| การแก้ไขก่อนหน้าทั้งสองฝั่ง การแก้ไขก่อนหน้า การแก้ไขถัดไป | การแก้ไขก่อนหน้า |
| th:45:1 [2026/08/10 03:47] – dhamma | th:45:1 [2026/08/11 05:15] (ฉบับปัจจุบัน) – dhamma |
|---|
| == มหาวคฺโค == | == เล่มที่ ๔๕: ปฏิสมฺภิทามคฺค, ปาฬิ == |
| === มาติกา === | === ๑. มหาวคฺโค === |
| * '''ปิฏก.:''' ''โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ'' | ==== มาติกา ==== |
| * '''ปิฏก.แปล:''' ปัญญาในที่ตั้งแห่งการฟัง (โสตาวธานะ) คือญาณอันเกิดจากสิ่งที่ได้ฟังมา | |
| |
| == ญาณกถา == | * ปิฏก.: [๑] โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ |
| === มาติกาวณฺณนา === | * ปิฏก.แปล: [๑] ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ (สิ่งที่ได้ยิน) |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ'' | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ในบรรดาข้อความเหล่านั้น ในส่วนของการยกขึ้นแสดงก่อนว่า "ปัญญาในที่ตั้งแห่งการฟัง คือญาณอันเกิดจากสิ่งที่ได้ฟังมา" ในคำว่า "โสต" นี้ เป็นคำที่มีความหมายแตกต่างกันหลายนัย | == เล่มที่ ๑๐๔: ปฏิสมฺภิทามคฺค, อฏฺฐกถา == |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ'' | === ๑. ญาณกถา === |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' เป็นเช่นนั้น คือ ปรากฏอยู่ในความหมายถึง หูที่เป็นเนื้อ, วิญญาณ, ญาณ, ในตัณหาและธรรมอื่น ๆ, ในสายน้ำ, ในอริยมรรค และแม้ในสันตติ (ความสืบเนื่อง) ของจิต | ==== มาติกาวณฺณนา ==== |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ'' | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' เพราะว่าคำว่า "โสต" ในข้อความเป็นต้นว่า "โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์" (ในวิภังคปกรณ์ ๑๕๗) นั้น ปรากฏในความหมายถึง หูที่เป็นเนื้อ | * อฏฺฐ.: [๑] ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ'' | * อฏฺฐ.แปล: [๑] ในอุทเทสนั้นก่อนอื่น ในคำว่า ‘‘โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า โสตะ มีความหมายหลายอย่างต่างกัน |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อความเป็นต้นว่า "ฟังเสียงด้วยโสต" (ในมัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) หมายถึง โสตวิญญาณ | |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ'' | * อฏฺฐ.: ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อความเป็นต้นว่า "ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์" (ในทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) หมายถึง ญาณโสต (โสตคือญาณ) | * อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า – ย่อมปรากฏในมังสะ (หูเนื้อ), ในวิญญาณ, ในญาณ, และในตัณหาเป็นต้น; ในธารา (กระแสน้ำ), ในอริยมรรค, และในจิตตสันตติด้วย |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ'' | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อความเป็นต้นว่า "หู (กระแส) ใด ๆ ในโลก คือหู (กระแส) เหล่านี้ที่ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นกล่าว ได้ประกาศไว้ ได้บอกไว้ ได้แสดงไว้ ได้กำหนดไว้ ได้ตั้งไว้ ได้เปิดเผยไว้ ได้จำแนกไว้ ได้ทำให้แจ้งไว้ ได้ประกาศให้ทราบ เช่นนี้ คือ ตัณหาโสตะ (กระแสแห่งตัณหา), ทิฏฐิโสตะ (กระแสแห่งทิฏฐิ), กิเลสโสตะ (กระแสแห่งกิเลส), ทุจฺจริตโสตะ (กระแสแห่งทุจริต), อวิชฺชาโสตะ (กระแสแห่งอวิชชา)" (ในจูฬนิกาย อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) หมายถึง ธรรม ๕ ประการ มีตัณหาเป็นต้น | * อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ'' | * อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า ในคำว่า ‘‘โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) คำว่า โสตะ นี้ ย่อมปรากฏในมังสโสตะ (หูเนื้อ) |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อความเป็นต้นว่า "พระผู้มีพระภาคทรงเห็นกองไม้ใหญ่ถูกพัดพาไปตามโสต (กระแส) แห่งแม่น้ำคงคา" (ในสังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) หมายถึง สายน้ำ | |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ'' | * อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อความเป็นต้นว่า "อาวุโส คำว่า โสโต นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคอันมีองค์ ๘" หมายถึง อริยมรรค | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ'' | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ในข้อความเป็นต้นว่า "ย่อมรู้ซึ่งวิญญาณโสตของบุรุษ อันถูกตัดขาดจากทั้งสองด้าน คืออันตั้งอยู่ในโลกนี้ และอันตั้งอยู่ในโลกหน้า" (ในทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) หมายถึง จิตตสันตติ (ความสืบเนื่องของจิต) | * อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ'' | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ด้วยทิพยโสตธาตุ’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในญาณโสตะ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' แต่ในที่นี้ (ในคำว่า โสตาวธาเน) พึงเห็นว่าหมายถึง หูที่เป็นเนื้อ | |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ'' | * อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' เพราะถูกกำหนด ถูกทำให้มั่นคง หรือถูกทำให้ปรากฏ ด้วยโสต (หู) อันเป็นเหตุหรือเป็นเครื่องมือนี้ จึงเรียกว่า โสตาวธานะ (ที่ตั้งแห่งการฟัง) | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสตะทั้งหลายใดในโลก คือโสตะทั้งหลายเหล่านี้ อันเราได้กล่าวไว้ ประกาศไว้ บอกไว้ แสดงไว้ ปัญญัติไว้ ตั้งไว้ เปิดเผยไว้ จำแนกไว้ ทำให้ปรากฏชัด ประกาศไว้ กล่าวคือ ตัณหาโสตะ ทิฏฐิโสตะ กิเลสโสตะ ทุจริตโสตะ อวิชชาโสตะ’’ เป็นต้น (จุฬนิทเทส อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการอันมีตัณหาเป็นต้น |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''กิํ ตํ? สุตํฯ'' | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สิ่งที่ได้ฟังมา (สุตะ) | * อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ'' | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่อนไม้ใหญ่ถูกพัดไปด้วยกระแสแห่งแม่น้ำคงคา’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในกระแสน้ำ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' และสิ่งที่ชื่อว่า สุตะ นั้น หมายถึง ธรรมชาติต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดรู้ได้โดยอาศัยทางประตูหู ดังเช่นในข้อความเป็นต้นว่า "เป็นผู้ได้ฟังมามาก เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิ่งที่ได้ฟังมา เป็นผู้รวบรวมสิ่งที่ได้ฟังมา" (ในมัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นแลที่นี่เรียกว่า โสตาวธานะ | |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ'' | * อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ปัญญาที่ดำเนินไปในสิ่งที่ได้ฟังมาซึ่งเรียกว่าโสตาวธานะนั้น ชื่อว่า ปัญญาในที่ตั้งแห่งการฟัง (โสตาวธาเน ปญฺญา) | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘คำว่า โสตะ นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ท่านผู้มีอายุ’’ เป็นต้น ย่อมปรากฏในอริยมรรค |
| * '''อฏฺฐ.:''' ''ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ'' | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' และคำว่า ปัญญา หมายถึง ปัญญาโดยชื่อว่าปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องทำให้ประโยชน์นั้น ๆ ปรากฏ หรือหมายถึง การที่ย่อมรู้ธรรมด้วยอาการอย่างนี้อย่างนั้น เช่น ความไม่เที่ยง เป็นต้น ก็ชื่อว่า ปัญญา เช่นกัน | * อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘และรู้วิญญาณโสตะของบุรุษ อันไม่ขาดตอนทั้งสองฝ่าย คือตั้งอยู่ในโลกนี้และตั้งอยู่ในปรโลก’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตสันตติ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้พึงทราบว่า คำว่า โสตะ นี้ หมายถึงมังสโสตะ (หูเนื้อ) |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: การที่ถูกกำหนดไว้ ถูกตั้งไว้ ถูกนำไปสู่ ด้วยโสตะนั้นอันเป็นเหตุ หรืออันเป็นเครื่อง ชื่อว่า โสตาวธาน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ได้ยิน) |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และสุตะนั้น ได้แก่ธรรมชาตอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ตามลำดับแห่งโสตทวาร เหมือนในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นในที่นี้ถูกเรียกว่า โสตาวธาน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เกิดขึ้นในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่า ปัญญาในโสตาวธาน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ปัญญา ได้แก่ ปัญญาในความหมายแห่งการทำให้แจ้งชัดอันเรียกว่าการทำให้ปรากฏแห่งอรรถนั้นๆ หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมด้วยอาการอันมีอนิจจังเป็นต้นนั้นๆ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ – |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า สุตะ มีทั้งที่มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ดังนี้ – |
| | |
| | * อฏฺฐ.: คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปจิเตปิ จ; สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ย่อมปรากฏในความหมายแห่งการไป, ในความมีชื่อเสียง, ในความเปียก, ในความประกอบแน่วแน่, ในความสะสมด้วย; และในเสียง, และในสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ในคำว่า ‘‘ปสุโตด้วยเสนะ’’ เป็นต้น จึงมีความหมายว่า กำลังไป |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอาทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ของผู้เห็นสุตธรรม’’ เป็นต้น (อุทาน ๑๑; มหาวรรค ๕) มีความหมายว่า ของผู้มีธรรมอันมีชื่อเสียง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวัสสุตา ของบุรุษบุคคลผู้อวัสสุตะ’’ เป็นต้น (ปาจิตตีย์ ๖๕๗) มีความหมายว่า เปียก ของผู้ที่เปียก |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ผู้ที่ประกอบแน่วแน่ในฌานทั้งหลาย ผู้มีปัญญา’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีความหมายว่า ผู้ประกอบแน่วแน่ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’นฺติอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘บุญอันท่านทั้งหลายสะสมไว้ไม่น้อย’’ เป็นต้น (ขุททกปาฐะ ๗.๑๒; เปตวัตถุ ๒๕) มีความหมายว่า สะสมไว้ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกรู้’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีความหมายว่า เสียง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีความหมายว่า ผู้ทรงสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกรู้และถูกพิจารณาตามลำดับแห่งโสตทวาร |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมณํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ หมายถึง ปัญญาใดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและเกิดขึ้นต่อๆ ไป โดยอาศัยสุตะนั้นอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ ซึ่งเป็นสัทธรรม แล้วทำให้เป็นอารมณ์ ปัญญานั้นถูกเรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓; สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจนํ, เอวมิธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเย’’ นี้ เป็นปจุจัตตวจนะ เหมือนในคำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘), ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖), ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๑๖๘) ซึ่งเป็นปจุจัตตวจนะ ในที่นี้ก็พึงทราบเช่นเดียวกัน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ’’ติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ว่า ‘‘มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ’’ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองธรรมอันมีผัสสะเป็นต้นอันถูกทำให้เกิดขึ้นด้วยสุตะ ชื่อว่า สุตมยะ ญาณที่เกิดขึ้นในกองธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า ญาณในสุตมยะ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า ญาณ เพราะรู้ธรรมด้วยอำนาจแห่งลักษณะอันเป็นสภาวะและสามัญ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นเอง ถูกกล่าวไว้โดยไม่กำหนดด้วยคำว่า ‘‘ปัญญา’’ เพื่อแสดงอธิบายด้วยคำพูดที่เป็นปริยาย แล้วภายหลังจึงกำหนดลงว่า ‘‘ญาณ’’ อันเป็นสิ่งที่ประสงค์ไว้ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, อกฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิย, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้นมีลักษณะคือการแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะคือการแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนการยิงลูกศรของนักยิงผู้ชำนาญที่ไม่พลาด มีรสคือการทำให้วิสัยสว่าง เหมือนประทีป มีปัจจุปัฏฐานคือความไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทางในป่า |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: มีบทฐานคือสมาธิ เพราะคำว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ตามเป็นจริง’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑) |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ในลักษณะเป็นต้นนั้น สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่า ลักษณะ กิจหรือความสำเร็จ ชื่อว่า รส อาการที่ปรากฏขึ้นหรือผล ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน |
| | |
| | == [๒] สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากศีล'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญาติ –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปาติโมกฺโข สตี เจว, ญาณํ ขนฺติ ตเถว จ;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''ปาติโมกข์''' และ '''สติ''' ด้วย '''ญาณ''' และ '''ขันติ''' เช่นเดียวกันด้วย;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''วีริยํ ปญฺจิเม ธมฺมา, สํวราติ ปกาสิตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''วิริยะ''' ธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้ ทรงแสดงว่าเป็น '''สังวร''' (ความสำรวม)'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมฺปนฺโน สมนฺนาคโต’’ติ (วิภ. ๕๑๑) อาคโต ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาในพระบาลีว่า ‘‘ด้วยปาติโมกขสังวรนี้ ย่อมเป็นผู้ประกอบแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว เป็นผู้เข้าถึงแล้ว เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วย’’ (วิภังค์ ๕๑๑) นี้คือ '''ปาติโมกขสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหีฯ ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ, ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ, รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตี’’ติอาทินา (ที. นิ. ๑.๒๑๓; ม. นิ. ๑.๒๙๕; สํ. นิ. ๔.๒๓๙; อ. นิ. ๓.๑๖) นเยน อาคโต สติสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘เมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งนิมิต ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ เหตุใดที่อินทรีย์คือจักษุอันไม่สำรวมพึงอยู่ ธรรมทั้งหลายอันลามก เป็นอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัส พึงไหลตามเข้าไป ย่อมปฏิบัติเพื่อความสำรวมแห่งอินทรีย์นั้น ย่อมรักษาจักษุนทรีย์ ย่อมเข้าถึงความสำรวมในจักษุนทรีย์’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๒๑๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕; สังยุตตนิกาย ๔.๒๓๙; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๖) นี้คือ '''สติสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมิํ (อชิตาติ ภควา),''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘โสตะใดๆ ในโลก (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าอชิตะ)'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สติ เตสํ นิวารณํ;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''สติ''' เป็นเครื่องป้องกันแห่งโสตะเหล่านั้น;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ, ปญฺญาเยเต ปิธียเร’’ติ ฯ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉา ๖๐; สุ. นิ. ๑๐๔๑) –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เรากล่าวความสำรวมแห่งโสตะทั้งหลาย โสตะเหล่านี้ย่อมถูกปิดด้วยปัญญา’’ ดังนี้ ฯ (จุฬนิเทศ อชิตมาณวปุจฉา ๖๐; สุตตนิบาต ๑๐๔๑) –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อาคโต ญาณสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''นี้คือ '''ญาณสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘กตเม จ, ภิกฺขเว, อาสวา ปฏิเสวนา ปหาตพฺพา? อิธ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเสวตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๓; อ. นิ. ๖.๕๘) นเยน อาคโต ปจฺจยปฏิเสวนาสํวโร, โสปิ ญาณสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่าไหนเล่าที่พึงละด้วยการเสพ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพจีวรโดยแยบคายด้วยการพิจารณา’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๓; อังคุตตรนิกาย ๖.๕๘) นี้คือ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในญาณสังวรนั่นเอง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺส ชิฆจฺฉาย ปิปาสาย ฑํสมกสวาตาตปสริสปสมฺผสฺสานํ ทุรุตฺตานํ ทุราคตานํ วจนปถานํ อุปฺปนฺนานํ สารีริกานํ เวทนานํ ทุกฺขานํ ติพฺพานํ ขรานํ กฏุกานํ อสาตานํ อมนาปานํ ปาณหรานํ อธิวาสกชาติโก โหตี’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๔; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) อาคโต ขนฺติสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อน ความหิว ความกระหาย การถูกเหลือบยุงลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานสัมผัส คำพูดที่พูดชั่ว คำพูดที่มาถึงโดยไม่ดี เวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นทุกข์ แรงกล้า เผ็ดร้อน ขมขื่น ไม่น่าพอใจ ไม่น่ารัก ทำลายชีวิต ย่อมเป็นผู้มีปกติอดทน’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ '''ขันติสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๖; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเยน อาคโต วีริยสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ย่อมไม่อดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้สิ้นสุด ย่อมทำให้ถึงความไม่มี’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๖; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ '''วิริยสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๘) อาคโต อาชีวปาริสุทฺธิสํวโร, โสปิ วีริยสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว ย่อมเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๘) นี้คือ '''อาชีวปาริสุทธิสังวร''' ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในวิริยสังวรนั่นเอง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เตสุ สตฺตสุ สํวเรสุ ปาติโมกฺขสํวรอินฺทฺริยสํวรอาชีวปาริสุทฺธิปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตา จตฺตาโร สํวรา อิธาธิปฺเปตา, เตสุ จ วิเสเสน ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในบรรดาสังวรทั้ง ๗ เหล่านั้น สังวร ๔ คือ '''ปาติโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิสังวร''' และ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่หมายถึงในที่นี้ และในบรรดาสังวรเหล่านั้น โดยพิเศษคือ '''ปาติโมกขสังวร''''' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สพฺโพปิ จายํ สํวโร ยถาสกํ สํวริตพฺพานํ กายทุจฺจริตาทีนํ สํวรณโต สํวโรติ วุจฺจติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และสังวรทั้งหมดนี้ ย่อมเรียกว่า '''สังวร''' เพราะการสำรวมซึ่งกายทุจริตเป็นต้นอันพึงสำรวมตามสมควรแก่ตน'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สุตมยญาเณ วุตฺตํ ธมฺมํ สุตฺวา สํวรนฺตสฺส สํวรํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สํวเร ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ‘‘สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา’’ติ วุตฺตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ปัญญาที่ประกอบกับสังวรนั้น อันเป็นไปในสังวรนั้น ของผู้ที่ฟังธรรมอันกล่าวไว้ในสุตมยญาณแล้ว ย่อมสำรวม ย่อมทำซึ่งความสำรวม ปัญญานั้น เรียกว่า ‘‘ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อถ วา เหตุอตฺเถ สุตฺวาติ วจนสฺส สมฺภวโต สุตเหตุนา สํวเร ปญฺญาติปิ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง เพราะคำว่า '''สุตฺวา''' มีความหมายในฐานะเป็นเหตุได้ ดังนั้น ความหมายว่า ปัญญาในความสำรวมเพราะเหตุแห่งการฟัง ก็มีได้'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สีลมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สีลนฺติ สีลนฏฺเฐน สีลํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สีลมเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สีล''' คือศีลในความหมายว่าเป็นสภาพที่ตั้งมั่น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สีลนํ นาม? สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน อวิปฺปกิณฺณตาติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สีลนะ''' (การตั้งมั่น) นี้? คือการตั้งไว้ด้วยดี หรือ ความไม่กระจัดกระจายแห่งกายกรรมเป็นต้น โดยความเป็นสุศีล นั่นคือความหมาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อุปธารณํ วา, กุสลานํ ธมฺมานํ ปติฏฺฐาวเสน อาธารภาโวติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''หรือคือการรองรับ คือความเป็นที่อาศัยโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นคือความหมาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เอตเทว หิ เอตฺถ อตฺถทฺวยํ สทฺทลกฺขณวิทู อนุชานนฺติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความหมายทั้งสองอย่างนี้แหละ ในที่นี้ ท่านผู้รู้ลักษณะแห่งศัพท์ย่อมอนุญาต'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อญฺเญ ปน ‘‘อธิเสวนฏฺเฐน อาจารฏฺเฐน ตสฺสีลฏฺเฐน สิรฏฺเฐน สีตลฏฺเฐน สิวฏฺเฐน สีล’’นฺติ วณฺณยนฺติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนท่านอื่นพรรณนาว่า ‘‘ศีลในความหมายว่าเป็นความเคยชิน ในความหมายว่าเป็นอาจาระ ในความหมายว่าเป็นสภาพของตน ในความหมายว่าเป็นศีรษะ ในความหมายว่าเป็นความเย็น ในความหมายว่าเป็นสิวะ’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สีลนํ ลกฺขณํ ตสฺส, ภินฺนสฺสาปิ อเนกธา;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''สีลนะ''' เป็นลักษณะของศีลนั้น แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่าง;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สนิทสฺสนตฺตํ รูปสฺส, ยถา ภินฺนสฺส เนกธาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เหมือนความเป็นสภาพที่เห็นได้แห่งรูป แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่าง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ยถา หิ นีลปีตาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ รูปายตนสฺส สนิทสฺสนตฺตํ ลกฺขณํ นีลาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สนิทสฺสนภาวานติกฺกมนโต, ตถา สีลสฺส เจตนาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ยเทตํ กายกมฺมาทีนํ สมาธานวเสน กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปติฏฺฐานวเสน วุตฺตํ สีลนํ, ตเทว ลกฺขณํ เจตนาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สมาธานปติฏฺฐานภาวานติกฺกมนโตฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า เหมือนอย่างที่รูปายตนะ แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งสีเขียว สีเหลืองเป็นต้น ความเป็นสภาพที่เห็นได้เป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นสภาพที่เห็นได้ แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ฉันใด ศีลแม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น สีลนะอันกล่าวไว้โดยความเป็นที่ตั้งมั่นแห่งกายกรรมเป็นต้น และโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นแหละเป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นที่ตั้งมั่นและความเป็นที่ตั้ง แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น ฉันนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เอวํลกฺขณสฺส ปนสฺส –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนศีลที่มีลักษณะอย่างนี้ –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนตา, อนวชฺชคุโณ ตถา;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ความเป็นผู้ทำลายทุศีล ความเป็นคุณอันไม่มีโทษ เช่นเดียวกัน;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''กิจฺจสมฺปตฺติ อตฺเถน, รโส นาม ปวุจฺจติ’’ฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''โดยความหมายแห่งกิจและสมบัติ เรียกว่า '''รส''' ’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา อิทํ สีลํ นาม กิจฺจฏฺเฐน รเสน ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนรสํ, สมฺปตฺติอตฺเถน รเสน อนวชฺชรสนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น ศีลนี้พึงทราบว่า มีรสคือการทำลายทุศีล โดยความหมายแห่งกิจ มีรสคือความไม่มีโทษ โดยความหมายแห่งสมบัติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''โสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ , ตยิทํ ตสฺส วิญฺญุหิ;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''โสเจยยะ''' เป็นปัจจุบันฐาน ศีลนั้นอันวิญญูชนทั้งหลาย;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''โอตฺตปฺปญฺจ หิรี เจว, ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํฯ –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''โอตตัปปะ''' และ '''หิรี''' ด้วย ย่อมพรรณนาว่าเป็น '''ปทัฏฐาน''' –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตยิทํ สีลํ ‘‘กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺย’’นฺติ (อิติวุ. ๖๖) เอวํ วุตฺตโสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, สุจิภาเวน ปจฺจุปฏฺฐาติ คหณภาวํ คจฺฉติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ศีลนั้นมี '''โสเจยยะ''' อันกล่าวไว้ว่า ‘‘กายโสเจยยะ วจีโสเจยยะ มโนโสเจยยะ’’ (อิติวุตตกะ ๖๖) เป็นปัจจุบันฐาน ย่อมปรากฏโดยความเป็นความสะอาด ย่อมถึงซึ่งความเป็นที่ถือเอา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''หิโรตฺตปฺปญฺจ ปน ตสฺส วิญฺญูหิ ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํ, อาสนฺนการณนฺติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วน '''หิโรตตัปปะ''' อันวิญญูชนทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น ความหมายว่าเป็นเหตุอันใกล้'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''หิโรตฺตปฺเป หิ สติ สีลํ อุปฺปชฺชติ เจว ติฏฺฐติ จ, อสติ เนว อุปฺปชฺชติ น ติฏฺฐตีติ เอวํวิเธน สีเลน สหคตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สีลมเย ญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะเมื่อหิโรตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมตั้งอยู่ด้วย เมื่อไม่มี ย่อมไม่เกิดขึ้น และย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนั้น ญาณที่ไปด้วยกันกับศีลอันมีประการอย่างนี้ ที่ประกอบกับศีลนั้น ชื่อว่า '''สีลมยญาณ''''' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อถ วา สีลเมว ปกตํ สีลมยํ, ตสฺมิํ สีลมเย ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ศีลนั่นเองอันสำเร็จแล้ว ชื่อว่าสีลมัย ญาณที่ประกอบกับสีลมัยนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อสํวเร อาทีนวปจฺจเวกฺขณา จ, สํวเร อานิสํสปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรปาริสุทฺธิปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรสํกิเลสโวทานปจฺจเวกฺขณา จ สีลมยญาเณเนว สงฺคหิตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และการพิจารณาโทษในความไม่สำรวมด้วย และการพิจารณาอานิสงส์ในความสำรวมด้วย และการพิจารณาความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมด้วย และการพิจารณาความเศร้าหมองและความหมดจดแห่งความสำรวมด้วย ย่อมสงเคราะห์เข้าในสีลมยญาณนั่นเอง'' |
| | |
| | == [๓] สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความตั้งมั่นอันได้สำรวมแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญาติ สีลมยญาเณ วุตฺตสีลสํวเรน สํวริตฺวา สํวรํ กตฺวา สีเล ปติฏฺฐาย สมาทหนฺตสฺส อุปจารปฺปนาวเสน จิตฺเตกคฺคตํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สมาทหเน ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า ปัญญาที่ประกอบกับความตั้งมั่นนั้น อันเป็นไปในความตั้งมั่นนั้น ของผู้ที่สำรวมแล้วด้วยศีลสังวรอันกล่าวไว้ในสีลมยญาณ ทำซึ่งความสำรวมแล้ว ตั้งมั่นในศีลแล้ว ย่อมตั้งมั่น ย่อมทำความเป็นจิตที่มีอารมณ์เดียวโดยอุปจารและอัปปนา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมํ สมฺมา จ อาทหนํ ฐปนนฺติ จ สมาทหนํ, สมาธิสฺเสเวตํ ปริยายวจนํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''การตั้งไว้โดยเสมอและโดยชอบ และการวางไว้ ชื่อว่า '''สมาทหนะ''' คำนี้เป็นคำไวพจน์ของสมาธินั่นเอง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนามเย ญาณนฺติ เอตฺถ กุสลจิตฺเตกคฺคตา สมาธิฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สมาธิภาวนามเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สมาธิ''' คือความเป็นจิตที่มีอารมณ์เดียวอันเป็นกุศล'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เกนฏฺเฐน สมาธิ? สมาธานฏฺเฐน สมาธิฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''สมาธิในความหมายอะไร? สมาธิในความหมายว่าเป็นสภาพที่ตั้งมั่น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สมาธานํ นาม? เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ สมํ สมฺมา จ อาธานํ, ฐปนนฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สมาธานะ''' นี้? คือการตั้งไว้โดยเสมอและโดยชอบ และการวางไว้แห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์อันเดียว ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ยสฺส ธมฺมสฺสานุภาเวน เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกา สมํ สมฺมา จ อวิกฺขิปมานา อวิปฺปกิณฺณา จ หุตฺวา ติฏฺฐนฺติ, อิทํ สมาธานนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า สมาธานะนี้ คือธรรมใดที่มีอำนาจให้จิตและเจตสิกทั้งหลายตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวโดยเสมอและโดยชอบ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านและไม่กระจัดกระจาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺส โข ปน สมาธิสฺส –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนสมาธินั้น –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ลกฺขณํ ตุ อวิกฺเขโป, วิกฺเขปวิทฺธํสนํ รโส;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''ลักษณะ''' คือความไม่ฟุ้งซ่าน '''รส''' คือการทำลายความฟุ้งซ่าน;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อกมฺปนมุปฏฺฐานํ, ปทฏฺฐานํ สุขํ ปนฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''ปัจจุบันฐาน''' คือความไม่หวั่นไหว ส่วน '''ปทัฏฐาน''' คือสุข'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ภาวียติ วฑฺฒียตีติ ภาวนา, สมาธิ เอว ภาวนา สมาธิภาวนา, สมาธิสฺส วา ภาวนา วฑฺฒนา สมาธิภาวนาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''สิ่งที่ถูกเจริญ ถูกทำให้เจริญ ชื่อว่า '''ภาวนา''' สมาธินั่นเองเป็นภาวนา ชื่อว่า '''สมาธิภาวนา''' หรือการเจริญ การทำให้เจริญแห่งสมาธิ ชื่อว่า '''สมาธิภาวนา''''' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนาวจเนน อญฺญํ ภาวนํ ปฏิกฺขิปติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ด้วยคำว่าสมาธิภาวนา ย่อมปฏิเสธภาวนาอื่น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปุพฺเพ วิย อุปจารปฺปนาวเสน สมาธิภาวนามเย ญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิโดยอุปจารและอัปปนา เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ก่อน'' |
| | |
| | == [๔] ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาติ เอตฺถ ปฏิจฺจ ผลเมตีติ ปจฺจโยฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา''' ในที่นี้ '''ปัจจัย''' คือสิ่งที่อาศัยแล้วผลย่อมมาถึง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปฏิจฺจาติ น วินา เตน, อปจฺจกฺขิตฺวาติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปฏิจฺจ''' หมายความว่า ไม่เว้นจากสิ่งนั้น ไม่ละทิ้งสิ่งนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เอตีติ อุปฺปชฺชติ เจว ปวตฺตติ จาติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''เอติ''' หมายความว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อปิจ อุปการกตฺโถ ปจฺจยตฺโถ, ตสฺส ปจฺจยสฺส พหุวิธตฺตา ปจฺจยานํ ปริคฺคเห ววตฺถาปเน จ ปญฺญา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ความหมายแห่งปัจจัยคือความหมายแห่งผู้เกื้อกูล เพราะความที่มีหลายอย่างแห่งปัจจัยนั้น ปัญญาในความกำหนดและการกำหนดแน่นอนแห่งปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่าปัญญาในความกำหนดปัจจัย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ธมฺมฏฺฐิติญาณนฺติ เอตฺถ ธมฺมสทฺโท ตาว สภาวปญฺญาปุญฺญปญฺญตฺติอาปตฺติปริยตฺตินิสฺสตฺตตาวิการคุณปจฺจยปจฺจยุปฺปนฺนาทีสุ ทิสฺสติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ธมฺมฏฺฐิติญาณํ''' ในที่นี้ ศัพท์ว่า '''ธมฺม''' ย่อมปรากฏในความหมายว่า สภาวะ ปัญญา บุญ บัญญัติ อาบัติ ปริยัติ ความไม่มีสัตว์ วิการ คุณ ปัจจัย และปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นต้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อยญฺหิ ‘‘กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ติกมาติกา ๑) สภาเว ทิสฺสติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ศัพท์นี้ย่อมปรากฏในความหมายว่าสภาวะ ในประโยคว่า ‘‘กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ติกมาติกา ๑)'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา, สทฺธสฺส ฆรเมสิโน;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ผู้ใดมีธรรม ๔ เหล่านี้ ผู้มีศรัทธาผู้แสวงหาเรือน;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค, ส เว เปจฺจ น โสจตี’’ติฯ (สุ. นิ. ๑๙๐) –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''สัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ ผู้นั้นเมื่อละไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก’’ ดังนี้ ฯ (สุตตนิบาต ๑๙๐) –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปญฺญายํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัญญา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ, อุโภ สมวิปากิโน;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ธรรมและอธรรมทั้งสอง ไม่มีวิบากเสมอกัน;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อธมฺโม นิรยํ เนติ, ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคติ’’นฺติฯ (เถรคา. ๓๐๔) –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''อธรรม''' ย่อมนำไปสู่นรก '''ธรรม''' ย่อมให้ถึงสุคติ’’ ดังนี้ ฯ (เถรคาถา ๓๐๔) –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปุญฺเญฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าบุญ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ปญฺญตฺติธมฺมา นิรุตฺติธมฺมา อธิวจนธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ปญฺญตฺติยํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘บัญญัติธรรม นิรุตติธรรม อธิวจนธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ย่อมปรากฏในความหมายว่าบัญญัติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ปาราชิกา ธมฺมา สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ปารา. ๒๓๓-๒๓๔) อาปตฺติยํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ปาราชิกธรรม สังฆาทิเสสธรรม’’ เป็นต้น (ปาราชิก ๒๓๓-๒๓๔) ย่อมปรากฏในความหมายว่าอาบัติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ชานาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณ’’นฺติอาทีสุ (อ. นิ. ๕.๗๓) ปริยตฺติยํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๕.๗๓) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปริยัติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ตสฺมิํ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ (ธ. ส. ๑๒๑)ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตี’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๗๓; ม. นิ. ๑.๑๑๕) นิสฺสตฺตตายํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี (ธัมมสังคณี ๑๒๑) ย่อมอยู่พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๒.๓๗๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๑๑๕) ย่อมปรากฏในความหมายว่าความไม่มีสัตว์'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ชาติธมฺมา ชราธมฺมา มรณธมฺมา’’ติอาทีสุ (อ. นิ. ๑๐.๑๐๗) วิกาเรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๑๐.๑๐๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าวิการ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมาน’’นฺติอาทีสุ (มหานิ. ๕๐) คุเณฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘แห่งพุทธธรรม ๖’’ เป็นต้น (มหานิเทศ ๕๐) ย่อมปรากฏในความหมายว่าคุณ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘เหตุมฺหิ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา’’ติอาทีสุ (วิภ. ๗๒๐) ปจฺจเยฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ญาณในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๗๒๐) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๒.๒๐; อ. นิ. ๓.๑๓๗) ปจฺจยุปฺปนฺเนฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ธาตุนั้นตั้งอยู่นั่นเอง ความเป็นธรรมที่ตั้งอยู่ ความเป็นธรรมที่มีกฎแน่นอน’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๒.๒๐; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๓๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สฺวายมิธาปิ ปจฺจยุปฺปนฺเน ทฏฺฐพฺโพฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ศัพท์นี้ในที่นี้ก็พึงเห็นในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อตฺถโต ปน อตฺตโน สภาวํ ธาเรนฺตีติ วา, ปจฺจเยหิ ธารียนฺตีติ วา, อตฺตโน ผลํ ธาเรนฺตีติ วา, อตฺตโน ปริปูรกํ อปาเยสุ อปตมานํ ธาเรนฺตีติ วา, สกสกลกฺขเณ ธาเรนฺตีติ วา, จิตฺเตน อวธารียนฺตีติ วา ยถาโยคํ ธมฺมาติ วุจฺจนฺติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนโดยอรรถ ย่อมเรียกว่า '''ธรรม''' ตามสมควร คือ สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน หรือสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยทั้งหลาย หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผลของตน หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผู้ที่ทำให้บริบูรณ์ของตนไม่ให้ตกไปในอบาย หรือสิ่งที่ทรงไว้ในลักษณะเฉพาะของตน หรือสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยจิต'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อิธ ปน อตฺตโน ปจฺจเยหิ ธารียนฺตีติ ธมฺมา, ปจฺจยสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ติฏฺฐนฺติ อุปฺปชฺชนฺติ เจว ปวตฺตนฺติ จ เอตายาติ ธมฺมฏฺฐิติ, ปจฺจยธมฺมานเมตํ อธิวจนํ ฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในที่นี้ ส่วนสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยของตน ชื่อว่า '''ธรรม''' ธรรมทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยย่อมตั้งอยู่ ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย เพราะธรรมนี้ ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐิติ''' คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺสํ ธมฺมฏฺฐิติยํ ญาณํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ญาณในธัมมัฏฐิตินั้น ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐิติญาณ''''' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อิทญฺหิ สมาธิภาวนามยญาเณ วุตฺตสมาธินา สมาหิเตน จิตฺเตน ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย โยคมารภิตฺวา ววตฺถาปิตนามรูปสฺส เตสํ นามรูปานํ ปจฺจยปริคฺคหปริยายํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณนี้ย่อมเกิดขึ้น ด้วยจิตที่ตั้งมั่นด้วยสมาธิอันกล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ เมื่อเริ่มประกอบเพื่อญาณทัสสนะตามความเป็นจริง แห่งนามรูปที่กำหนดแน่นอนแล้ว โดยเป็นทางแห่งความกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปเหล่านั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘นามรูปววตฺถาเน ญาณ’’นฺติ อวตฺวา เอว กสฺมา ‘‘ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’นฺติ วุตฺตนฺติ เจ?''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ญาณในความกำหนดนามรูป’’ แต่กล่าวว่า ‘‘ธัมมัฏฐิติญาณ’’ เล่า?'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเหเนว ปจฺจยสมุปฺปนฺนปริคฺคหสฺส สิทฺธตฺตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่ความกำหนดสิ่งที่เกิดจากปัจจัยสำเร็จได้ด้วยความกำหนดปัจจัยนั่นเอง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปจฺจยสมุปฺปนฺเน หิ อปริคฺคหิเต ปจฺจยปริคฺคโห น สกฺกา โหติ กาตุํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า เมื่อสิ่งที่เกิดจากปัจจัยยังไม่ถูกกำหนด ความกำหนดปัจจัยย่อมทำไม่ได้'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ธมฺมฏฺฐิติญาณคหเณเนว ตสฺส เหตุภูตํ ปุพฺเพ สิทฺธํ นามรูปววตฺถานญาณํ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ด้วยการถือเอาธัมมัฏฐิติญาณนั่นเอง ญาณในความกำหนดนามรูปอันเป็นเหตุของญาณนั้น ซึ่งสำเร็จมาก่อนแล้วย่อมถูกกล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''กสฺมา ทุติยตติยญาณํ วิย ‘‘สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา’’ติ น วุตฺตนฺติ เจ?''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัยอันได้ตั้งมั่นแล้ว’’ เหมือนอย่างญาณที่ ๒ และที่ ๓ เล่า?'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมถวิปสฺสนานํ ยุคนทฺธตฺตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘สมาทหิตฺวา ยถา เจ วิปสฺสติ, วิปสฺสมาโน ตถา เจ สมาทเห;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ถ้าเมื่อตั้งมั่นแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นฉันใด เมื่อพิจารณาเห็นแล้ว ย่อมตั้งมั่นฉันนั้น;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''วิปสฺสนา จ สมโถ ตทา อหุ, สมานภาคา ยุคนทฺธา วตฺตเร’’ติฯ –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''วิปัสสนา''' และ '''สมถะ''' ในเวลานั้นย่อมมี เป็นส่วนเสมอกัน ย่อมเป็นไปเป็นคู่กัน’’ ดังนี้ –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''หิ วุตฺตํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา สมาธิํ อวิสฺสชฺเชตฺวา สมาธิญฺจ ญาณญฺจ ยุคนทฺธํ กตฺวา ยาว อริยมคฺโค, ตาว อุสฺสุกฺกาเปตพฺพนฺติ ญาปนตฺถํ ‘‘ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’มิจฺเจว วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เพื่อให้รู้ว่า พึงยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นไปจนถึงอริยมรรค โดยไม่ละสมาธิ ทำสมาธิและญาณให้เป็นคู่กัน จึงกล่าวไว้เพียงว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ’’ ดังนี้'' |
| | |
| | == [๕] อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความกำหนดแน่นอนโดยย่อแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นญาณในการพิจารณา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญาติ เอตฺถ อตฺตโน สภาวํ, อุปฺปาทาทิกฺขณํ วา ปตฺวา อติ อิตา อติกฺกนฺตาติ อตีตา, ตทุภยมฺปิ น อาคตา น สมฺปตฺตาติ อนาคตา, ตํ ตํ การณํ ปฏิจฺจ อุปฺปาทาทิอุทฺธํ ปนฺนา คตา ปวตฺตาติ ปจฺจุปฺปนฺนาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา''' ในที่นี้ '''อดีต''' คือสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ล่วงเลยไปแล้ว โดยถึงซึ่งสภาวะของตน หรือโดยถึงซึ่งขณะแห่งการเกิดขึ้นเป็นต้น '''อนาคต''' คือสิ่งที่ยังไม่มาถึง ทั้งสองอย่างนั้น ยังไม่ถึง '''ปัจจุบัน''' คือสิ่งที่ไปแล้ว เป็นไปแล้ว เกิดขึ้นแล้ว โดยอาศัยเหตุนั้นๆ สูงขึ้นไปจากการเกิดขึ้นเป็นต้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อทฺธา สนฺตติขณปจฺจุปฺปนฺเนสุ สนฺตติปจฺจุปฺปนฺนํ อิธาธิปฺเปตํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในบรรดาปัจจุบันแห่งอัทธา สันตติ และขณะ สันตติปัจจุบันเป็นสิ่งที่หมายถึงในที่นี้'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เตสํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ปญฺจกฺขนฺธธมฺมานํ เอเกกกฺขนฺธลกฺขเณ สงฺขิปิตฺวา กลาปวเสน ราสิํ กตฺวา ววตฺถาเน นิจฺฉยเน สนฺนิฏฺฐาปเน ปญฺญาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ปัญญาในความกำหนดแน่นอน ความตัดสิน ความทำให้สิ้นสุดแห่งขันธธรรมทั้ง ๕ ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันเหล่านั้น โดยย่อในลักษณะแห่งขันธ์แต่ละอย่าง ทำเป็นกองโดยกลาป'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมฺมสเน ญาณนฺติ สมฺมา อามสเน อนุมชฺชเน เปกฺขเณ ญาณํ, กลาปสมฺมสนญาณนฺติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สมฺมสเน ญาณํ''' หมายความว่า ญาณในการถูกต้องโดยชอบ ในการคลำไป ในการพิจารณา กล่าวคือกลาปสัมมสนญาณ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อิทญฺหิ นามรูปววตฺถานญาณานนฺตรํ นามรูปปจฺจยปริคฺคเห ธมฺมฏฺฐิติญาเณ ฐิตสฺส ‘‘ยํกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา, สพฺพํ ตํ รูปํ อนิจฺจโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสนํ, ทุกฺขโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสนํ, อนตฺตโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสน’’นฺติอาทินา (ปฏิ. ม. ๑.๔๘) นเยน วุตฺตสมฺมสนวเสน ปุพฺเพ ววตฺถาปิเต เอเกกสฺมิํ ขนฺเธ ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺตสฺส กลาปสมฺมสนญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณนี้ย่อมเกิดขึ้น แก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในธัมมัฏฐิติญาณอันกำหนดปัจจัยแห่งนามรูป ถัดจากนามรูปววัตถานญาณ โดยนัยแห่งสัมมสนะอันกล่าวไว้ว่า ‘‘รูปใดๆ ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ที่ไกลหรือใกล้ รูปทั้งหมดนั้น ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนิจจะ เป็นสัมมสนะหนึ่ง ย่อมกำหนดโดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะหนึ่ง ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนัตตา เป็นสัมมสนะหนึ่ง’’ เป็นต้น (ปฏิสัมภิทามรรค ๑.๔๘) โดยยกติลักษณะขึ้นสู่ขันธ์แต่ละอย่างที่กำหนดแน่นอนไว้ก่อนแล้ว พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนิจจะ ทุกข์ อนัตตา'' |
| | |
| | == [๖] ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นญาณในการพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญาติ สนฺตติวเสน ปจฺจุปฺปนฺนานํ อชฺฌตฺตํ ปญฺจกฺขนฺธธมฺมานํ วิปริณามทสฺสเน ภงฺคทสฺสเน ปญฺญาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า ปัญญาในความเห็นความแปรปรวน ความเห็นความแตกแห่งขันธธรรมทั้ง ๕ ภายในที่เป็นปัจจุบันโดยสันตติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ยสฺมา ‘‘อิเม ธมฺมา อุปฺปชฺชิตฺวา ภิชฺชนฺตี’’ติ อุทยํ คเหตฺวาปิ เภเทเยว จิตฺตํ ฐเปติ, ตสฺมา อวุตฺโตปิ อุทโย วุตฺโตเยว โหตีติ เวทิตพฺโพฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า แม้จะถือเอาความเกิด โดยคิดว่า ‘‘ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วแตกไป’’ ก็ยังวางจิตไว้ในความแตกเท่านั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า แม้ความเกิดที่ไม่ได้กล่าวไว้ ก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ ทสฺสเนน วา อุทยทสฺสนสฺส สิทฺธตฺตา อุทโย วุตฺโตเยว โหติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''หรือเพราะความที่ความเห็นความเกิดสำเร็จได้ด้วยความเห็นธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ความเกิดก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''น หิ อุทยํ วินา ธมฺมานํ อุปฺปนฺนตฺตํ สิชฺฌติ, ตสฺมา ‘‘ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทวิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา’’ติ อวุตฺเตปิ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ความเป็นผู้เกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่สำเร็จได้โดยปราศจากความเกิด เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า แม้จะไม่ได้กล่าวว่า ‘‘ปัญญาในความพิจารณาเห็นความเกิดและความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน’’ ก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณ’’นฺติ นิยมิตตฺตา จ อุทยทสฺสนํ สิทฺธเมว โหตีติ อนนฺตรํ วุตฺตสฺส สมฺมสนญาณสฺส ปารํ คนฺตฺวา ตํสมฺมสเนเยว ปากฏีภูเต อุทยพฺพเย ปริคฺคณฺหิตฺวา สงฺขารานํ ปริจฺเฉทกรณตฺถํ อุทยพฺพยานุปสฺสนํ อารภนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ อุทยพฺพยานุปสฺสนาญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และเพราะความที่ถูกกำหนดไว้ว่า ‘‘ญาณในการพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ’’ ความเห็นความเกิดก็สำเร็จแล้ว ดังนั้น ญาณในการพิจารณาเห็นความเกิดและความดับย่อมเกิดขึ้น แก่ผู้ที่ข้ามพ้นสัมมสนญาณอันกล่าวไว้ถัดไปนั้น กำหนดความเกิดและความดับที่ปรากฏชัดในสัมมสนะนั้นนั่นเอง แล้วเริ่มการพิจารณาเห็นความเกิดและความดับเพื่อการกำหนดขอบเขตแห่งสังขารทั้งหลาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตญฺหิ อุทยพฺพเย อนุปสฺสนโต อุทยพฺพยานุปสฺสนาติ วุจฺจติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณนั้นย่อมเรียกว่า '''อุทยัพพยานุปัสสนา''' เพราะการพิจารณาเห็นในความเกิดและความดับ'' |
| | |
