย่อมอนุโลมทั้งต่อคำวินิจฉัยของพวกเขานั้น และตอรชธรรมอันเก่าแก่ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตตฺถ ราชา วิย อนุลมญาณํ, อฏฺฐ โวหาริกมหามตฺตา วิย อฏฺฐ วิปสฺสนาญาณานิ, โปราณราชธมฺโม วิย สตฺตติํส โพธิปกฺขิยธมฺม, ยถา ราชา ‘‘เอํ โหตู’’ติ อนุโมทมาโน โวหาริกานญฺจ วินิจฺฉยสฺส ราชมฺมสฺส จ อนุโลเมติ, เอวมิทํ อนิจฺจทิวน สงฺขาเร อารฺภ อุปฺปชฺชมานานํ อฏฺฐนฺนญฺจ วิปสฺสนาญาณานํ ตถกิจฺจตาย อนุโลเมติ, อุปริ จ ปตฺตพฺพานํ สตฺตติํสาย โพธิปกฺขิยธมฺมานํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในอุปมานั้น พระราชาเปรียบเหมือนอนุโลมญาณ มหาอำมาตย์ผู้ชำนาญโวหารทั้แปดเปรียบเหมือนวิปัสสนาญาณทั้งแปด ราชธรรมอันเก่าแก่เปรียบเหมือนโพธิปักขิยธรรมทั้งสมสิบเจ็ด ฉันใด พระราชาทรงอนุโมทนาว่า ‘‘จงเป็นอ่างนั้นเิด’’ ย่อมอนุโลมทั้ต่อคำวินิจฉัยของพวกโวาริก และต่อราชธรรม ฉันใด ญาณนี้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสังขารด้วยอาการอนิจจาทิ กย่อมอุโลมต่อวิปัสสนาญาณทั้งแปด พราะทำกิจเช่เดียวกัน และย่อมอนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรมทั้งสามสิบเจ็ดอันพึงบรรลุในเบื้องบน ฉันนั้น 
 + 
 +อฏฺฐ.: ตสฺมา อนุโลมญาณนฺติ วุจฺจติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ฉะนั้นจึงเรียกว่าอนุโลมญาณ 
 + 
 +== [๑๐] พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการออกและหันกลับจากภายนอก ชื่อว่าโคตรภูญาณ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณนฺติ เอตฺถ พหิทฺธาติ สงฺขารนิมิตฺตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํ''' ในที่นี้ คำว่า ''พหิทฺธา'' หมายถึงสังขารนิมิต 
 + 
 +อฏฺฐ.: ตญฺหิ อชฺฌตฺตจิตฺตสนฺตาเน อกุสลกฺขนฺเธ อุปาทาย พหิทฺธาติ วุตฺตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ สังขารนิมิตนั้นได้ชื่อว่าภายนอก เพราะอาศัยอกุศลขันธ์ในกระแสจิตภายใน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺมา พหิทฺธา สงฺขารนิมิตฺตมฺหา วุฏฺฐาติ วิคตํ หุตฺวา อุทฺธํ ติฏฺฐตีติ วุฏฺฐานํ, วิวฏฺฏติ ปราวฏฺฏติ ปรมฺมุขํ โหตีติ วิวฏฺฏนํ, วุฏฺฐานญฺจ ตํ วิวฏฺฏนญฺจาติ วุฏฺฐานวิวฏฺฏนํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ฉะนั้น การออกจากสังขารนิมิตภายนอก โดยเป็นผู้ปราศแล้วตั้งอยู่ข้างบน ชื่อว่า ''วุฏฺฐาน'' การหันกลับ การหันไปข้างอื่น การเป็นผู้หันหน้าไปข้างอื่น ชื่อว่า ''วิวฏฺฏน'' ทั้งวุฏฐานและวิวัฏฏนนั้นรวมกันชื่อว่า ''วุฏฺฐานวิวฏฺฏน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เตวาห – 
 +‘‘คตฺรภุญาณํ มุทยสฺส อสมุจฺฉินฺทนโต ปวตฺตา น วุฏฺฐาติ, นิพฺพานารมฺมณโต ปน นิมิตฺตา วุฏฺฐาตีติ อกโต วุฏฺฐาํ โหตี’’ติ (วิสุทฺธิ. ๒.๘๒๗)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ‘‘โคตรภูญาณย่อมไม่ออกจากปวัตติ พราะยังไม่ัดสมุทัย แต่ย่อมออกจากิมิตเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์ ดังนี้จึงเป็นวุฏฐานด้านเดียว’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปุถุชฺชนโคตฺตาภิภวนโต อริยโคตฺตภาวนโต โคตฺรภุฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะครอบงำปุถุชนโคตร เพราะยังอริยโคตรให้เจริญ จึงชื่อว่า ''โคตฺรภุ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิทญฺหิ อนุโลมญาเณหิ ปทุมปลาสโต อุทมิว สพฺพสงฺขาโต ปติลียมานจิตฺตสฺส อนุโลมญาสฺส อาเสวนนฺเต อนิมิตฺตํ นิพฺพานํ อารมฺมณํ กุรุมานํ ปุถุชฺชนโคตฺตํ ปุถุชฺชนสงฺขํ ปุถุชฺชนภูมิํ อิกฺกมมาํ อริยโคตฺตํ อริยสงฺขํ อริยภูมิํ โอกฺกมมานํ นิพฺพานารมฺมเณ ปฐมาตฺตนปฐมโภคปฐมสมนฺนาหารภูตํ มคฺคสฺส นนฺตรสมนนฺตราเสนอุปนิสฺสยนตฺถิวิคตวเสน ฉหิ อากาเรหิ ปจฺจยภาวํ สาธยมานํ สิขาปฺปฺตํ วปสฺสนาย มุทฺธภูตํ ปุนราวตฺตกํ อุปฺปชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ญาณนี้ย่อมเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการเสพอนุโลมญาณของจิตที่กำลังอยกลับจกสังขารทั้งวง เหมือนน้ำท่ถอกลับจากใบบัว ด้วยอนุโลมญาณทั้งหลาย โดยทำนิพพานอันไม่มีนิมิให้เป็นอารมณ์ กำลังก้าวล่วงปุถุชนโคตร ปุถุชนสังขยะ ปุถุชนภูมิ กำลังก้าวลงสู่ริยโคตร อริยสังขยะ อริยภูมิ เ็นฐมาวัตตนะ ปฐมาโภค ปฐมสมันนาหารในนิพพานอารมณ์ กำลังังปัจจัยภาพให้สำเร็จด้วยอาการหก คือ อนันะ สมันนันตะ อาเสวนะ อุปนิสสยะ นัตถิ วิคตะ เป็นท่สุดแห่งวิปัสสนา เป็นยอดแห่งวิปัสสนา ไม่กลับมาอีก 
 + 
 +== [๑๑] ทุภโต วุฏฺฐานววฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: ทุภต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการออกและหันกลับจากทั้งองด้าน ชื่อว่าญาณในมรรค 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ทุภโต วุฏฺฐิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณฺติ เอตฺถ ทุภโตติ อุภโต, ทฺวยโตติ วา วุตฺตํ โหติฯ 
 +อฏฺฐ.แปล: '''ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ''' ในที่นี้ คำว่า ''ทุภโต'' หมายถึงทั้งสองด้าน หรือว่าจากสองอย่าง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: กิเลสานํ สมุจฺฉินฺทนโต กิเลเสหิ จ ตทนุวตฺตกกฺขนฺเธหิ จ นิพฺพานารมฺมณกรณโต พหิทฺธา สพฺพสงฺขารนิมิตฺเตหิ จ วุฏฺฐาติ วิวฏฺฏตีติ ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญาฯ 
 +อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่ออกและหันกลับจากทั้งสองด้าน เพราะตัดกิเลส เพราะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ จึงออกจากกิเลสและขันธ์อันเป็นไปตามกิเลสนั้น และจากสังขารนิมิตภายนอกทั้งปวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เตเนวาห – 
 +‘‘จตฺตาริปิ มคฺคญาณานิ อนิมิตฺตารมฺมณตฺตา นิมิตฺตโต วุฏฺฐหนฺติ, สมุทยสฺส สมุจฺฉินฺทนโต ปวตฺตา วุฏฺฐหนฺตีติ ทุภโต วุฏฺฐานานิ โหนฺตี’’ติ (วิสุทฺธิ. ๒.๘๒๗)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ‘‘มรรคญาณทั้งสี่ ย่อมออกจากนิมิต เพราะมีอนิมิตเป็นอารมณ์ ย่อมออกจากปวัตติ เพราะตัดสมุทัย ดังนี้จึงเป็นวุฏฐานทั้งสองด้าน’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มคฺเค ญาณนฺติ นิพฺพานํ มคฺคติ เปกฺขติ, นิพฺพานตฺถิเกหิ วา มคฺคียติ อนฺเวสียติ, กิเลเส วา มาเรนฺโต คจฺฉติ ปวตฺตตีติ มคฺโค, ตสฺมิํ มคฺเค ญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า ''มคฺเค ญาณํ'' ความว่า ย่อมแสวงหา ย่อมเพ่งดูนิพพาน หือว่าถูกแสวงหา ถูค้นาโดยผู้ต้องการิพพาน หรือว่าเป็นไปโยฆ่ากิเลส จึงชื่อว่ามรรค ญาณในมรรคนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ชาติคฺคหเณน เอกวจนํ กตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: กระทำเอกวจนะโดยการือเอาชาติ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตญฺหิ โคตฺรภุญาณสฺส อนนฺตรํ นิพฺพานํ อารมฺมณํ กุรุมานํ สยํวชฺเฌ กิเลเส นิรวเสสํ สมุจฺฉินฺทมานํ อนมตคฺคสํสารวฏฺฏทุกฺขสมุทฺทํ โสสยมานํ สพฺพาปายทฺวารานิ ปิทหมานํ สตฺตอริยธนสมฺมุขีภาวํ กุรุมานํ อฏฺฐงฺคิกํ มิจฺฉามคฺคํ ปชหมานํ สพฺพเวรภยานิ วปสมยมานํ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส โอรสปุตฺตภาวมุปนยมานํ อญฺญานิ จ อเนานิ อานิสํสสตานิ ปฏิลาภยมานํ มคฺคญาณํ อุปฺปชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ มรรคญาณนั้นย่อมเกิดขึ้นต่อจากโคตรภูญาณ โดยทำนิพพานให้เป็นอารณ์ กำลังตัดกิเลสอันควรฆ่าเอ้หมดสิ้น กำลังทำให้มหาสมุทแห่งทุกข์ในสังสารวัฏอันไม่มีเบงต้นแห้งลง กำลังปิดประตอบายทั้งปวง ำลังทำให้ถึงพ้อมซึ่งอริยทรัพย์ทั้งเจ็ด กำลังละมิจฉมรรคอันประอบด้วยองค์แปด กำลังระงับเวรและภัยทั้งปวง กำลังนำไปสู่ความเป็นบุตรดยชอบของพระัมมาสัมพุทธเจ้า และกำลังให้ได้ซึ่งอานิสงส์อื่นอีกหลายร้อยประการ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ฐาุํ อิจฺฉํ ปุริโส, ลงฺฆิตฺวา มาติกาย ปรตีเร; 
 +เวเคนาคมฺม ยถา, คณฺิตฺวา โอริมติรตรุพทฺธํฯ 
 +รชฺชุํ วา ทณฺฑํ วา, อุลฺลงฺฆิตฺวาน ปารนินฺนตนุ; 
 +ปาราปนฺโน ปน ตํ, มุญฺจิย เวธํ ปติฏฺฐหติ ปาเรฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บุรุษผ้ปรารถนาจะยืนยู่ เมื่อข้ามแม่น้ำใหญ่ไปสู่ฝ่งโ้น ด้วยกำลังอันมาถึง ย่อมจับชือกหรือไม้ที่ผูกไว้ที่ต้นไม้ฝั่งนี้ แล้วกระโดดข้ามไป ร่างกายโน้มไปสู่ฝั่งโน้น เมื่อถึงฝั่งโน้นแล้ว จึงปล่อยเชือกหรือไม้นั้น แล้วตั้งมั่นอยู่ที่ฝั่งโน้นด้วยความสั่นสะท้าน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวํ โยคาวจโร, สกฺกายมยมฺหิ โอริเม ตีเร; 
 +ทิฏฺฐภโย อภเย ปน, ฐาตุํ อิจฺฉํ อมตปาเรฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ฉันใด โยคาวจรผู้เห็นภัยในฝั่งนี้คือสักกายะ ปรารถนาจะยืนอยู่ในฝั่งโน้นคืออมตะอันไม่มีภัย 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อุทยพฺพยานุปสฺส , ปภุติกวเคน อาคโต รชฺชุํ; 
 +รูปาวฺํ ทณฺฑํ วา, ทิตรขนฺธาวฺหยํ สมฺมาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อมาถึงด้วยกำลังอันเริ่มต้นจากอทยัพพยานุปัสสนา ย่อมจับเชือกอันมีชื่อว่ารูป หรือไม้อันมีชื่อว่าขันธ์อื่นอย่างถูกต้อง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: คณฺหิตฺวา อาวชฺชน, จิตฺตน หิ ุพฺพวุตฺตยโตว; 
 +อนุโลมหุลฺลงฺฆิย, นิพฺพุตินินฺโน ตทาสโนปโตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อจับด้วยจิตคืออาวัชชนะ ด้วยนัยที่กล่าวไว้ก่อนนั่นแล กระโดดข้ามด้วยอนุโลมทั้หลาย โน้ไปสู่นิพพาน เข้าถึงอาสนะนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตํ มุญฺจิย โคตฺรภุนา, อลทฺธอาเสวเนน ตุ ปเวธํ; 
 +ปติโต สงฺขตปาเร, ตโต ปติฏฺฐาติ มคฺคญาเณนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แล้วปล่อยเชือกหรือไม้ั้นด้วยโคตรภู ยังไม่ได้อาเสวนะ จึงสั่นสะท้าน ตกลงท่ฝั่งแห่งสังขตะ ต่อจากนัจึงตั้งมั่นด้วยมรรคญาณ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปสฺสิตุกาโม จนฺทํ, จนฺท ฉนฺนมฺหิ อพฺภปฏเลหิ; 
 +ถุลกสุขุมสุขุเมสุ, อพฺเภสุ หเฏสุ วายุนา กมโตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บุุษผู้ปรารถนาจะเห็นจันทร์ เมื่อจันทร์ถูกบังด้วยชั้นเมฆ ก้อนเมฆหยาบ ละเอียด และละเอียดยิ่ง ถูพัดไปตามลำดับด้ยลม 
 + 
 +* อฏฺฐ.: จนฺทํ ปสฺเสยฺย นโร, ยถา ตเถวานุโลมญาเณหิ กมา; 
 +สจฺจจฺฉาทกโมเห, วินาสิเต เปกฺขเต หิ โคตฺรภุ อมตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล:อมเห็นจันทร์ ฉันใด เมื่อโมหะอันปกปิดสัจจะถูกทำลยด้วยอนุโลมญาณตามลำดับ โคตรภูก็ย่อมเพ่งดูอมตะ ฉันนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: วาตา วิย เต จนฺทํ, อมตํ น หิ เปกฺขเรนุโลมานิ; 
 +ปุริโส อพฺภานิ ยถา, โคฺรภุ น ตมํ วิโนเทติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ลมทั้งหลยไม่เห็นจันทร์ ฉันใด อนุโลมทั้งหลายก็ไม่เพ่งดูอมตะ ฉันนั้น บุรุษไม่พัดเมฆให้หายไป ฉันใด โคตรภูก็ไม่กำจัดคามมืด ฉันนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ภมิตมฺหิ จกฺกยนฺเต, ฐิโต นโร อญฺญทินฺนสญฺญาย; 
 +อุสุปาเต ผลกสตํ, อเปกฺขมาโน ยถา วิชฺเฌฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บุรุษผู้ยืนอยู่ที่ล้อเกวียนที่กำลังหมุน ด้วยสัญญาที่ผู้อื่นให้ไว้ เมื่อลูกศรตกลง ย่อมเพ่งดูแผ่นไม้ร้อยแผ่น แล้วยิงถูก ฉันใด 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวมิธ มคฺคญณํ, โคตฺรภุา ทินฺนสญฺญมวิหาย; 
 +นิพฺพาเน วตฺตนฺตํ, โลภกฺขนฺธาทิเก ปทาเลติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้มรรคญาณก็ฉันนั้น เมื่อไม่ลสัญญาที่โครภุให้ไว้ กำลงเป็นไปในนิพพาน ย่อมทำลายโลภขันธ์เป็นตน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สํสารทุกฺขชลธิํ , โสสยติ ปิทหติ ทุคฺคติทฺวารํ; 
 +กุรุเต จ อริยธนินํ, มิจฺฉามคฺคญฺจ ปชหาติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมทำให้มหาสมุทรแห่ทุกข์ในสังสารแห้งลง ยอมปิดประตูทุคติ ย่อมทำให้ถึพร้อมซึ่งอริยทรัพย์ ย่อมละมิจฉามรรค 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เวรภยานิ สมยเต, โรติ นถสฺส โอสสุตตฺตํ; 
 +อญฺเญ จ อเนกสเต, อานีสํเส ททาติ ญาณมิทนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมระงบเวรและภัยทั้หลาย ย่อมกระทำให้เป็นบุตรโดยชอบของพระนาถะ และย่อมให้อานิสงส์อื่นอีกหลายร้อยประการ ญาณนี้ 
 + 
 +== [๑๒] ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ปญฺญา ผเล ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ปญฺญา ผเล ญาณํ ฯ 
 +* ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการระงับแห่งความเพียร ชื่อว่าญาณในผล 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณนฺติ เอตฺถ ปโยโคติ ภุโส โยโค, ผลสจฺฉิกิริยาย มคฺคภาวนาย อุภโต วุฏฺฐานปโยโค, ตสฺส ปโยคสฺส ปฏิปฺปสฺสมฺภนํ นิฏฺฐานํ ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณํ''' ในที่นี้ คำว่า ''ปโยค'' หมายถึงความเพียรอย่างแรง คือความเพียรแห่งการออกทั้งสองด้านเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล ด้วยการเจริญมรรค การระงับ การสิ้นสุดแห่งความเพียรนั้น ชื่อว่า ''ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: กิํ ตํ? จตุมคฺคกิจฺจปริโยสานํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ความเพียรนั้นคืออะไร คือที่สุดแห่งกิจแห่งมรรคทั้งสี่ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สฺสา ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิยา เหตุภูตาย ปวตฺตา ผเล ปญฺญา ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เป็นไปในผล เพราะมีปโยคปฏิปัสสัทธิเป็นเหตุ ชื่อว่า ''ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา'
 + 
 +* อฏฺฐ.: ผลติ วิปจฺจตีติ ผลํ, ตฺมํ ผเล ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล:อมให้ผล ย่อมสุกอม จึงชื่อว่าผล ญาณที่ประกอบด้วยผลนั้นในผลนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอเกกสฺส หิ มฺคญาณสฺส อนนฺตรา ตสฺส ตสฺเสว วิปากภูตานิ นิพฺพานารมฺมณานิ ตีณิ วา ทฺเว วา เอกํ วา ผลจิตฺตานิ อุปฺปชฺชนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ต่อจากมรรคญาณแต่ละอย่าง ผลจิตสามดวง หรืองดวง หรือหนึ่งดวง อันเป็นวิบากแห่งมรรคนั้น ๆ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมเกิดขึ้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อนนฺตรวิปากตฺตาเยว โลกุตฺตรกุสลานํ ‘‘สมาธิมานนฺตริกญฺญมาหู’’ติ (ขุ. ปา. ๖.๕; สุ. นิ. ๒๒๘) จ, ‘‘ทนฺธํ อานนฺตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยายา’’ติ (อ. นิ. ๔.๑๖๒) จ อาทิ วุตฺตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราเป็นวิบากอันมีอนันตรภาพนั่นแล จึงด้ตัสไว้ว่า ‘‘เขากล่าวว่าสมาธิมีอนันตริกะ’’ และว่า ‘‘ย่อมถึงซึ่งอนันตริกะช้าเพความสิ้นอาสวะ’’ เป็นต้น แกโลกุตตรกุศลทั้งหลาย 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ยสฺส ทฺเว อนุโลมานิ, ตสฺส ตติยํ โคตฺรภุ, จตุตฺถํ มคฺคจิตฺตํ, ตีณิ ผลจิตฺตานิ โหนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ผู้ใดมีอนุโลมสองดวง ผู้นั้นมีโคตรภูเป็นดวงที่สาม มรรคจิตเป็นวงที่สี่ ผลจิตสามดวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ยสฺส ตีณิ อนุโลมานิ, ตสฺส จตุตฺถํ โคตฺรภุ, ปญฺจมํ มคฺคจิตฺตํ, ทฺเว ผลจิตฺตานิ โหนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ผูใดมีอนุโลมสามดวง ผู้น้นมีโคตรภูเป็นดวที่สี่ รรคจิตเป็นดวงที่ห้า ผลจิตองดวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ยสฺส จตฺตาริ อนโลมานิ, สฺส ปญฺจมํ โคตฺรภุ, ฉฏฺฐํ มคฺคจิตฺตํ, เอกํ ผลจิตฺตํ โหติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ผู้ใดมีอนุโลมสี่ดวง ผู้นั้นมีโคตรภูเป็นดวงที่ห้า มรรคจิตเป็นดวงที่หก ผลจิตหนึ่งดวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิทํ มคฺควีถิยํ ผลํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: นี่คือผลในมรรควิถี 
 + 
 +* อฏฺฐ.: กาลนฺตรผลํ ปน สมาปตฺติวเสน อุปฺปชฺชมานํ นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส อุปฺปชฺชมานญฺจ เอเตเนว สงฺคหิตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ส่วนผลในกาลอื่นที่เกิดขึ้นโดยสมาบัติ แลที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ออกจากนิโรธ ก็สงเคราะห์เข้าในผลนี้เอง 
 + 
 +== [๑๓] ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ == 
 + 