| | == [๗] อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแตก โดยพิจารณาอารมณ์แล้ว เป็นญาณในการเห็นแจ้ง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อารมฺมณํ ปฏิสงฺขาติ รูปกฺขนฺธาทิอารมฺมณํ ภงฺคโต ปฏิสงฺขาย ชานิตฺวา ปสฺสิตฺวาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา''' หมายความว่า โดยพิจารณาอารมณ์คือรูปขันธ์เป็นต้น โดยความแตก รู้แล้ว เห็นแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณนฺติ ตสฺส อารมฺมณํ ภงฺคโต ปฏิสงฺขาย อุปฺปนฺนสฺส ญาณสฺส ภงฺคํ อนุปสฺสเน ยา ปญฺญา, ตํ ‘‘วิปสฺสเน ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ''' หมายความว่า ปัญญาใดในการพิจารณาเห็นความแตกแห่งญาณที่เกิดขึ้นแล้ว โดยพิจารณาอารมณ์ของญาณนั้นโดยความแตก ปัญญานั้นถูกกล่าวว่า ‘‘ญาณในการเห็นแจ้ง’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''วิปสฺสนาติ จ วิวิธา ปสฺสนา วิปสฺสนาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และคำว่า '''วิปสฺสนา''' หมายความว่า การเห็นอย่างต่างๆ ชื่อว่าวิปัสสนา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อารมฺมณปฏิสงฺขาติปิ ปาโฐฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''แม้บทว่า '''อารมฺมณปฏิสงฺขา''' ก็มีอยู่'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺสตฺโถ – อารมฺมณสฺส ปฏิสงฺขา ชานนา ปสฺสนาติ วุตฺตนเยเนว อารมฺมณปฏิสงฺขา ‘‘ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ความหมายของบทนั้น คือ การพิจารณา การรู้ การเห็นแห่งอารมณ์ โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วนั่นเอง '''อารมฺมณปฏิสงฺขา''' ถูกกล่าวว่า ‘‘ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแตก เป็นญาณในการเห็นแจ้ง’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ยสฺมา ปน ภงฺคานุปสฺสนาย เอว วิปสฺสนา สิขํ ปาปุณาติ, ตสฺมา วิเสเสตฺวา อิทเมว ‘‘วิปสฺสเน ญาณ’’นฺติ วุตฺตํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนเพราะว่าวิปัสสนาย่อมถึงซึ่งยอดด้วยภังคานุปัสสนานั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงกล่าวเฉพาะสิ่งนี้ว่า ‘‘ญาณในการเห็นแจ้ง’’ โดยพิเศษ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ยสฺมา อุทยพฺพยานุปสฺสนาย ฐิตสฺส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนํ อุปฺปชฺชติ, ตสฺมา ตสฺสา สิทฺธาย ตํ สิทฺธเมว โหตีติ ตํ อวตฺวาว ภงฺคานุปสฺสนาย เอว วิปสฺสนาสิขํ ญาณํ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า มรรคามรรคญาณทัสสนะย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในอุทยัพพยานุปัสสนา เพราะฉะนั้น เมื่ออุทยัพพยานุปัสสนานั้นสำเร็จแล้ว มรรคามรรคญาณทัสสนะนั้นก็สำเร็จแล้วนั่นเอง พึงทราบว่า จึงกล่าวญาณอันเป็นยอดแห่งวิปัสสนาด้วยภังคานุปัสสนานั่นเอง โดยไม่กล่าวสิ่งนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อุทยพฺพยานุปสฺสนาย สุปริทิฏฺฐอุทยพฺพยสฺส สุปริจฺฉินฺเนสุ สงฺขาเรสุ ลหุํ ลหุํ อุปฏฺฐหนฺเตสุ ญาเณ ติกฺเข วหนฺเต อุทยํ ปหาย ภงฺเค เอว สติ สนฺติฏฺฐติ, ตสฺส ‘‘เอวํ อุปฺปชฺชิตฺวา เอวํ นาม สงฺขารา ภิชฺชนฺตี’’ติ ปสฺสโต เอตสฺมิํ ฐาเน ภงฺคานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เมื่อความเกิดและความดับอันถูกเห็นดีแล้วด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา สังขารทั้งหลายอันถูกกำหนดขอบเขตดีแล้ว ปรากฏขึ้นเร็วๆ ญาณดำเนินไปอย่างคม เมื่อสติวางความเกิดเสีย ตั้งมั่นอยู่เฉพาะในความแตกเท่านั้น แก่ผู้ที่เห็นว่า ‘‘สังขารทั้งหลายเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ย่อมแตกไปอย่างนี้นั่นเอง’’ ในที่นี้ ภังคานุปัสสนาญาณย่อมเกิดขึ้น'' |
| | |
| | == [๘] ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย เป็นญาณในอาทีนวะ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญาติ อุปฺปาทปวตฺตนิมิตฺตอายูหนาปฏิสนฺธีนํ ภยโต อุปฏฺฐาเน ปีฬาโยคโต สปฺปฏิภยวเสน คหณูปคมเน ปญฺญาติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัยแห่งความเกิด ความเป็นไป นิมิต การปรุงแต่ง และการปฏิสนธิ โดยการเข้าถึงซึ่งการถือเอาโดยความเป็นสิ่งที่มีภัย เพราะความประกอบด้วยความบีบคั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ภยโต อุปฏฺฐาตีติ ภยตุปฏฺฐานํ อารมฺมณํ , ตสฺมิํ ภยตุปฏฺฐาเนฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อารมณ์ที่ปรากฏโดยความเป็นภัย ชื่อว่า '''ภยตุปัฏฐานะ''' ในภยตุปัฏฐานะนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อถ วา ภยโต อุปติฏฺฐตีติ ภยตุปฏฺฐานํ, ปญฺญา, ตํ ‘‘ภยตุปฏฺฐาน’’นฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาที่ปรากฏโดยความเป็นภัย ชื่อว่า '''ภยตุปัฏฐานะ''' ปัญญานั้นถูกกล่าวว่า ‘‘ภยตุปัฏฐานะ’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อาทีนเว ญาณนฺติ ภุมฺมวจนเมวฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''อาทีนเว ญาณํ''' เป็นเพียงสัตตมีวิภัตติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ยา จ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา, ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ, ยา จ นิพฺพิทา, อิเม ธมฺมา เอกฏฺฐา, พฺยญฺชนเมว นาน’’นฺติ (ปฏิ. ม. ๑.๒๒๗) วุตฺตตฺตา เอกมิว วุจฺจมานมฺปิ อวตฺถาเภเทน มุญฺจิตุกมฺยตาทิ วิย ติวิธเมว โหติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่ถูกกล่าวไว้ว่า ‘‘ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัยอย่างใด และญาณในอาทีนวะอย่างใด และนิพพิทาอย่างใด ธรรมเหล่านี้มีอรรถอย่างเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกันเท่านั้น’’ (ปฏิสัมภิทามรรค ๑.๒๒๗) แม้จะถูกกล่าวเหมือนเป็นอย่างเดียว ก็เป็นสามอย่างโดยเภทแห่งอวัสถา เหมือนมุญจิตุกัมยตาเป็นต้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ภยตุปฏฺฐานอาทีนวานุปสฺสนาสุ สิทฺธาสุ นิพฺพิทานุปสฺสนา สิทฺธา โหตีติ กตฺวา อวุตฺตาปิ วุตฺตาว โหตีติ เวทิตพฺพาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เมื่อภยตุปัฏฐานะและอาทีนวานุปัสสนาสำเร็จแล้ว นิพพิทานุปัสสนาก็สำเร็จแล้ว จึงถือว่าแม้จะไม่ได้กล่าวไว้ ก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สพฺพสงฺขารานํ ภงฺคารมฺมณํ ภงฺคานุปสฺสนํ อาเสวนฺตสฺส ภาเวนฺตสฺส พหุลีกโรนฺตสฺส ติภวจตุโยนิปญฺจคติสตฺตวิญฺญาณฏฺฐิตินวสตฺตาวาเสสุ ปเภทกา สงฺขารา สุเขน ชีวิตุกามสฺส ภีรุกปุริสสฺส สีหพฺยคฺฆทีปิอจฺฉตรจฺฉยกฺขรกฺขสจณฺฑโคณจณฺฑกุกฺกุรปภินฺน- มทจณฺฑหตฺถิโฆรอาสิวิสอสนิวิจกฺกสุสานรณภูมิชลิตองฺคารกาสุอาทโย วิย มหาภยํ หุตฺวา อุปฏฺฐหนฺติ, ตสฺส ‘‘อตีตา สงฺขารา นิรุทฺธา, ปจฺจุปฺปนฺนา นิรุชฺฌนฺติ, อนาคตาปิ เอวเมว นิรุชฺฌิสฺสนฺตี’’ติ ปสฺสโต เอตสฺมิํ ฐาเน ภยตุปฏฺฐานํ ญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''แก่ผู้ที่เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งภังคานุปัสสนาอันมีอารมณ์เป็นความแตกแห่งสังขารทั้งปวง สังขารทั้งหลายอันจำแนกในภพ ๓ โยนิ ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ย่อมปรากฏเป็นภัยใหญ่ เหมือนสิงโต เสือโคร่ง เสือดาว หมี หมาใน ยักษ์ รากษส โคดุ หมอดุ ช้างที่กำลังเมาและดุ งูพิษที่น่ากลัว อสนีบาต จักร ป่าช้า สนามรบ หลุมถ่านเพลิงที่ลุกโชนเป็นต้น แก่บุรุษที่ขี้ขลาดผู้ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ด้วยความสุข แก่ผู้ที่เห็นว่า ‘‘สังขารทั้งหลายที่เป็นอดีตดับไปแล้ว สังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันกำลังดับไป สังขารทั้งหลายที่เป็นอนาคตก็จะดับไปอย่างนี้นั่นเอง’’ ในที่นี้ ภยตุปัฏฐานญาณย่อมเกิดขึ้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺส ตํ ภยตุปฏฺฐานญาณํ อาเสวนฺตสฺส ภาเวนฺตสฺส พหุลีกโรนฺตสฺส สพฺพภวโยนิคติฐิติสตฺตาวาเสสุ เนว ตาณํ น เลณํ น คติ น ปฏิสรณํ ปญฺญายติ, สพฺพภวโยนิคติฐิตินิวาสคเตสุ สงฺขาเรสุ เอกสงฺขาเรปิ ปตฺถนา วา ปรามาโส วา น โหติ, ตโย ภวา วีตจฺจิตงฺคารปุณฺณา องฺคารกาสุโย วิย, จตฺตาโร มหาภูตา โฆรวิสา อาสิวิสา วิย, ปญฺจกฺขนฺธา อุกฺขิตฺตาสิกา วธกา วิย, ฉ อชฺฌตฺติกายตนานิ สุญฺญคาโม วิย, ฉ พาหิรายตนานิ คามฆาตกโจรา วิย, สตฺตวิญฺญาณฏฺฐิติโย นว จ สตฺตาวาสา เอกาทสหิ อคฺคีหิ อาทิตฺตา สมฺปชฺชลิตา สโชติภูตา วิย จ, สพฺเพ สงฺขารา คณฺฑภูตา โรคภูตา สลฺลภูตา อฆภูตา อาพาธภูตา วิย จ นิรสฺสาทา นิรสา มหาอาทีนวราสิภูตา หุตฺวา อุปฏฺฐหนฺติ, สุเขน ชีวิตุกามสฺส ภีรุกปุริสสฺส รมณียาการสณฺฐิตมฺปิ สวาฬกมิว วนคหนํ, สสทฺทูลา วิย คุหา, สคาหรกฺขสํ วิย อุทกํ, สมุสฺสิตขคฺคา วิย ปจฺจตฺถิกา, สวิสํ วิย โภชนํ, สโจโร วิย มคฺโค, อาทิตฺตมิว อคารํ, อุยฺยุตฺตเสนา วิย รณภูมิฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''แก่ผู้ที่เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งภยตุปัฏฐานญาณนั้น ในภพ โยนิ คติ ฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง ย่อมไม่ปรากฏซึ่งที่พึ่ง ที่หลบภัย คติ หรือที่อาศัย ในสังขารทั้งหลายที่ไปในภพ โยนิ คติ ฐิติ และนิวาสทั้งปวง แม้ในสังขารเดียวก็ไม่มีความปรารถนาหรือการยึดมั่น ภพทั้ง ๓ ย่อมปรากฏเหมือนหลุมถ่านเพลิงที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิงที่ไม่มีเปลว ธาตุทั้ง ๔ ย่อมปรากฏเหมือนงูพิษที่มีพิษร้ายแรง ขันธ์ทั้ง ๕ ย่อมปรากฏเหมือนเพชฌฆาตที่ยกดาบขึ้น อายตนะภายในทั้ง ๖ ย่อมปรากฏเหมือนบ้านร้าง อายตนะภายนอกทั้ง ๖ ย่อมปรากฏเหมือนโจรผู้ทำลายบ้าน วิญญาณฐิติทั้ง ๗ และสัตตาวาสทั้ง ๙ ย่อมปรากฏเหมือนถูกไฟ ๑๑ กองเผาไหม้ ลุกโชน เป็นประกาย และสังขารทั้งปวงย่อมปรากฏเหมือนเป็นฝี เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นอาพาธ เป็นสิ่งไม่มีรส ไม่มีอัสสาทะ เป็นกองอาทีนวะใหญ่ เหมือนป่าทึบที่มีสัตว์ร้ายแม้จะมีรูปร่างน่าเพลิดเพลิน เหมือนถ้ำที่มีเสือดาว เหมือนน้ำที่มีจระเข้และรากษส เหมือนศัตรูที่ยกดาบขึ้น เหมือนอาหารที่มีพิษ เหมือนทางที่มีโจร เหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ เหมือนสนามรบที่มีกองทัพพร้อมรบ แก่บุรุษที่ขี้ขลาดผู้ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ด้วยความสุข'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ยถา หิ โส ปุริโส เอตานิ สวาฬกวนคหนาทีนิ อาคมฺม ภีโต สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต สมนฺตโต อาทีนวเมว ปสฺสติ, เอวเมว โส โยคาวจโร ภงฺคานุปสฺสนาวเสน สพฺพสงฺขาเรสุ ภยโต อุปฏฺฐิเตสุ สมนฺตโต นิรสํ นิรสฺสาทํ อาทีนวเมว ปสฺสติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เหมือนอย่างที่บุรุษนั้น เมื่อเข้าไปหาป่าทึบที่มีสัตว์ร้ายเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมกลัว สะดุ้ง ขนลุก เห็นแต่อาทีนวะรอบด้าน ฉันใด โยคาวจรนั้น เมื่อสังขารทั้งปวงปรากฏโดยความเป็นภัยด้วยอำนาจภังคานุปัสสนา ก็ย่อมเห็นแต่อาทีนวะที่ไม่มีรส ไม่มีอัสสาทะ รอบด้าน ฉันนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺเสวํ ปสฺสโต อาทีนวานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''แก่ผู้ที่เห็นอย่างนั้น อาทีนวานุปัสสนาญาณย่อมเกิดขึ้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''โส เอวํ สพฺพสงฺขาเร อาทีนวโต สมฺปสฺสนฺโต สพฺพภวโยนิคติวิญฺญาณฏฺฐิติสตฺตาวาสคเต สเภทเก สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ อุกฺกณฺฐติ นาภิรมติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ผู้นั้นเมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นอาทีนวะอย่างนั้น ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมอึดอัด ย่อมไม่เพลิดเพลินในสังขารทั้งหลายที่มีเภท อันไปในภพ โยนิ คติ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เสยฺยถาปิ นาม จิตฺตกูฏปพฺพตปาทาภิรโต สุวณฺณราชหํโส อสุจิมฺหิ จณฺฑาลคามทฺวารอาวาเฏ นาภิรมติ, สตฺตสุ มหาสเรสุเยว อภิรมติ, เอวเมว อยํ โยคีราชหํโส สุปริทิฏฺฐาทีนเว สเภทเก สงฺขารคเต นาภิรมติ, ภาวนารามตาย ปน ภาวนารติยา สมนฺนาคตตฺตา สตฺตสุ อนุปสฺสนาสุเยว อภิรมติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เปรียบเหมือนหงส์ทองราชหงส์ที่เพลิดเพลินอยู่ที่เชิงเขาจิตตกูฏ ย่อมไม่เพลิดเพลินในหลุมที่ประตูบ้านจัณฑาลอันสกปรก ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะในสระใหญ่ทั้ง ๗ เท่านั้น ฉันใด โยคีราชหงส์นี้ก็ย่อมไม่เพลิดเพลินในสังขารทั้งหลายที่มีเภท อันมีอาทีนวะถูกเห็นดีแล้ว ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะในอนุปัสสนาทั้ง ๗ เท่านั้น เพราะประกอบด้วยความยินดีในภาวนาและความรื่นรมย์ในภาวนา ฉันนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ยถา จ สุวณฺณปญฺชเรปิ ปกฺขิตฺโต สีโห มิคราชา นาภิรมติ, ติโยชนสหสฺสวิตฺถเต ปน หิมวนฺเตเยว รมติ, เอวมยมฺปิ โยคีสีโห ติวิเธ สุคติภเวปิ นาภิรมติ, ตีสุ อนุปสฺสนาสุเยว รมติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และเหมือนอย่างที่ราชสีห์แห่งเนื้อที่ถูกขังไว้แม้ในกรงทอง ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในหิมวันต์ที่กว้างสามพันโยชน์เท่านั้น ฉันใด โยคีสีห์นี้ก็ย่อมไม่เพลิดเพลินแม้ในสุคติภพทั้งสาม ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในอนุปัสสนาทั้งสามเท่านั้น ฉันนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ยถา จ สพฺพเสโต สตฺตปฺปติฏฺโฐ อิทฺธิมา เวหาสงฺคโม ฉทฺทนฺโต นาคราชา นครมชฺเฌ นาภิรมติ, หิมวติ ฉทฺทนฺตรหเทเยว รมติ, เอวมยํ โยคีวรวารโณ สพฺพสฺมิมฺปิ สงฺขารคเต นาภิรมติ, ‘‘อนุปฺปาโท เขม’’นฺติอาทินา (ปฏิ. ม. ๑.๕๓) นเยน นิทฺทิฏฺเฐ สนฺติปเทเยว รมติ, ตนฺนินฺนตปฺโปณตปฺปพฺภารมานโส โหติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และเหมือนอย่างที่พญานาคราชชื่อฉัททันต์ สีขาวทั้งตัว มีเท้า ๗ เท้า มีฤทธิ์ ไปในอากาศ ย่อมไม่เพลิดเพลินท่ามกลางนคร ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในสระฉัททันต์ในหิมวันต์เท่านั้น ฉันใด โยคีวรวารณะนี้ก็ย่อมไม่เพลิดเพลินในสังขารทั้งปวง ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในสันติบทอันแสดงไว้โดยนัยว่า ‘‘ความไม่เกิดเป็นเขมะ’’ เป็นต้น (ปฏิสัมภิทามรรค ๑.๕๓) มีใจน้อมไป โอนไป โน้มไปสู่สิ่งนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เอตฺตาวตา ตสฺส นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปนฺนํ โหตีติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ด้วยเพียงเท่านี้ นิพพิทานุปัสสนาญาณของเขาย่อมเกิดขึ้นแล้ว'' |