 +ปิฏก.: '''ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน [ฉินฺนมนุปสฺสเน (สฺยา.), ฉินฺนวฏฺฏมนุปสฺสเน (สี. อฏฺฐ.)] ปญฺญา วิมุตฺติญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในการพิจารณาเห็นสิ่งที่ถูกตัดขาดแล้วแห่งวัฏฏะ [ในฉบับสยามว่า ฉินฺนมนุปสฺสเน, ในฉบับสีหลและอรรถกถาว่า ฉินฺนวฏฺฏมนุปสฺสเน] คือ วิมุตติญาณ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ฉินฺนวฏุมานุปฺสเน ปญฺญาติ เตน เตน อริยมคฺเคน สมจฺฉินฺนํ ํ ตํ อุปกฺกิเลสํ ปจฺฉา ปสฺสเน ปญฺญาฯ วิมุตฺติญาณนฺติ วิมุตฺติยา ญาณํฯ วิมุตฺตีติ จ อุปกฺกิเลเสหิ วิมุตฺตํ ปริสุทฺธํ จิตฺตํ, วิมุตฺตภาโว วาฯ ตสฺสา วิมุตฺติยา ชานํ ญณํ วิุตฺติญาณํฯ กิเลเสิ วิมตฺตํ จิตฺตตติมฺปิ กิเลเหิ วิมตฺตภาวมฺปิ ปจฺจเวกฺขนฺโต กิเลเสหิ น วินา ปจฺจเวกฺขตีติ เอเตน ปหีนกิเลสปจฺจเวกฺขณํ วุตฺตํ โหติฯ ‘‘วิมุตฺตฺมิํ วิมุตฺตมิติ ญาณํ หตี’’ติ (มหาว. ๒๓; ที. นิ. ๑.๒๔๘) หิ อิทเมว นฺธาย วุตฺตํฯ อวิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ ปน อวุตตมฺปิ อิมิาว วุตฺตํ โหตีติ คเหตพฺพํฯ วุตฺตญฺจ – ‘‘วุตฺตมฺหิ เอกธมฺเม,ย ธมฺมา เอกลกฺขณา เตน; วุตฺตา ภวนฺติ สพฺเพ, อิติ วุตฺโต ลกฺขโณ หาโร’’ติฯ (เนตฺติ. 4.5 นิทฺเทสวาร); ถ วา อรหโต อวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณาภาวา จตุนฺนํ อริยานํ ลพฺภมานํ ปหีนกิเลสปจฺจเวกฺขณเมว วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปักกิเลสแต่ละอย่างที่ถูกตัดขาดโดยประการเด็ดขาดด้วยมรรคอริยะแต่ละอย่าง ในภายหลัง. คำว่า '''วิมุตฺติญาณํ''' หมายความว่า ญาณแห่งวิมุตติ. ่วนคำว่า '''วิมตฺติ''' นั้น ได้แก่ จิตที่หลุดพ้นจากอุปักกิเลสแล้ว เป็นจิตที่บริสุทธิ์ หรือภาวะแห่งการหลุดพ้น. การรู้ซึ่งวิุตตินั้น ชื่อว่า วิมุตติญาณเมื่อพิจารณาทบทวทั้งกระแสจตที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว และทั้งภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ก็ย่อมพิจารณาทบทวนโดยไม่ปราศจากกิเลส (คือโดยอาศัยการพิจารณาถึงกิเลสที่ถูกละแล้ว) ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวถึงการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้วดังมีคำกล่าวไว้ว่า ‘‘เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณว่า หลุดพ้นแล้ว’’ (มหาวรรค ๒๓; ทีฆนิกาย ๑.๒๔๘คำกล่านั้นย่อมมุ่งหมายถึงข้อนี้เอง. ส่วนการพจารณาทบทวนกิเลสที่ังเหลืออยู่ แม้จะมิได้กล่าวไว้ดยตรง ก็พึงถือเอาว่าถูกกล่าวไว้ด้วยข้อนี้เอง. ดังมีคำกล่าวไว้แล้วว่า – ‘‘เมื่อกล่าวธรรมอย่างหนึ่งไว้แล้ว ธรรมทั้งหลายที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับธรรมนั้น ย่อมถูกกล่าวไว้ทั้งหมดด้วยธรรมนั้น ดังนี้ ชื่อว่า หาระชื่อลักษณะ’’ (เนตติปกรณ์ ๔.๕ นิทเทวาระ). หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะพระอรหัน์ไม่มีการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออยู่ จึงพึงทราบว่า การพิจรณาทบทวกิเลสที่ถูกละไปแล้ว ซึ่งมีแก่พระอริยะทั้งสี่ท่านเท่านั้น ที่ถูกกล่าวไว้.'' 
 + 
 +== [๑๔] ตทา สมทาคเต ธมฺเม ปฺสเน ปญฺญา ปจฺจวกฺขเณ ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ตทา สมุทาคเต [สมุปาคเต (สฺยา.)] ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในกาพิจารณาเห็ธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะนั้น [ในฉบับสยาม่า สมุปาคเต] คือ ญาณในการพจารณาทบทวน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญาติ ตทา มคฺคกฺขเณ ผลกฺขเณ จ สมุทาคเต ปฏิลาภวเสน จ ปฏิเวธวเสน จ สมาคเต สมฺปตฺเต สมงฺคิภูเต มคฺคผลธมฺเม จตุสจฺจธมฺเม จ ปสฺสนา เปกฺขณา ปชานนา ปญฺญาฯ ปจฺจเวกฺขเณ ญาณนฺติ นิวตฺติตฺวา ภุสํ ปสฺสนํ ชานนํ ญาณํฯ ิมินา จ ญาณทฺเยน ปจฺจเวกฺขณญณานิ วุตฺตานิ โหนฺติฯ โสตาปนฺนสฺส หิ มคฺควีถิยํ โสตาปตฺติผลปิโยสาเน จตฺตํ ภวงฺคํ โอตรติ, ตโต ภวงฺคํ อุปจฺฉินฺทิตฺวา คปจฺจเวกฺขณตฺถาย โนทฺวาราวฺชนํ อุปฺปชฺชติ, ตสฺมิํ นิรุทฺเธ ปฏิปฏิยา สฺต มคฺคปจฺจเวกฺขณชวนานีติฯ ปุน ภวงฺคํ โอตริตฺวา เตเนว นเยน ผลาทีนํ ปจฺจเวกฺขณตฺถาย อาวชฺชนาทีนิ อุปฺปชฺชนฺติฯ เยสํ อุปฺปตฺติยา เอส มคฺคํ ปจฺจเวกฺขติผลํ ปจฺจเวกฺขิ, ปหีนกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, อวสิฏฺฐกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติฯ โส หิ ‘‘อิมินา วตาหํ มคฺเคน อาคโต’’ติ มคฺคํ ปจฺจเวกฺขติ, ตโต ‘‘อยํ เม อานิสํโส ลทฺโ’’ติ ผลํ ปจฺจเวกฺขติ,ต ‘‘อิเม นาม เม กิเลา ปหีนา’’ิ ปหีนกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, ตโต ‘‘อิเม นม เม กิเลสา อสิฏฺฐา’’ติ อุปริมคฺควชฺเฌ กิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, อวสาเน ‘‘อยํ เม มฺโม อรมฺมณโต ปฏิลทฺโธ’’ติ อมตํ ิพฺพาํ ปจจเวกฺขติฯ อิติ โสตาปนฺนสฺส อริยสากสฺส ปญฺจ ปจฺจเวกฺขณานิ โหนฺติฯ ยถา จ โสตาปนฺนสฺส, เอวํ สกทาคามิอนาคามีนมฺปิฯ อรหโต ปน อวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ นาม นตฺถีติ จตฺตาริเยว ปจฺจเวกฺขณานิฯ เอวํ สพฺพานิ เอกูนวีสติ ปจฺจเวกฺขณญาณานิฯ อกฺกฏฺฐปริจฺเฉโทเยว เจโสฯ ปหีนาวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ เสกฺขานํ โหิ วา น วาฯ ตสฺส หิ อภาวโตเยว มหานาโม สกฺโก ภควนฺตํ ปุจฺฉิ ‘‘โกสุ นาม เม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหีโน, เยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺตี’’ติอาทิ (ม. นิ. ๑.๑๗๕)''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาอันเป็นการเห็น การเพ่งดู การรู้แจ้ง ซึ่งมรรคผลธรรมและจตุัจจธรรม ที่เกดขึ้นพร้อมกัน ทีมาถึพร้อมกัน ที่ถึงพร้อมกัน ทีเป็นไปพร้มกัน ด้ยอำนาจแหงกรได้ และการแทงลอด ในขณมรรคและในขณะผลในเวลานั้น. คำว่า '''ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ''' หมายความว่า ญาณอันเป็นการเห็นอย่างแรงกล้า การรู้ โดยการหวนกลับมา. ด้วยญาณทั้งสองนี้ ญาณในการพิจารณาทบทวนทั้งหลายจึงถูกกล่าวไว้. สำหับพะโสดาบัน ในรรควิถี เมื่อสิ้นสุดลงแห่งโสดาปัตติผล จิตย่อมลงสู่ภวังค์ ต่อจากนั้นเมื่อตัดภวังค์แล้ว มโนทวาราวัชนะย่อมเกิดขึ้นเพื่อกรพิจารณาทบทวนมรรค เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับไปแล้ว ชวนะในการพิจารณาทบทวนมรรคเจ็ดดวงย่อมเกิดขึ้นามลำดับ. แล้วลงสู่ภวังค์อีกครั้งหนึ่ง แล้วอาวัชชนะเป็นต้นย่อมเกดขึ้นเพื่อการพิจารณาทบทวนผลเป็น้น โดยนัยเดียวกันนั้น. ด้วยการเกิดขึ้นแห่งจิตเหล่านั้น พระโสดาบันย่อมพิจารณาทบทวนมรรค พิจารณาทบทวนผล พิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้ว พิจารณาทบทวนกิเลสที่ยัเหลืออยู่ และพิจารณาทบทวนนิพพาน. คือ พระองค์ย่อมพิจารณาทบทวนมรรคว่า ‘‘เราได้มาถึงด้วยมรรคนี้แล’’ จากนั้นพิจารณาทบทวนผลว่า ‘‘นี่คืออานิสงส์ที่เราได้แล้ว’’ จากนั้นพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้วว่า ‘‘ิเลสชื่อเล่าี้ของเราถูกละไปแล้ว’’ จากนั้นพิจารณาทบทวนกิเลสที่พึงละ้วยมรคเบื้องบนว่า ‘‘กิเลสชื่อเหล่านี้ของเรายังเหลืออย่’’ ในที่สุดพิจารณาทบทวนนิพพานอันเป็นอมตะว่า ‘‘ธรรมนีเราได้แล้วโดยเป็นอารมณ์’’. ดงนี้ พระอริสาวกผู้เป็นโสดาบันย่อมมีการพิจารณาบทวนห้าอย่าง. และเช่นเดียวกับของพระโสดาบัน ของพระสกทาคามีและพระอนาคามีก็เช่นเดียวกัน. ส่วนของพระอรหัน์ ไม่มีการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออย่ จึงมีการพิจารณาทบทวนเพียงสี่อย่างเท่านั้น. ดังนี้ ญาณในการพิจารณาทบทวนทั้งสิ้นมีสิบเก้า. นี่เป็นเพียงการกำนดโดยอย่างสงสุเท่านั้น. การพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้วและที่ยังเหลืออยู่ ของพระเสขะ ย่อมมีหรือไม่มีก็ได้. เพราะความไม่มีแห่งการพิจารณานั้นเอง มหานามศากยะจึงได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘‘ธรรมออะไรเล่าที่ยังไม่ถูกละไปใภายในของข้าพระ์ ซึ่งทำให้ธรรมแห่งโลภะทั้งหลายเข้าครอบงำจิตของข้าพระองค์ตั้งอยู่เป็นครั้งครา’’ ดังนี้เป็นต้น (มัชฌิมนิกย ๑.๑๗๕).'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอตฺถ ธฺมฏฺฐิติญาณาทีนํ เอกาทสนฺนํ ญาณานํ วิภาวนตฺถาย อยํ อุปมา เวทิตพฺพา – ยถา ปุริโส ‘‘มจฺเฉ คเหสฺสามี’’ติ มจฺฉขิปฺปํ คเหตฺวา ตทนุรูเป อุทเก โอสาเรตฺวา ขิปฺปมุเขน หตฺถํ โอตาเรตฺวา อนฺโตอุทเก กณฺหสปฺปํ มจฺฉสญฺญาย คีวาย ทฬฺหํ คเหตฺวา ‘‘มหา วต มยา มจฺโฉ ลทฺโธ’’ติ ตุฏฺโฐ อุกฺขิปิตฺวา ปสฺสนฺโต โสวตฺถิกตฺตยทสฺสเนน ‘‘สปฺโป’’ติ สญฺชานิตฺวา ภีโต อาทีนวํ ทิสฺวา คหเณ นิพฺพินฺโน มุญฺจิตุกาโม หุตฺวา มุญฺจนสฺส อุปายํ กโรนฺโต อคฺคนงฺคุฏฺฐโต ปฏฺฐาย หตฺถํ นิพฺเพเฐตฺวา พาหํ อุกฺขิปิตฺวา อุปริสีเส ทฺเว ตโย วาเร ปริพฺภเมตฺวา สปฺปํ ทุพฺพลํ กตฺวา ‘‘คจฺฉ เร ทุฏฺฐสปฺปา’’ติ นิสฺสชฺชิตฺวา เวเคน ถลํ อารุยฺห ฐิโตว ‘‘มหนฺตสฺส วต โภ สปฺปสฺส มุขโต มุตฺโตมฺหี’’ติ หฏฺโฐ อาคตมคฺคํ โอโลเกยฺยฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในที่นี้ เพื่อแสดงให้เห็นชัดถึงญาณสิบเอ็ดอย่างมีธรรมฐิติญาณเป็นต้น อุปมานี้พึงทราบดังนี้ – เหมือนชายคนหนึ่งคิดว่า ‘‘เราจักจับปลา’’ จึงถือข่ายปลาไปทอดลงในน้ำที่เหมาะสม แล้วยื่นมือเข้าไปทางปากข่าย จับงูดำที่อยู่ในน้ำด้วยสัญญาว่าเป็นปลา โดยจับที่คออย่างแน่นหนา ดีใจว่า ‘‘ปลาใหญ่แลที่เราได้แล้ว’’ จึงยกขึ้นดู เมื่อเห็นเครื่องหมายสวัสดิกะทังสาม จึงรู้ว่า ‘‘เป็นงู’’ เกิดกลัว เห็นโทษ เบื่อหน่ายในการจับ ปรารถนาจะปล่อย จึงหาอุบายในการปล่อย โดยคลายมือออกตั้งแต่นิ้วหัวแม่มือ ยกแขนขึ้น แล้วหมุนงูรอบศีรษะสองสามครั้งให้อ่อนแรงลง แล้วปล่อยปว่า ‘‘จงไปเถิด งูราย’’ แล้วรีบขึ้นสู่ฝ่งยืนอยู่ ดีใจว่า ‘‘เราพ้นจากปากงูตัวใหญ่นี้แล’’ จึงมองดูหนทงที่ตนมา.'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตตฺถ ตสฺส ปุริสสฺส มจฺฉสญฺญาย ณฺหสปฺปํ ทฬฺหํ คหตฺวา ตุสฺสนํ วิย อิมสฺส โยคิโน อาทิโต พาลุถุชฺชสฺส อนิจฺจตาทิวเสน ภยานกํ ขนฺธปญฺจกํ นิจฺจาทิสญฺญาย ‘‘อหํ มมา’’ติ ทิฏฺฐิตณฺหาหิ ทฬฺหํ คเหตฺวา ตุสฺสนํ, ตสฺส ขิปฺปมุขโต สปฺปํ นีหริตฺวา โสวตฺถิกตฺตยํ ทิสฺวา ‘‘สปฺโป’’ติ สญฺชานนํ วิย สปฺปจฺจยนามรูปปริคฺคเหน ฆนวินิพฺโภคํ กตฺวา กลาปสมฺมสนาทีหิ ญาเณหิ ขนฺธปญฺจกสฺส อนิจฺจตาทิลกฺขณตฺตยํ ทิสฺวา ‘‘อนิจฺจํ ทุกฺขมนตฺตา’’ติ ตสฺส ววตฺถาปนํ , ตสฺส ภายนํ วิย อิมสฺส ภยตุปฏฺฐานญาณํ, สปฺเป อาทีนวทสฺสนํ วิย อาทีนวานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปคหเณ นิพฺพินฺทนํ วิย นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปํ มุญฺจิตุกามตา วิย มุญฺจิตุกมฺยตาญาณํ, มุญฺจนสฺส อุปายกรณํ วิย ปฏิสงฺขานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปํ ปริพฺภเมตฺวา ทุพฺพลํ กตฺวา นิวตฺติตฺวา ฑํสิตุํ อสมตฺถภาวปาปนํ วิย ติลกฺขณาโรปเนน สงฺขารุเปกฺขานุโลมญาเณหิ สงฺขาเร ปริพฺภเมตฺวา ทุพฺพลํ กตฺวา ปุน นิจฺจสุขตฺตากาเรน อุปฏฺฐาตุํ อสมตฺถตาปาปนํ, สปฺปวิสฺสชฺชนํ วิย โคตฺรภุญาณํ, สปฺปํ วิสฺสชฺเชตฺวา ถลํ อารุยฺห ฐานํ วิย นิพฺพานถลํ อารุยฺห ฐิตํ มคฺคผลญาณํ, หฏฺฐสฺส อาคตมคฺโคโลกนํ วิย มคฺคาทิปจฺจเวกฺขณญาณนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในอุปมานั้น ความดีใจของชายผู้นั้นี่จับูดำอย่างแน่นหนาด้ยสัญญาว่าเป็นปลา เปรียบเหมือนความดีใจของโยคีผูนี้ในเบื้องต้นซึ่งเป็นปุถุชนผู้โง่เขลา ที่ยึดมั่นขันธ์ห้าอันน่ากลัวโดยความเป็นอนิจจตาเป็นต้น ด้วยทิฏฐิและตัณหาว่า ‘‘เรา ของเรา’’ ด้วยัญญาว่าเป็นนจจะเป็นต้น. การทีเขานำูออกจากปากข่าย แล้วเห็นเครื่องหมายสวัสดิกะั้งสาม จึงรู้ว่า ‘‘เป็นงู’’ เปรยบเหมือนการกำหนดนามรูปพร้อมด้วยปัจจัย ทำการแยกสวนที่แน่นหนาออก แล้วเห็นลักษณะทั้งสามคืออนิจจตาเป็นต้นแห่งขันธ์ห้าด้วยญาณมีการพิจารณากองรวมเป็นต้น แล้วกำหนดว่า ‘‘อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา’’. ควากลัวของเขา เปรียบเหมือนภยตุปัฏฐานญาณของโยคีนี้. การเห็นโทษในงู เปรียบเหมือนอาทีนวานุปัสสนาญาณ. ความเบื่อหน่ายในการจับงู เปรียบเหมือนนิพพิทานุปัสสนาญาณ. ความปรารถนาจะปล่อยงู เปรียบเหมือนมุญจิตุกัมยตาญาณ. การทำอุบายในการปล่อย เปรียบเหมือนปฏิสังขานุปัสสนาญาณ. การหมุนงูใหอ่อนแงจนไม่สามารถจะหันกลับมากัดได้ เปรียบเหมือนการหมุนสังขารด้ยสังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณ โดยการยกลักษณะทั้งสามขึ้นตั้งไว้ จนทำให้สังขารอ่อนแรงไม่สามารถจะปรากฏด้วยอาการแห่งนิจจะ สุขะ อัตตาได้อีก. การปล่อยงู เปรียเหมือนโคตภูญาณ. การขึ้นสู่ฝั่งแล้ยืนอยู่หลังจากปล่อยงูแล้ว เปรียบเหือนมรรคผลญาณที่ขึ้นู่ฝั่งนพพานแล้วยืนอยู. การมองดูหนทางที่มาของชายผู้ดีใจ เปรียบเหมือนมรรคาทิปัจจเวกขณญาณ.'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อิเมสญฺจ สุตมยญาณาทีนํ จุทฺทสนฺนํ ญาณานํ อุปฺปตฺติกฺกเมน ปฏิปตฺติกฺกเมน จ เทสนกฺกมสฺส กตตฺตา ปจฺจเวกฺขเณสุ ปฐมํ กิเลสปจฺจเวกฺขณํ โหติ, ตโต มคฺคผลนิพฺพานปจฺจเวกฺขณานีติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และเพราะลำดับแห่งการแสดงธรรมถูกกระทำว้ตามลำับแห่งการเกิดขึนและตามลำดบแห่งการปฏิบัติของญาณสิบสี่อย่างมีสุตมยญณเป็นต้นเหล่านี้ นบรรดาการพิจารณาทบทวนทั้งหลาย การพิจารณาทบทวนกิเลสจึงเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเป็นการพิจารณาทบทวนมรรค ผล และนิพพาน ดงนี้พึงทราบ.'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘โลกุตฺตรํ านํ ภาเวติ นิยฺยานิกํ อปจยคามิํ ทิฏฺฐิคตานํ ปหานาย, กามราคพฺยาปาทานํ ตนุภาวาย, กามราคพฺยาปาทานํ อนวเสสปฺปหานาย, รูปราคอรูปราคมานอุทฺธจฺจอวิชฺชานํ อนวเสสปฺปหานายา’’ติ (ธส. ๒๗๗, ๖๑-๓๖๓) จ กิเลปฺปหานํเยว อธกํ กตฺวา มคฺคปฏิปตฺติยา วุตฺตตฺตา ปฏิปตฺตานุรูเปเนว กิเลสปจฺจเวกฺขณสฺส อาทิภาโว ยุชฺชติ, อฏฺฐกถายํ วุตฺตกฺกโม ปน ทสฺสิโตเยวฯ โส ปน กโม ปญฺจวิโธ อุปฺปตฺติกฺกโม ปหานกฺกโม ปฏิปตฺติกฺกโม ภูมิกฺกโม เทสนกฺกโมติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และเพราะในคำวา ‘‘ย่อมเจริญฌาโลกุตตระอนเป็นไปเพื่อการออกไป อันเป็นไปสู่ความสิ้นไป เพื่อละทิฏฐิคตทั้งหลาย เพื่อทำให้กามราคะและพยาบาเบาบาง เพื่อละกามราคะและพยาบาทโดยไม่มเหลือ เพือละรูปราคะ อรูปราคะ มาะ อุทธัจจะ และอวิชชาโดยไมมีหลือ’’ (ธรมสังคณี ๒๗๗, ๓๖๑-๓๖๓) ารละกิเลสถูกกล่าวไว้ดยให้เป็น่วนสำคัญในการปฏิบัิแห่งมรรค กรที่การพิจารณาทบทนกิเลสเป็นอันดับแรกจึงย่อมสมควรตมการปฏิบัติ. ส่วลำดับที่กล่าวไว้ในอรรถกถาได้แสดงไว้แล้ว. ลำดับนั้นมีห้าอย่าง คือ ลำดับแห่งการเกิดขึ้น ลำดับแห่งการละ ลำดับแห่งการปฏิบัติ ลำดับแห่งภูมิ และลำดับแห่งการแสดง.'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''‘‘ปฐมํ กลลํ โหิ, กลลา โหติ อพฺพุทํ; อพฺพุทา ชายเต เปิ, เปสิ นิพพตฺตตี ฆโน’’ตฯ (ส. นิ. ๑.๒๓๕) – เอวมาทิ อุปฺปตฺติกฺกมฯ ‘‘ทฺสเนน ปหาพฺพา ธมฺมา,าวนาย ปหาตพฺพา มฺมา’’ติ (ธ. ส. ติกมาติกา ๘) เอวมาทิ ปหานกฺกโมฯ ‘‘ีลวิสุทฺธิ จิตฺตวิสุทฺธิ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ กงฺขาวิรณวิสุทฺธิ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ญาณทสฺสนวิสุทฺธี’’ติ อวมาทิ ปฏิปฺติกฺกโมฯ ‘‘กามาวจรา ธมฺมา, รูจรา ธมฺมา, อรูปาวจรา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ทุกมาติกา ๙๓-๙๕) เอวมาทิ ภูมิกฺกโมฯ ‘‘จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปฺจ พลนิ สตฺต พชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค’’ติ (ม. นิ. ๓.๔๓; มหานิ. ๑๙๑; จูฬนิ. เมตฺตคูมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๒๒) วา, ‘‘อนุปุพฺพิกถํ กเถสิฯ เสยฺยถิทํ – ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสี’’ิ (มหาว. ๓๑; ที. นิ. ๑.๒๙๘; ๒.๘๓) วา เอวมาทิ เทสกฺกโมฯ อิธ น จุททสนฺนํ าณานํ อุปฺปตฺติกฺกโม ปฏิปตฺติกฺกโม จ ตทุภยวเสน ปฏิปาฏิยา เทสิตตฺตา เทสนกฺกโม จาติ ตโย กมา เวทิตพฺพาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า ‘‘ในเบื้องต้นเ็นกลละ จากกลละเป็นอพพุทะ จกอัพพุะเกิดเป็นเปสิ เปสิจึงเกิดเป็นฆนะ’’ (สังยุตตนิกาย ๑.๒๓๕) ดังน้เป็นต้น ชือว่าลำับแห่งการเกิดขึ้น. คว่า ‘‘ธรรมที่พึงละด้วยการห็น ธรรมที่พึงละด้วยการเจรญ’’ (ธรรมสังคณี ติกมาติกา ๘) ดังี้เต้น ชื่อว่าลำดับแห่งการละ. คำว่า ‘‘ีลวสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กัขาวิตรณวิสุธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ’’ ดังน้เป็นต้น ชือว่าลำับแห่งการปฏิบัติ. คำว่า ‘‘ธรรมในกามาวจร ธรรมในรูปาวจร ธรรมในอรูปาวจร’’ (ธรรมสังคณี ทุกมาติกา ๙๓-๙๕) ดังนีเป็นต้น ชื่อว่าลำดบแห่ภูิ. คำว่า ‘‘สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌค์จ็ด อมรรคมีองค์แปด’’ (มัชฌิมนิาย ๓.๔๓; มหานิทเทส ๑๙๑; จูฬนิทเทส เมตตคูมาณวปุจฉานิทเทส ๒๒) หรือคำว่า ‘‘ทรงแดงอนุปุพพิกถา คือ แสดงทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความ่ำทรม คามเศร้าหมองแห่งกาม และอานิสงส์แห่งเนกขัมม’’ (มหาวรรค ๓๑; ทีฆิกาย ๑.๒๙๘; ๒.๘๓) ดงนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดบแห่งกรแสดง. ในที่นี้พึงทราบลำดบสามอย่าง คือ ลำดับแห่งการเกิดขึนขอญาณสิบสี่อย่าง ลำดับแห่งการปฏิบติ และลำดับแห่การแดง เพราะถูกแสดงไว้ตามลำดับด้ยอำนาจแห่งทั้งสองนั้น.'' 