| | |
| | == [๙] มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ == |
| | |
| | * อฏฺฐ.: มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณนฺติ มุญฺจิตุํ จชิตุํ กาเมติ อิจฺฉตีติ มุญฺจิตุกาโม, มุญฺจิตุกามสฺส ภาโว มุญฺจิตุกมฺยตาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ''' ความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะปล่อย จะสละ จึงชื่อว่า ''มุญฺจิตุกาโม'' ภาวะแห่งผู้ที่ปรารถนาจะปล่อยนั้น ชื่อว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ปฏิสงฺขาติ อุปปริกฺขตีติ ปฏิสงฺขา, ปฏิสงฺขานํ วา ปฏิสงฺขาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ย่อมพิจารณาโดยแยบคาย จึงชื่อว่า ''ปฏิสงฺขา'' หรือว่าการพิจารณาโดยแยบคายนั้น ชื่อว่า ''ปฏิสงฺขา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สนฺติฏฺฐติ อชฺฌุเปกฺขตีติ สนฺติฏฺฐนา, สนฺติฏฺฐนํ วา สนฺติฏฺฐนาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ย่อมตั้งมั่น ย่อมวางเฉย จึงชื่อว่า ''สนฺติฏฺฐนา'' หรือว่าการตั้งมั่นนั้น ชื่อว่า ''สนฺติฏฺฐนา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: มุญฺจิตุกมฺยตา จ สา ปฏิสงฺขา จ สนฺติฏฺฐนา จาติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''มุญฺจิตุกมฺยตา'' ก็ดี ''ปฏิสงฺขา'' ก็ดี ''สนฺติฏฺฐนา'' ก็ดี ดังนี้รวมกันจึงชื่อว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อิติ ปุพฺพภาเค นิพฺพิทาญาเณน นิพฺพินฺนสฺส อุปฺปาทาทีนิ ปริจฺจชิตุกามตา มุญฺจิตุกมฺยตาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ในเบื้องต้น ความปรารถนาจะละอุปาทาทิของบุคคลผู้เบื่อหน่ายด้วยนิพพิทาญาณ ชื่อว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: มุญฺจนสฺส อุปายกรณตฺถํ มชฺเฌ ปฏิสงฺขานํ ปฏิสงฺขาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในท่ามกลาง การพิจารณาโดยแยบคายเพื่อกระทำอุบายแห่งการปล่อย ชื่อว่า ''ปฏิสงฺขา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: มุญฺจิตฺวา อวสาเน อชฺฌุเปกฺขนํ สนฺติฏฺฐนาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในที่สุด เมื่อปล่อยแล้ว การวางเฉย ชื่อว่า ''สนฺติฏฺฐนา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เอวํ อวตฺถาเภเทน ติปฺปการา ปญฺญา สงฺขารานํ อชฺฌุเปกฺขนาสุ ญาณํ, มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนาสงฺขาตานํ อวตฺถาเภเทน ภินฺนานํ ติสฺสนฺนมฺปิ ปญฺญานํ สงฺขารุเปกฺขตํ อิจฺฉนฺเตน ปน ‘‘ปญฺญา’’ติ จ ‘‘สงฺขารุเปกฺขาสู’’ติ จ พหุวจนํ กตํ, อวตฺถาเภเทน ภินฺนสฺสาปิ เอกตฺตา ‘‘ญาณ’’นฺติ เอกวจนํ กตนฺติ เวทิตพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ปัญญาอันมีสามประการโดยความต่างแห่งอวตถา ย่อมเป็นญาณในอาการวางเฉยต่อสังขารทั้งหลาย ส่วนเมื่อประสงค์จะแสดงความเป็นสังขารุเปกขาของปัญญาทั้งสามอันต่างกันโดยอวตถา อันมีชื่อว่ามุญจิตุกัมยตา ปฏิสังขา สันติฏฐนา จึงกระทำพหุวจนะว่า ‘‘ปญฺญา’’ และ ‘‘สงฺขารุเปกฺขาสุ’’ แม้จะต่างกันโดยอวตถาก็ตาม แต่เพราะความเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงกระทำเอกวจนะว่า ‘‘ญาณํ’’ ดังนี้พึงทราบ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: วุตฺตญฺจ – ‘‘ยา จ มุญฺจิตุกมฺยตา ยา จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา, อิเม ธมฺมา เอกฏฺฐา, พฺยญฺชนเมว นาน’’นฺติ (ปฏิ. ม. ๑.๒๒๗)ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และได้ตรัสไว้แล้วว่า ‘‘มุญจิตุกัมยตาก็ดี ปฏิสังขานุปัสสนาก็ดี สังขารุเปกขาก็ดี ธรรมเหล่านี้มีอรรถอย่างเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกันเท่านั้น’’ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เกจิ ปน ‘‘สงฺขารุเปกฺขาสูติ พหุวจนํ สมถวิปสฺสนาวเสน สงฺขารุเปกฺขานํ พหุตฺตา’’ติปิ วทนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: บางท่านกล่าวว่า ‘‘คำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ เป็นพหุวจนะ เพราะสังขารุเปกขาทั้งหลายมีมากโดยสมถะและวิปัสสนา’’ ดังนี้ก็มี |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สงฺขารุเปกฺขาสูติ จ กิริยาเปกฺขนฺติ เวทิตพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และคำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ พึงทราบว่าหมายถึงการวางเฉยอันเป็นกิริยา |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อวตฺถาเภเทน ปน เตน นิพฺพิทาญาเณน นิพฺพินฺทนฺตสฺส อุกฺกณฺฐนฺตสฺส สพฺพภวโยนิคติวิญฺญาณฏฺฐิติสตฺตาวาสคเตสุ สเภทเกสุ สงฺขาเรสุ จิตฺตํ น สชฺชติ น ลคฺคติ น พชฺฌติ, สพฺพสงฺขารคตํ มุญฺจิตุกามํ ฉฑฺเฑตุกามํ โหติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ส่วนโดยความต่างแห่งอวตถา จิตของบุคคลผู้เบื่อหน่าย ผู้ระอาอยู่ด้วยนิพพิทาญาณนั้น ย่อมไม่ติด ไม่ข้อง ไม่ถูกมัดในสังขารทั้งหลายอันมีประเภทเดียวกัน อันเป็นไปในภพ โยนิ คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาสทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ปรารถนาจะปล่อย จะทิ้งซึ่งสังขารทั้งปวง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อถ วา ยถา ชาลพฺภนฺตรคโต มจฺโฉ, สปฺปมุขคโต มณฺฑูโก, ปญฺชรปกฺขิตฺโต วนกุกฺกุโฏ, ทฬฺหปาสวสํคโต มิโค, อหิตุณฺฑิกหตฺถคโต สปฺโป, มหาปงฺกปกฺขนฺโท กุญฺชโร, สุปณฺณมุขคโต นาคราชา, ราหุมุขปวิฏฺโฐ จนฺโท, สปตฺตปริกฺขิตฺโต ปุริโสติเอวมาทโย ตโต ตโต มุจฺจิตุกามา นิสฺสริตุกามาว โหนฺติ, เอวํ ตสฺส โยคิโน จิตฺตํ สพฺพสฺมา สงฺขารคตา มุจฺจิตุกามํ นิสฺสริตุกามํ โหติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนปลาที่ติดอยู่ในข่าย กบที่ตกอยู่ในปากงู ไก่ป่าที่ถูกขังไว้ในกรง เนื้อที่ติดอยู่ในบ่วงอันมั่นคง งูที่ถูกจับไว้ในมือของหมองู ช้างที่จมลงในโคลนใหญ่ นาคราชที่ตกอยู่ในปากครุฑ จันทร์ที่ถูกกลืนเข้าไปในปากราหู บุรุษที่ถูกข้าศึกแวดล้อม ดังนี้เป็นต้น ย่อมปรารถนาจะพ้น จะหลุดออกจากที่นั้น ๆ ฉันใด จิตของโยคีนั้นก็ย่อมเป็นผู้ปรารถนาจะพ้น จะหลุดออกจากสังขารทั้งปวง ฉันนั้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เอวญฺหิ วุจฺจมาเน ‘‘มุจฺจิตุกามสฺส มุจฺจิตุกมฺยตา’’ติ ปาโฐ ยุชฺชติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เมื่อกล่าวอย่างนี้ บทว่า ‘‘มุจฺจิตุกามสฺส มุจฺจิตุกมฺยตา’’ ย่อมสมควร |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เอวญฺจ สติ ‘‘อุปฺปาทํ มุญฺจิตุกมฺยตา’’ติอาทีสุ ‘‘อุปฺปาทา มุจฺจิตุกมฺยตา’’ติอาทิ วตฺตพฺพํ โหติ, ตสฺมา ปุริโม เอว อตฺโถ สุนฺทรตโรฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และเมื่อเป็นอย่างนี้ ในคำว่า ‘‘อุปฺปาทํ มุญฺจิตุกมฺยตา’’ เป็นต้น ก็ควรกล่าวว่า ‘‘อุปฺปาทา มุจฺจิตุกมฺยตา’’ เป็นต้น ฉะนั้น อรรถอันก่อนนั่นแลจึงงามกว่า |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อถสฺส สพฺพสงฺขาเรสุ วิคตาลยสฺส สพฺพสงฺขารคตํ มุญฺจิตุกามสฺส มุญฺจิตุกมฺยตาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ต่อจากนั้น มุญจิตุกัมยตาญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ปราศจากอาลัยในสังขารทั้งปวง ผู้ปรารถนาจะปล่อยซึ่งสังขารทั้งปวง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: โส เอวํ สพฺพภวโยนิคติวิญฺญาณฏฺฐิติสตฺตาวาสคเต สเภทเก สงฺขาเร มุญฺจิตุกาโม มุญฺจนสฺส อุปายสมฺปาทนตฺถํ ปุน เต เอว สงฺขาเร ปฏิสงฺขานุปสฺสนาญาเณน ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา วิปสฺสติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เขานั้นเมื่อปรารถนาจะปล่อยสังขารทั้งหลายอันมีประเภทเดียวกัน อันเป็นไปในภพ โยนิ คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาสทั้งปวง ดังนี้ เพื่อให้ถึงพร้อมซึ่งอุบายแห่งการปล่อย จึงพิจารณาสังขารเหล่านั้นนั่นแลอีกด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณ โดยยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เอวญฺหิ วิปสฺสโต จสฺส อนิจฺจวเสน นิมิตฺตํ ปฏิสงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติ, ทุกฺขวเสน ปวตฺตํ ปฏิสงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติ, อนตฺตวเสน นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ปฏิสงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เมื่อเขากำลังพิจารณาอยู่อย่างนี้ ปฏิสังขาญาณอันมีนิมิตโดยความเป็นอนิจจังย่อมเกิดขึ้น ปฏิสังขาญาณอันมีปวัตติโดยความเป็นทุกข์ย่อมเกิดขึ้น ปฏิสังขาญาณอันมีทั้งนิมิตและปวัตติโดยความเป็นอนัตตาย่อมเกิดขึ้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: โส ปฏิสงฺขานุปสฺสนาญาเณน ‘‘สพฺเพ สงฺขารา สุญฺญา’’ติ ทิสฺวา ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา สงฺขาเร ปริคฺคณฺหนฺโต ภยญฺจ นนฺทิญฺจ วิปฺปหาย ภริยาย โทสํ ทิสฺวา วิสฺสฏฺฐภริโย วิย ปุริโส ตสฺสา ภริยาย สงฺขาเรสุ อุทาสีโน โหติ มชฺฌตฺโต, ‘‘อห’’นฺติ วา ‘‘มม’’นฺติ วา น คณฺหาติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เขานั้นเห็นด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณว่า ‘‘สังขารทั้งปวงว่างเปล่า’’ แล้วยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ กำหนดสังขารทั้งหลาย ละภัยและความเพลิดเพลินเสีย เห็นโทษแห่งภรรยา เหมือนบุรุษผู้สละภรรยาแล้ว ย่อมเป็นผู้วางเฉย เป็นผู้เป็นกลางต่อสังขารทั้งหลายเหมือนต่อภรรยานั้น ย่อมไม่ถือว่า ‘‘เรา’’ หรือว่า ‘‘ของเรา’’ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต ตีสุ ภเวสุ จิตฺตํ ปติลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เมื่อเขารู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตในภพทั้งสามย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เสยฺยถาปิ นาม ปทุมปลาเส อีสกํ โปเณ อุทกผุสิตานิ ปติลียนฺติ ปฏิกุฏนฺติ ปฏิวตฺตนฺติ น สมฺปสาริยนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เปรียบเหมือนหยดน้ำบนใบบัวที่เอียงเล็กน้อย ย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เสยฺยถาปิ วา ปน กุกฺกุฏปตฺตํ วา นฺหารุททฺทุลํ วา อคฺคิมฺหิ ปกฺขิตฺตํ ปติลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติ, เอวํ ตสฺส ตีสุ ภเวสุ จิตฺตํ ปติลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติ, อุเปกฺขา สณฺฐาติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: หรือเปรียบเหมือนขนไก่หรือเอ็นที่โยนเข้าไปในไฟ ย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก ฉันใด จิตของเขานั้นในภพทั้งสามก็ย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก ฉันนั้น อุเบกขาย่อมตั้งมั่น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เอวมสฺส สงฺขารุเปกฺขาญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ดังนี้สังขารุเปกขาญาณของเขาย่อมเกิดขึ้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อิมินา สงฺขารุเปกฺขาญาเณน สทฺธิํ อุปริ โคตฺรภุญาณสฺส สาธกํ อนุโลมญาณํ ปุพฺพาปรญาเณหิ อวุตฺตมฺปิ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า อนุโลมญาณอันเป็นสาธกแห่งโคตรภูญาณเบื้องบน พร้อมด้วยสังขารุเปกขาญาณนี้ แม้ไม่ได้กล่าวไว้ด้วยญาณก่อนและหลัง ก็ชื่อว่าได้กล่าวไว้แล้ว |
| | |
| | * อฏฺฐ.: วุตฺตญฺหิ ภควตา – |
| | ‘‘โส วต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ กญฺจิ สงฺขารํ นิจฺจโต สมนุปสฺสนฺโต อนุโลมิกาย ขนฺติยา สมนฺนาคโต ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ, อนุโลมิกาย ขนฺติยา อสมนฺนาคโต สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ, สมฺมตฺตนิยามํ อโนกฺกมมาโน โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตผลํ วา สจฺฉิกริสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตี’’ติอาทิ (อ. นิ. ๖.๙๘; ปฏิ. ม. 3.36)ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้แล้วว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ โดยพิจารณาเห็นสังขารใด ๆ โดยความเป็นของเที่ยง ดังนี้ ย่อมไม่มี ข้อที่ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ดังนี้ ย่อมไม่มี ข้อที่ผู้ไม่ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม พึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล หรืออนาคามิผล หรืออรหัตตผล ดังนี้ ย่อมไม่มี’’ เป็นต้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: วุตฺตญฺจ ธมฺมเสนาปตินา – |