 + 
 +== [๑๕] == 
 + 
 +* ปิฏก.: อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํฯ 
 +ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดภายใน''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งวัตถุ''' 
 +อฏฺฐ.: อิทานิ ยสฺมา เหฏฺฐา สรูเปน นามรูปววตฺถานญาณํ น วุตฺตํ, ตสฺมา ปญฺจธา นามรูปปฺปเภทํ ทสฺเสตุํ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณนฺติอาทีนิ ปญฺจ ญาณานิ อุทฺทิฏฺฐานิฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บัดนี้ เพราะเหตุที่ในตอนต้นยังมิได้กล่าวถึง '''นามรูปววัตถานญาณ''' โดยอาการที่เ็นสภาวะของตนไว้ ดังนั้น จึงแสดงความจำแนกแห่งนามรูปออกเป็น ๕ อย่าง เพื่อจะแสดงความนั้น จึงได้อุทเทศญาณทั้ง ๕ ว่า '''ปัญญาในอันกำหนดภายใน''' คือ '''ญาณในความ่างแห่งวัตถุ''' เป็นต้นไว้ 
 +* อฏฺฐ.: สกเล หิ นามรูเป วุตฺเต ยํ ปริคฺคเหตุํ สกฺกา, ยญฺจ ปริคฺคเหพฺพํ, ตํ ปริคฺคเหสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะเมื่อกล่าวถึงนามรูปทั้งหมดแล้ว ิ่งใดที่สามารถจะกำหนดได้ และสิ่งใดที่ควรจะกำหนด ก็ย่อมจะกำหนดสิ่งนั้นได้ 
 +* อฏฐ.: โลกุตฺตรนามญฺหิ ปริคฺคเหตุญฺจ น กฺกา นธิคตตฺตา, น จ ปริคฺคเหตพฺพํ อวิปสฺสนูคตฺตฯ 
 +* อฺฐ.แปล: เพราะว่า '''โลุตตนาม''' นั้นไม่อาจจะกำหนดได้ เนื่องจากยังมิได้บรรลุ และก็ไม่ควรจะกำหนด เพราะไม่ใช่ิ่ที่ควรเไปสู่วิปัสสนา 
 +* อฏฺฐ.: ตฺถ อชฺฌตฺตววตฺถาเติ ‘‘เอวํ วตตมนา มยํ อตฺตาติ คหณํ คมิสฺสามา’’ติ อิมินา วิย อธิฺปาเยน อตฺตานํ อธิการํ กตฺวา ปวตฺตาติ อชฺฌตฺตาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ใข้อความนั้น คำว่า '''อชฺฌตฺตววตฺถาเน''' นั้น ความว่า ธรรมทั้งหลายที่ดำเนินไโดยมีตนเป็นอธิการด้วยความตั้งใจว่า ‘‘เราทั้งหลายผู้ดำเนินไปอยู่อย่างนี้ จะเข้าถึงความถือว่าเป็นอัตตา’’ ดังนี้ จึงเรียกว่า '''อชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: อชฺฌตฺตสทฺโท ปนยํ โคจรชฺฌตฺเต นิยกชฺฌตฺเต อชฺฌตฺตชฺฌตฺเต วิสยชฺฌตฺเตติ จตูสุ อตฺเถสุ ทิสฺสติ ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ส่วคำา '''ชฺฌัตตะ''' นี้ ปรากฏในอรรถ ๔ ประการ คือ '''โคจรอัชฌัตตะ''', '''นิยกอัชฌัตตะ''', '''อัชฌัตตอัชฌัตตะ''' และ '''วิสยอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘เตน, อานนฺท, ภิกฺขุนา ตสฺมิํเยว ปุริมสฺมิํ สมาธินิมิตฺเต อชฺฌตฺตเมว ิตตํ สณฺฐเปตพฺพํ, อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๓๖๒) หิ อยํ โครชฺฌตฺเต ทิสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อควมว่า ‘‘ดูกรอานน์ ภกษุั้นพึงตั้งจิตไว้ภยในนั่นเอง ในนิมิตแห่งสมาธิอันเ็นของ่อนนั่นเอง เป็นผู้ยินดีในภยใน มีจิตตั้งมั่น’’ ป็นต้น (ธัมมปทัฏฐกถา ๓๖๒) คำนี้ปากฏใอรรถว่า '''โคจรอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ (ที. นิ. ๑.๒๒๘; ธ. ส. ๑๖๑), อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตี’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๗๓) นิยกฺฌตฺเตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อควมว่า ‘‘ความเลื่อมใสภายใ’’ (ทีฆนิกย ๑.๒๒๘; ธัมมสังคณี ๑๖๑), ‘‘หรือว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่’’ เป็น้น (ทฆนิกาย ๒.๓๗๓) ปรากฏในอรรถว่า '''นิยกอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ, อชฺฌตฺติกา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ติกมาติกา ๒๐) อชฺฌตฺตชฺฌตฺเตฯ 
 +* อฏฺฐ.แล: ในข้อความว่า ‘‘อายตนะที่เป็นภายใน ๖, ธรรมทั้งหลายที่เป็นภายใน’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ตกมาติกา ๒๐) รากฏในอรรถว่า '''อัชฌัตตอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘อยํ โข, ปนานนฺท, วิหาโร ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ ยทิทํ สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อชฺฌตฺตํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรตี’’ติอทีสุ (ม. นิ. ๓.๑๘๗) วิสยชฺฌตฺเต, อิสฺสริยฏฺฐาเนติ อตฺโถฯ 
 +อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกรอานนท์ วิหารนี้แล ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้ว คือการเข้าถึงสุญญตาภายในอยู่ เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวง’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๓.๑๘๗) ปรากฏในอรรถว่า '''วิสยอัชฌัตตะ''' ความหมายว่า ในฐานะแห่งความเป็นใหญ่ 
 +* อฏฺฐ.: ผลสมาปตฺติ หิ พุทฺธานํ อิสฺสริยฏฺฐานํ นามฯ 
 +อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า '''สมาบัติ''' นั้นชื่อว่าเป็นฐานแห่งความเ็นให่ของพระพุทธเจ้ทั้งาย 
 +* อฏฺฐ.: อิธ ปน อชฺฌตฺตชฺฌตฺเต ทฏฺฐพฺโพฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ พึงเห็นในอรรถว่า '''ชฌัตตอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: เตสํ อชฺฌตฺตนํ ววตฺถาเน อชฺฌตฺตววตฺถาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในอันกำหนธรรมทั้งหลาที่เป็นภายในเหล่านั้น ชื่อว่า '''อชฺฌัตตววัตถานะ''' 
 +* อฏฺฐ.: วตฺถุนานตฺเตติ วตฺถูนํ นานาภาเว, นานาวตฺถูสูติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แล: คำว่า '''วตฺถุนานตฺเต''' ความว่า ในความต่างแห่งวตถุทั้งหลาย, หรือในวัตถุอันต่าง ๆ กัน 
 +* อฏฺฐ.: เอตฺถ ชวนมโนวิญาณสฺส ปจฺจยภูโต ภวงฺคมโนปิ จกฺขาทิปญฺจกํ วิย อุปฺปตฺติฏฺฐานตฺตา วตฺถูติ วุตฺโตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้ '''ภวังคมโน''' ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งชวนมโนวิญญาณ ก็ถูกกล่าวว่าป็นวัตถุ เหมอนจักษุเป็นต้นทั้ง ๕ เพราะเป็นทีเกิด 
 +ฏฺฐ.: อาวชฺชนมฺปิ ตนฺนิสฺสิตเมว กาตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แม้ '''อาวัชชนะ''' ก็พึงทำให้อาศัยสิ่งนั้นนั่นเอง 
 + 
 +== [๑๖] == 
 + 
 +ิฏก.: พหิทฺธาววตฺถาเน ปญฺญา คจรนานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดภานอก''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งโคจร''' 
 +* อฏฺฐ.: พหิทฺธาติ ฉหิ อฺฌตฺตชฺฌตฺเตหิ พหิภูเตสุ เตสํ วิสเยสุฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''พหิทฺธา''' ความว่า ใวิสัยของธรรมเหล่านั้นที่อยู่นอกจากอัชฌัตตอัชฌัตตะทั้ง ๖ 
 +* อฏฺฐ.: โคจรนานตฺเตติ วิสยนานตฺเตฯ 
 +* อฏฺฐ.แล: คำว่า '''โคจนตฺเต''' ความว่า ในความต่างแห่งวิสัย 
 + 
 +== [๑๗] == 
 + 
 +* ปิฏ.: จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิก.แปล: '''ปัญญาในอันกำนดจิยา'''ือ '''ญาณในควาต่งแห่งจริา''' 
 +* อฏฺฐ.: จริยาววตฺาเนติ วิญฺญาณจริยาอญฺญาณจริยาญาณจริยาวเสน จริยานํ ววตฺถาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จริยาววตฺถาเน''' ความว่า ในอันกำหนดจริยาทั้หลาย โดยอาการแห่งวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา และญาณจริยา 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘จริยววตฺถาเน’’ติ รสฺสํ กตฺวาปิ ปฐนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บางท่านก็อ่านว่า ‘‘จริววัตถาเน’’ โดยทำให้เป็นรัสสะด้วย 
 + 
 +== [๑๘] == 
 + 
 +* ปิฏก.: จตุธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ภูมินานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดธรรม ๔''' คือ '''ญาณในความตางแห่งภูมิ''' 
 +ฏฺฐ.: จตุธฺมววตฺถาเนติ กามาวจมิอาทีนํ จุทฺทสนฺนํ จตุกฺกานํ วเสน จตุนฺนํ จตุนฺนํ ธมฺมานํ ววตฺถาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จตุธมฺมววตฺถาเน''' ความว่า ในอันกำหนดธรรมทังหลาย ๔ อย่าง ๔ อย่าง โดยอาการแห่งจตุกกะทั้ง ๑๔ คืกามาวจรภูมิเป็นต้น 
 +* อฏฺฐ.: ภูมีติ จ ‘‘ภูมิคตญฺจ เวหาสฏฺฐญฺจา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๑.๑๓๖) ปถวิํ วตฺตติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ส่วนคำว่า '''ภูมิ''' ในข้อความว่า ‘‘ทั้ที่อยู่ใพื้นดิน และทั้งท่ตัอยในอกาศ’’ เป็ต้น (สงยุตตนิกาย ๑.๑๓๖) ย่อมใชความหมายว่า แผ่นดิน 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘อภูมิํ ตาต, มา สวา’’ติอาทีสุ (า. ๑.๖.๓๔) วิสเยฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล:ข้อความว่า ‘‘ดูกรพ่อ อย่าเสพสิ่งที่ไม่ใช่ภูมิ’’ ป็นต้น (ชาตก ๑.๖.๓๔) ใช้ในความหมายว่า วิสัย 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘สุขภูมิยํ กามาวจเร’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ๙๘๘) อุปฺปชฺชนฏฺฐาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ในกามาวจร อันเป็นภูมิแห่งสุข’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ๙๘๘) ใช้ในความหมายว่า ที่เกิด 
 +* อฏฺฐ.: อิธ ปน โกฏฺฐาเส วตฺตติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ ใช้ในความหมายว่า ส่วน 
 +* อฏฺฐ.: ปริจฺเฉเทติปิ วทนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บางท่านก็กล่าวว่า ใ้ในความหมายวา ขบเขต 
 + 
 +== [๑๙] == 
 + 
 +* ปิฏก.:ธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดธรรม ๙''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งธรรม''' 
 +* อฏฺฐ.: นวธมฺมววตฺถาเนติ กามาวจรกุสลาทิวเสน าโมชฺชมูลกวเสน โยนิโส มนสิการมูลกวเสน จ นวนฺนํ นวนฺนํ ธมฺมานํ ววตฺถาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''นวธมฺมววตฺถาเน''' ความว่า ในอนกำหนดธรรมทั้งหลาย ๙ อย่าง ๙ อย่าง โดยอาการแห่งกามาวจรกุศลเป็นต้น โดยอาการที่มีปาโมชช์เป็นมูล และโดยอาการที่มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล 
 +* อฏฺฐ.: อิเมสุ จ ปฺจสุ ญาเณสุ ปฐมํ อฺฌตฺตธมฺมา ววตฺถาเปตพฺพาติ วตฺถุนานตฺเต ญาณํ ปฐมํ วุตฺตํ, ตโต เตสํ วิสยา ววตฺถาเปตพฺพาติ ตทนนฺตรํ โคจรนานตฺเต ญาณํ วุตฺตํ, ตโต ปรานิ ตีณิ ญาณานิ ติณฺณํ จตุนฺนํ นวนฺนํ วเสน คณนานุโลเมน วุตฺตานิฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และในญาณทั้ง ๕ เหลี้ ญาณในความต่างแห่งวัตถุถูกล่าวไว้เป็นอันดับแรก เพราะธรรมที่เป็นภายในควรกำหนดก่อน ต่อจากนั้น วิสัยของธรรมเหล่านั้นควรกำหนด จึงกล่าวญาณในความต่างแห่งโคจรต่อจากนั้น ต่อจากนั้นญาณทั้ง ๓ ที่เหลือถูกกล่าวตามลำดับแห่งการนับโดยอาการแห่ง ๓ อย่าง ๔ อย่าง และ ๙ อย่าง