| | ‘‘กติหากาเรหิ อนุโลมิกํ ขนฺติํ ปฏิลภติ? กติหากาเรหิ สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมติ? จตฺตาลีสาย อากาเรหิ อนุโลมิกํ ขนฺติํ ปฏิลภติ, จตฺตาลีสาย อากาเรหิ สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมตี’’ติอาทิ (ปฏิ. ม. 3.37)ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และท่านธรรมเสนาบดีก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า ‘‘ย่อมได้ซึ่งอนุโลมิกขันติด้วยอาการเท่าไร ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร ย่อมได้ซึ่งอนุโลมิกขันติด้วยอาการสี่สิบ ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการสี่สิบ’’ เป็นต้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ปฏฺฐาเน เจตํ วุตฺตํ ภควตา – |
| | ‘‘อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโยฯ อนุโลมํ โวทานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย’’ติอาทิ (ปฏฺฐา. 1.1.417)ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และในปัฏฐานนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้แล้วว่า ‘‘อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภูโดยอนันตรปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานโดยอนันตรปัจจัย’’ เป็นต้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตสฺส หิ ตํ สงฺขารุเปกฺขาญาณํ อาเสวนฺตสฺส ภาเวนฺตสฺส พหุลีกโรนฺตสฺส อธิโมกฺขสทฺธา พลวตรา โหติ, วีริยํ สุปคฺคหิตํ, สติ สูปฏฺฐิตา, จิตฺตํ สุสมาหิตํ, สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ติกฺขตรํ ปวตฺตติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ เมื่อเขานั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้น อธิโมกขสัทธาย่อมมีกำลังมากกว่า วิริยะย่อมถูกประคองดี สติย่อมตั้งมั่นดี จิตย่อมตั้งมั่นดี สังขารุเปกขาญาณย่อมเป็นไปอย่างคมยิ่ง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตสฺส อิทานิ มคฺโค อุปฺปชฺชิสฺสตีติ สงฺขารุเปกฺขาย สงฺขาเร ‘‘อนิจฺจา’’ติ วา ‘‘ทุกฺขา’’ติ วา ‘‘อนตฺตา’’ติ วา สมฺมสิตฺวา ภวงฺคํ โอตรติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เมื่อเขาคิดว่า บัดนี้มรรคจักเกิดขึ้น จึงกำหนดสังขารด้วยสังขารุเปกขาว่า ‘‘อนิจจา’’ หรือว่า ‘‘ทุกขา’’ หรือว่า ‘‘อนัตตา’’ แล้วลงสู่ภวังค์ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ภวงฺคานนฺตรํ สงฺขารุเปกฺขาย กตนเยเนว สงฺขาเร ‘‘อนิจฺจา’’ติ วา ‘‘ทุกฺขา’’ติ วา ‘‘อนตฺตา’’ติ วา อารมฺมณํ กุรุมานํ อุปฺปชฺชติ มโนทฺวาราวชฺชนํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ต่อจากภวังค์ มโนทวาราวัชชนะย่อมเกิดขึ้น โดยทำสังขารให้เป็นอารมณ์ว่า ‘‘อนิจจา’’ หรือว่า ‘‘ทุกขา’’ หรือว่า ‘‘อนัตตา’’ ด้วยนัยที่สังขารุเปกขาทำไว้นั่นแล |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตทนนฺตรํ ตเถว สงฺขาเร อารมฺมณํ กตฺวา ทฺเว ตีณิ จตฺตาริ วา ชวนจิตฺตานิ อุปฺปชฺชนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ต่อจากนั้น ชวนจิตสอง สาม หรือสี่ดวง ย่อมเกิดขึ้น โดยทำสังขารให้เป็นอารมณ์อย่างเดียวกัน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ อนุโลมญาณํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ญาณที่ประกอบด้วยชวนจิตนั้น ชื่อว่าอนุโลมญาณ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตญฺหิ ปุริมานญฺจ อฏฺฐนฺนํ วิปสฺสนาญาณานํ ตถกิจฺจตาย อนุโลเมติ, อุปริ จ ปตฺตพฺพานํ สตฺตติํสาย โพธิปกฺขิยธมฺมานํ อนุโลเมติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ญาณนั้นย่อมอนุโลมต่อวิปัสสนาญาณทั้งแปดอันก่อน เพราะทำกิจเช่นเดียวกัน และย่อมอนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรมทั้งสามสิบเจ็ดอันพึงบรรลุในเบื้องบน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ยถา หิ ธมฺมิโก ราชา วินิจฺฉยฏฺฐาเน นิสินฺโน อฏฺฐนฺนํ โวหาริกมหามตฺตานํ วินิจฺฉยํ สุตฺวา อคติคมนํ ปหาย มชฺฌตฺโต หุตฺวา ‘‘เอวํ โหตู’’ติ อนุโมทมาโน เตสญฺจ วินิจฺฉยสฺส อนุโลเมติ, โปราณสฺส จ ราชธมฺมสฺสฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรงธรรม ประทับนั่งในที่วินิจฉัย เมื่อทรงฟังคำวินิจฉัยของมหาอำมาตย์ผู้ชำนาญโวหารทั้งแปด ทรงละอคติ ทรงเป็นผู้เป็นกลาง ทรงอนุโมทนาว่า ‘‘จงเป็นอย่างนั้นเถิด’’ ย่อมอนุโลมทั้งต่อคำวินิจฉัยของพวกเขานั้น และต่อราชธรรมอันเก่าแก่ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตตฺถ ราชา วิย อนุโลมญาณํ, อฏฺฐ โวหาริกมหามตฺตา วิย อฏฺฐ วิปสฺสนาญาณานิ, โปราณราชธมฺโม วิย สตฺตติํส โพธิปกฺขิยธมฺมา, ยถา ราชา ‘‘เอวํ โหตู’’ติ อนุโมทมาโน โวหาริกานญฺจ วินิจฺฉยสฺส ราชธมฺมสฺส จ อนุโลเมติ, เอวมิทํ อนิจฺจาทิวเสน สงฺขาเร อารพฺภ อุปฺปชฺชมานานํ อฏฺฐนฺนญฺจ วิปสฺสนาญาณานํ ตถกิจฺจตาย อนุโลเมติ, อุปริ จ ปตฺตพฺพานํ สตฺตติํสาย โพธิปกฺขิยธมฺมานํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในอุปมานั้น พระราชาเปรียบเหมือนอนุโลมญาณ มหาอำมาตย์ผู้ชำนาญโวหารทั้งแปดเปรียบเหมือนวิปัสสนาญาณทั้งแปด ราชธรรมอันเก่าแก่เปรียบเหมือนโพธิปักขิยธรรมทั้งสามสิบเจ็ด ฉันใด พระราชาทรงอนุโมทนาว่า ‘‘จงเป็นอย่างนั้นเถิด’’ ย่อมอนุโลมทั้งต่อคำวินิจฉัยของพวกโวหาริก และต่อราชธรรม ฉันใด ญาณนี้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสังขารด้วยอาการอนิจจาทิ ก็ย่อมอนุโลมต่อวิปัสสนาญาณทั้งแปด เพราะทำกิจเช่นเดียวกัน และย่อมอนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรมทั้งสามสิบเจ็ดอันพึงบรรลุในเบื้องบน ฉันนั้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตสฺมา อนุโลมญาณนฺติ วุจฺจติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ฉะนั้นจึงเรียกว่าอนุโลมญาณ |
| | |
| | == [๑๐] พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํฯ |
| | * ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการออกและหันกลับจากภายนอก ชื่อว่าโคตรภูญาณ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณนฺติ เอตฺถ พหิทฺธาติ สงฺขารนิมิตฺตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํ''' ในที่นี้ คำว่า ''พหิทฺธา'' หมายถึงสังขารนิมิต |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตญฺหิ อชฺฌตฺตจิตฺตสนฺตาเน อกุสลกฺขนฺเธ อุปาทาย พหิทฺธาติ วุตฺตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ สังขารนิมิตนั้นได้ชื่อว่าภายนอก เพราะอาศัยอกุศลขันธ์ในกระแสจิตภายใน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตสฺมา พหิทฺธา สงฺขารนิมิตฺตมฺหา วุฏฺฐาติ วิคตํ หุตฺวา อุทฺธํ ติฏฺฐตีติ วุฏฺฐานํ, วิวฏฺฏติ ปราวฏฺฏติ ปรมฺมุขํ โหตีติ วิวฏฺฏนํ, วุฏฺฐานญฺจ ตํ วิวฏฺฏนญฺจาติ วุฏฺฐานวิวฏฺฏนํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ฉะนั้น การออกจากสังขารนิมิตภายนอก โดยเป็นผู้ปราศแล้วตั้งอยู่ข้างบน ชื่อว่า ''วุฏฺฐาน'' การหันกลับ การหันไปข้างอื่น การเป็นผู้หันหน้าไปข้างอื่น ชื่อว่า ''วิวฏฺฏน'' ทั้งวุฏฐานและวิวัฏฏนนั้นรวมกันชื่อว่า ''วุฏฺฐานวิวฏฺฏน'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เตเนวาห – |
| | ‘‘โคตฺรภุญาณํ สมุทยสฺส อสมุจฺฉินฺทนโต ปวตฺตา น วุฏฺฐาติ, นิพฺพานารมฺมณโต ปน นิมิตฺตา วุฏฺฐาตีติ เอกโต วุฏฺฐานํ โหตี’’ติ (วิสุทฺธิ. ๒.๘๒๗)ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ‘‘โคตรภูญาณย่อมไม่ออกจากปวัตติ เพราะยังไม่ตัดสมุทัย แต่ย่อมออกจากนิมิตเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์ ดังนี้จึงเป็นวุฏฐานด้านเดียว’’ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ปุถุชฺชนโคตฺตาภิภวนโต อริยโคตฺตภาวนโต โคตฺรภุฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะครอบงำปุถุชนโคตร เพราะยังอริยโคตรให้เจริญ จึงชื่อว่า ''โคตฺรภุ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อิทญฺหิ อนุโลมญาเณหิ ปทุมปลาสโต อุทกมิว สพฺพสงฺขารโต ปติลียมานจิตฺตสฺส อนุโลมญาณสฺส อาเสวนนฺเต อนิมิตฺตํ นิพฺพานํ อารมฺมณํ กุรุมานํ ปุถุชฺชนโคตฺตํ ปุถุชฺชนสงฺขํ ปุถุชฺชนภูมิํ อติกฺกมมานํ อริยโคตฺตํ อริยสงฺขํ อริยภูมิํ โอกฺกมมานํ นิพฺพานารมฺมเณ ปฐมาวตฺตนปฐมาโภคปฐมสมนฺนาหารภูตํ มคฺคสฺส อนนฺตรสมนนฺตราเสวนอุปนิสฺสยนตฺถิวิคตวเสน ฉหิ อากาเรหิ ปจฺจยภาวํ สาธยมานํ สิขาปฺปตฺตํ วิปสฺสนาย มุทฺธภูตํ อปุนราวตฺตกํ อุปฺปชฺชติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ญาณนี้ย่อมเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการเสพอนุโลมญาณของจิตที่กำลังถอยกลับจากสังขารทั้งปวง เหมือนน้ำที่ถอยกลับจากใบบัว ด้วยอนุโลมญาณทั้งหลาย โดยทำนิพพานอันไม่มีนิมิตให้เป็นอารมณ์ กำลังก้าวล่วงปุถุชนโคตร ปุถุชนสังขยะ ปุถุชนภูมิ กำลังก้าวลงสู่อริยโคตร อริยสังขยะ อริยภูมิ เป็นปฐมาวัตตนะ ปฐมาโภค ปฐมสมันนาหารในนิพพานอารมณ์ กำลังยังปัจจัยภาพให้สำเร็จด้วยอาการหก คือ อนันตะ สมันนันตะ อาเสวนะ อุปนิสสยะ นัตถิ วิคตะ เป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา เป็นยอดแห่งวิปัสสนา ไม่กลับมาอีก |
| | |
| | == [๑๑] ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํฯ |
| | * ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการออกและหันกลับจากทั้งสองด้าน ชื่อว่าญาณในมรรค |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณนฺติ เอตฺถ ทุภโตติ อุภโต, ทฺวยโตติ วา วุตฺตํ โหติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ''' ในที่นี้ คำว่า ''ทุภโต'' หมายถึงทั้งสองด้าน หรือว่าจากสองอย่าง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: กิเลสานํ สมุจฺฉินฺทนโต กิเลเสหิ จ ตทนุวตฺตกกฺขนฺเธหิ จ นิพฺพานารมฺมณกรณโต พหิทฺธา สพฺพสงฺขารนิมิตฺเตหิ จ วุฏฺฐาติ วิวฏฺฏตีติ ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่ออกและหันกลับจากทั้งสองด้าน เพราะตัดกิเลส เพราะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ จึงออกจากกิเลสและขันธ์อันเป็นไปตามกิเลสนั้น และจากสังขารนิมิตภายนอกทั้งปวง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เตเนวาห – |
| | ‘‘จตฺตาริปิ มคฺคญาณานิ อนิมิตฺตารมฺมณตฺตา นิมิตฺตโต วุฏฺฐหนฺติ, สมุทยสฺส สมุจฺฉินฺทนโต ปวตฺตา วุฏฺฐหนฺตีติ ทุภโต วุฏฺฐานานิ โหนฺตี’’ติ (วิสุทฺธิ. ๒.๘๒๗)ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ‘‘มรรคญาณทั้งสี่ ย่อมออกจากนิมิต เพราะมีอนิมิตเป็นอารมณ์ ย่อมออกจากปวัตติ เพราะตัดสมุทัย ดังนี้จึงเป็นวุฏฐานทั้งสองด้าน’’ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: มคฺเค ญาณนฺติ นิพฺพานํ มคฺคติ เปกฺขติ, นิพฺพานตฺถิเกหิ วา มคฺคียติ อนฺเวสียติ, กิเลเส วา มาเรนฺโต คจฺฉติ ปวตฺตตีติ มคฺโค, ตสฺมิํ มคฺเค ญาณํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า ''มคฺเค ญาณํ'' ความว่า ย่อมแสวงหา ย่อมเพ่งดูนิพพาน หรือว่าถูกแสวงหา ถูกค้นหาโดยผู้ต้องการนิพพาน หรือว่าเป็นไปโดยฆ่ากิเลส จึงชื่อว่ามรรค ญาณในมรรคนั้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ชาติคฺคหเณน เอกวจนํ กตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: กระทำเอกวจนะโดยการถือเอาชาติ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตญฺหิ โคตฺรภุญาณสฺส อนนฺตรํ นิพฺพานํ อารมฺมณํ กุรุมานํ สยํวชฺเฌ กิเลเส นิรวเสสํ สมุจฺฉินฺทมานํ อนมตคฺคสํสารวฏฺฏทุกฺขสมุทฺทํ โสสยมานํ สพฺพาปายทฺวารานิ ปิทหมานํ สตฺตอริยธนสมฺมุขีภาวํ กุรุมานํ อฏฺฐงฺคิกํ มิจฺฉามคฺคํ ปชหมานํ สพฺพเวรภยานิ วูปสมยมานํ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส โอรสปุตฺตภาวมุปนยมานํ อญฺญานิ จ อเนกานิ อานิสํสสตานิ ปฏิลาภยมานํ มคฺคญาณํ อุปฺปชฺชติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ มรรคญาณนั้นย่อมเกิดขึ้นต่อจากโคตรภูญาณ โดยทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ กำลังตัดกิเลสอันควรฆ่าเองให้หมดสิ้น กำลังทำให้มหาสมุทรแห่งทุกข์ในสังสารวัฏอันไม่มีเบื้องต้นแห้งลง กำลังปิดประตูอบายทั้งปวง กำลังทำให้ถึงพร้อมซึ่งอริยทรัพย์ทั้งเจ็ด กำลังละมิจฉามรรคอันประกอบด้วยองค์แปด กำลังระงับเวรและภัยทั้งปวง กำลังนำไปสู่ความเป็นบุตรโดยชอบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกำลังให้ได้ซึ่งอานิสงส์อื่นอีกหลายร้อยประการ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ฐาตุํ อิจฺฉํ ปุริโส, ลงฺฆิตฺวา มาติกาย ปรตีเร; |
| | เวเคนาคมฺม ยถา, คณฺหิตฺวา โอริมติรตรุพทฺธํฯ |
| | รชฺชุํ วา ทณฺฑํ วา, อุลฺลงฺฆิตฺวาน ปารนินฺนตนุ; |
| | ปาราปนฺโน ปน ตํ, มุญฺจิย เวธํ ปติฏฺฐหติ ปาเรฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: บุรุษผู้ปรารถนาจะยืนอยู่ เมื่อข้ามแม่น้ำใหญ่ไปสู่ฝั่งโน้น ด้วยกำลังอันมาถึง ย่อมจับเชือกหรือไม้ที่ผูกไว้ที่ต้นไม้ฝั่งนี้ แล้วกระโดดข้ามไป ร่างกายโน้มไปสู่ฝั่งโน้น เมื่อถึงฝั่งโน้นแล้ว จึงปล่อยเชือกหรือไม้นั้น แล้วตั้งมั่นอยู่ที่ฝั่งโน้นด้วยความสั่นสะท้าน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เอวํ โยคาวจโร, สกฺกายมยมฺหิ โอริเม ตีเร; |
| | ทิฏฺฐภโย อภเย ปน, ฐาตุํ อิจฺฉํ อมตปาเรฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ฉันใด โยคาวจรผู้เห็นภัยในฝั่งนี้คือสักกายะ ปรารถนาจะยืนอยู่ในฝั่งโน้นคืออมตะอันไม่มีภัย |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อุทยพฺพยานุปสฺส , ปภุติกเวเคน อาคโต รชฺชุํ; |
| | รูปาวฺหํ ทณฺฑํ วา, ตทิตรขนฺธาวฺหยํ สมฺมาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เมื่อมาถึงด้วยกำลังอันเริ่มต้นจากอุทยัพพยานุปัสสนา ย่อมจับเชือกอันมีชื่อว่ารูป หรือไม้อันมีชื่อว่าขันธ์อื่นอย่างถูกต้อง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: คณฺหิตฺวา อาวชฺชน, จิตฺเตน หิ ปุพฺพวุตฺตนยโตว; |
| | อนุโลเมหุลฺลงฺฆิย, นิพฺพุตินินฺโน ตทาสโนปคโตฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เมื่อจับด้วยจิตคืออาวัชชนะ ด้วยนัยที่กล่าวไว้ก่อนนั่นแล กระโดดข้ามด้วยอนุโลมทั้งหลาย โน้มไปสู่นิพพาน เข้าถึงอาสนะนั้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตํ มุญฺจิย โคตฺรภุนา, อลทฺธอาเสวเนน ตุ ปเวธํ; |
| | ปติโต สงฺขตปาเร, ตโต ปติฏฺฐาติ มคฺคญาเณนฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: แล้วปล่อยเชือกหรือไม้นั้นด้วยโคตรภู ยังไม่ได้อาเสวนะ จึงสั่นสะท้าน ตกลงที่ฝั่งแห่งสังขตะ ต่อจากนั้นจึงตั้งมั่นด้วยมรรคญาณ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ปสฺสิตุกาโม จนฺทํ, จนฺเท ฉนฺนมฺหิ อพฺภปฏเลหิ; |
| | ถุลกสุขุมสุขุเมสุ, อพฺเภสุ หเฏสุ วายุนา กมโตฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: บุรุษผู้ปรารถนาจะเห็นจันทร์ เมื่อจันทร์ถูกบังด้วยชั้นเมฆ ก้อนเมฆหยาบ ละเอียด และละเอียดยิ่ง ถูกพัดไปตามลำดับด้วยลม |
| | |
| | * อฏฺฐ.: จนฺทํ ปสฺเสยฺย นโร, ยถา ตเถวานุโลมญาเณหิ กมา; |
| | สจฺจจฺฉาทกโมเห, วินาสิเต เปกฺขเต หิ โคตฺรภุ อมตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ย่อมเห็นจันทร์ ฉันใด เมื่อโมหะอันปกปิดสัจจะถูกทำลายด้วยอนุโลมญาณตามลำดับ โคตรภูก็ย่อมเพ่งดูอมตะ ฉันนั้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: วาตา วิย เต จนฺทํ, อมตํ น หิ เปกฺขเรนุโลมานิ; |
| | ปุริโส อพฺภานิ ยถา, โคตฺรภุ น ตมํ วิโนเทติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ลมทั้งหลายไม่เห็นจันทร์ ฉันใด อนุโลมทั้งหลายก็ไม่เพ่งดูอมตะ ฉันนั้น บุรุษไม่พัดเมฆให้หายไป ฉันใด โคตรภูก็ไม่กำจัดความมืด ฉันนั้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ภมิตมฺหิ จกฺกยนฺเต, ฐิโต นโร อญฺญทินฺนสญฺญาย; |
| | อุสุปาเต ผลกสตํ, อเปกฺขมาโน ยถา วิชฺเฌฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: บุรุษผู้ยืนอยู่ที่ล้อเกวียนที่กำลังหมุน ด้วยสัญญาที่ผู้อื่นให้ไว้ เมื่อลูกศรตกลง ย่อมเพ่งดูแผ่นไม้ร้อยแผ่น แล้วยิงถูก ฉันใด |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เอวมิธ มคฺคญาณํ, โคตฺรภุนา ทินฺนสญฺญมวิหาย; |
| | นิพฺพาเน วตฺตนฺตํ, โลภกฺขนฺธาทิเก ปทาเลติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้มรรคญาณก็ฉันนั้น เมื่อไม่ละสัญญาที่โคตรภุให้ไว้ กำลังเป็นไปในนิพพาน ย่อมทำลายโลภขันธ์เป็นต้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สํสารทุกฺขชลธิํ , โสสยติ ปิทหติ ทุคฺคติทฺวารํ; |
| | กุรุเต จ อริยธนินํ, มิจฺฉามคฺคญฺจ ปชหาติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ย่อมทำให้มหาสมุทรแห่งทุกข์ในสังสารแห้งลง ย่อมปิดประตูทุคติ ย่อมทำให้ถึงพร้อมซึ่งอริยทรัพย์ ย่อมละมิจฉามรรค |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เวรภยานิ สมยเต, กโรติ นาถสฺส โอรสสุตตฺตํ; |
| | อญฺเญ จ อเนกสเต, อานีสํเส ททาติ ญาณมิทนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ย่อมระงับเวรและภัยทั้งหลาย ย่อมกระทำให้เป็นบุตรโดยชอบของพระนาถะ และย่อมให้อานิสงส์อื่นอีกหลายร้อยประการ ญาณนี้ |
| | |
| | == [๑๒] ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ปญฺญา ผเล ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ปญฺญา ผเล ญาณํ ฯ |
| | * ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการระงับแห่งความเพียร ชื่อว่าญาณในผล |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณนฺติ เอตฺถ ปโยโคติ ภุโส โยโค, ผลสจฺฉิกิริยาย มคฺคภาวนาย อุภโต วุฏฺฐานปโยโค, ตสฺส ปโยคสฺส ปฏิปฺปสฺสมฺภนํ นิฏฺฐานํ ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณํ''' ในที่นี้ คำว่า ''ปโยค'' หมายถึงความเพียรอย่างแรง คือความเพียรแห่งการออกทั้งสองด้านเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล ด้วยการเจริญมรรค การระงับ การสิ้นสุดแห่งความเพียรนั้น ชื่อว่า ''ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: กิํ ตํ? จตุมคฺคกิจฺจปริโยสานํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ความเพียรนั้นคืออะไร คือที่สุดแห่งกิจแห่งมรรคทั้งสี่ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตสฺสา ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิยา เหตุภูตาย ปวตฺตา ผเล ปญฺญา ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เป็นไปในผล เพราะมีปโยคปฏิปัสสัทธิเป็นเหตุ ชื่อว่า ''ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ผลติ วิปจฺจตีติ ผลํ, ตสฺมิํ ผเล ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ย่อมให้ผล ย่อมสุกงอม จึงชื่อว่าผล ญาณที่ประกอบด้วยผลนั้นในผลนั้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เอเกกสฺส หิ มคฺคญาณสฺส อนนฺตรา ตสฺส ตสฺเสว วิปากภูตานิ นิพฺพานารมฺมณานิ ตีณิ วา ทฺเว วา เอกํ วา ผลจิตฺตานิ อุปฺปชฺชนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ต่อจากมรรคญาณแต่ละอย่าง ผลจิตสามดวง หรือสองดวง หรือหนึ่งดวง อันเป็นวิบากแห่งมรรคนั้น ๆ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมเกิดขึ้น |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อนนฺตรวิปากตฺตาเยว โลกุตฺตรกุสลานํ ‘‘สมาธิมานนฺตริกญฺญมาหู’’ติ (ขุ. ปา. ๖.๕; สุ. นิ. ๒๒๘) จ, ‘‘ทนฺธํ อานนฺตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยายา’’ติ (อ. นิ. ๔.๑๖๒) จ อาทิ วุตฺตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะเป็นวิบากอันมีอนันตรภาพนั่นแล จึงได้ตรัสไว้ว่า ‘‘เขากล่าวว่าสมาธิมีอนันตริกะ’’ และว่า ‘‘ย่อมถึงซึ่งอนันตริกะช้าเพื่อความสิ้นอาสวะ’’ เป็นต้น แก่โลกุตตรกุศลทั้งหลาย |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ยสฺส ทฺเว อนุโลมานิ, ตสฺส ตติยํ โคตฺรภุ, จตุตฺถํ มคฺคจิตฺตํ, ตีณิ ผลจิตฺตานิ โหนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ผู้ใดมีอนุโลมสองดวง ผู้นั้นมีโคตรภูเป็นดวงที่สาม มรรคจิตเป็นดวงที่สี่ ผลจิตสามดวง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ยสฺส ตีณิ อนุโลมานิ, ตสฺส จตุตฺถํ โคตฺรภุ, ปญฺจมํ มคฺคจิตฺตํ, ทฺเว ผลจิตฺตานิ โหนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ผู้ใดมีอนุโลมสามดวง ผู้นั้นมีโคตรภูเป็นดวงที่สี่ มรรคจิตเป็นดวงที่ห้า ผลจิตสองดวง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ยสฺส จตฺตาริ อนุโลมานิ, ตสฺส ปญฺจมํ โคตฺรภุ, ฉฏฺฐํ มคฺคจิตฺตํ, เอกํ ผลจิตฺตํ โหติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ผู้ใดมีอนุโลมสี่ดวง ผู้นั้นมีโคตรภูเป็นดวงที่ห้า มรรคจิตเป็นดวงที่หก ผลจิตหนึ่งดวง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อิทํ มคฺควีถิยํ ผลํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: นี่คือผลในมรรควิถี |
| | |
| | * อฏฺฐ.: กาลนฺตรผลํ ปน สมาปตฺติวเสน อุปฺปชฺชมานํ นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส อุปฺปชฺชมานญฺจ เอเตเนว สงฺคหิตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ส่วนผลในกาลอื่นที่เกิดขึ้นโดยสมาบัติ และที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ออกจากนิโรธ ก็สงเคราะห์เข้าในผลนี้เอง |
| | |
| | == [๑๓] ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน [ฉินฺนมนุปสฺสเน (สฺยา.), ฉินฺนวฏฺฏมนุปสฺสเน (สี. อฏฺฐ.)] ปญฺญา วิมุตฺติญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในการพิจารณาเห็นสิ่งที่ถูกตัดขาดแล้วแห่งวัฏฏะ [ในฉบับสยามว่า ฉินฺนมนุปสฺสเน, ในฉบับสีหลและอรรถกถาว่า ฉินฺนวฏฺฏมนุปสฺสเน] คือ วิมุตติญาณ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญาติ เตน เตน อริยมคฺเคน สมุจฺฉินฺนํ ตํ ตํ อุปกฺกิเลสํ ปจฺฉา ปสฺสเน ปญฺญาฯ วิมุตฺติญาณนฺติ วิมุตฺติยา ญาณํฯ วิมุตฺตีติ จ อุปกฺกิเลเสหิ วิมุตฺตํ ปริสุทฺธํ จิตฺตํ, วิมุตฺตภาโว วาฯ ตสฺสา วิมุตฺติยา ชานนํ ญาณํ วิมุตฺติญาณํฯ กิเลเสหิ วิมุตฺตํ จิตฺตสนฺตติมฺปิ กิเลเสหิ วิมุตฺตภาวมฺปิ ปจฺจเวกฺขนฺโต กิเลเสหิ น วินา ปจฺจเวกฺขตีติ เอเตน ปหีนกิเลสปจฺจเวกฺขณํ วุตฺตํ โหติฯ ‘‘วิมุตฺตสฺมิํ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหตี’’ติ (มหาว. ๒๓; ที. นิ. ๑.๒๔๘) หิ อิทเมว สนฺธาย วุตฺตํฯ อวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ ปน อวุตฺตมฺปิ อิมินาว วุตฺตํ โหตีติ คเหตพฺพํฯ วุตฺตญฺจ – ‘‘วุตฺตมฺหิ เอกธมฺเม, เย ธมฺมา เอกลกฺขณา เตน; วุตฺตา ภวนฺติ สพฺเพ, อิติ วุตฺโต ลกฺขโณ หาโร’’ติฯ (เนตฺติ. 4.5 นิทฺเทสวาร); อถ วา อรหโต อวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณาภาวา จตุนฺนํ อริยานํ ลพฺภมานํ ปหีนกิเลสปจฺจเวกฺขณเมว วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปักกิเลสแต่ละอย่างที่ถูกตัดขาดโดยประการเด็ดขาดด้วยมรรคอริยะแต่ละอย่าง ในภายหลัง. คำว่า '''วิมุตฺติญาณํ''' หมายความว่า ญาณแห่งวิมุตติ. ส่วนคำว่า '''วิมุตฺติ''' นั้น ได้แก่ จิตที่หลุดพ้นจากอุปักกิเลสแล้ว เป็นจิตที่บริสุทธิ์ หรือภาวะแห่งการหลุดพ้น. การรู้ซึ่งวิมุตตินั้น ชื่อว่า วิมุตติญาณ. เมื่อพิจารณาทบทวนทั้งกระแสจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว และทั้งภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ก็ย่อมพิจารณาทบทวนโดยไม่ปราศจากกิเลส (คือโดยอาศัยการพิจารณาถึงกิเลสที่ถูกละแล้ว) ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวถึงการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้ว. ดังมีคำกล่าวไว้ว่า ‘‘เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณว่า หลุดพ้นแล้ว’’ (มหาวรรค ๒๓; ทีฆนิกาย ๑.๒๔๘) คำกล่าวนั้นย่อมมุ่งหมายถึงข้อนี้เอง. ส่วนการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออยู่ แม้จะมิได้กล่าวไว้โดยตรง ก็พึงถือเอาว่าถูกกล่าวไว้ด้วยข้อนี้เอง. ดังมีคำกล่าวไว้แล้วว่า – ‘‘เมื่อกล่าวธรรมอย่างหนึ่งไว้แล้ว ธรรมทั้งหลายที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับธรรมนั้น ย่อมถูกกล่าวไว้ทั้งหมดด้วยธรรมนั้น ดังนี้ ชื่อว่า หาระชื่อลักษณะ’’ (เนตติปกรณ์ ๔.๕ นิทเทสวาระ). หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออยู่ จึงพึงทราบว่า การพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้ว ซึ่งมีแก่พระอริยะทั้งสี่ท่านเท่านั้น ที่ถูกกล่าวไว้.'' |
| | |
| | == [๑๔] ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''ตทา สมุทาคเต [สมุปาคเต (สฺยา.)] ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะนั้น [ในฉบับสยามว่า สมุปาคเต] คือ ญาณในการพิจารณาทบทวน'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญาติ ตทา มคฺคกฺขเณ ผลกฺขเณ จ สมุทาคเต ปฏิลาภวเสน จ ปฏิเวธวเสน จ สมาคเต สมฺปตฺเต สมงฺคิภูเต มคฺคผลธมฺเม จตุสจฺจธมฺเม จ ปสฺสนา เปกฺขณา ปชานนา ปญฺญาฯ ปจฺจเวกฺขเณ ญาณนฺติ นิวตฺติตฺวา ภุสํ ปสฺสนํ ชานนํ ญาณํฯ อิมินา จ ญาณทฺวเยน ปจฺจเวกฺขณญาณานิ วุตฺตานิ โหนฺติฯ โสตาปนฺนสฺส หิ มคฺควีถิยํ โสตาปตฺติผลปริโยสาเน จิตฺตํ ภวงฺคํ โอตรติ, ตโต ภวงฺคํ อุปจฺฉินฺทิตฺวา มคฺคปจฺจเวกฺขณตฺถาย มโนทฺวาราวชฺชนํ อุปฺปชฺชติ, ตสฺมิํ นิรุทฺเธ ปฏิปาฏิยา สตฺต มคฺคปจฺจเวกฺขณชวนานีติฯ ปุน ภวงฺคํ โอตริตฺวา เตเนว นเยน ผลาทีนํ ปจฺจเวกฺขณตฺถาย อาวชฺชนาทีนิ อุปฺปชฺชนฺติฯ เยสํ อุปฺปตฺติยา เอส มคฺคํ ปจฺจเวกฺขติ, ผลํ ปจฺจเวกฺขติ, ปหีนกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, อวสิฏฺฐกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติฯ โส หิ ‘‘อิมินา วตาหํ มคฺเคน อาคโต’’ติ มคฺคํ ปจฺจเวกฺขติ, ตโต ‘‘อยํ เม อานิสํโส ลทฺโธ’’ติ ผลํ ปจฺจเวกฺขติ, ตโต ‘‘อิเม นาม เม กิเลสา ปหีนา’’ติ ปหีนกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, ตโต ‘‘อิเม นาม เม กิเลสา อวสิฏฺฐา’’ติ อุปริมคฺควชฺเฌ กิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, อวสาเน ‘‘อยํ เม ธมฺโม อารมฺมณโต ปฏิลทฺโธ’’ติ อมตํ นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติฯ อิติ โสตาปนฺนสฺส อริยสาวกสฺส ปญฺจ ปจฺจเวกฺขณานิ โหนฺติฯ ยถา จ โสตาปนฺนสฺส, เอวํ สกทาคามิอนาคามีนมฺปิฯ อรหโต ปน อวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ นาม นตฺถีติ จตฺตาริเยว ปจฺจเวกฺขณานิฯ เอวํ สพฺพานิ เอกูนวีสติ ปจฺจเวกฺขณญาณานิฯ อุกฺกฏฺฐปริจฺเฉโทเยว เจโสฯ ปหีนาวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ เสกฺขานํ โหติ วา น วาฯ ตสฺส หิ อภาวโตเยว มหานาโม สกฺโก ภควนฺตํ ปุจฺฉิ ‘‘โกสุ นาม เม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหีโน, เยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺตี’’ติอาทิ (ม. นิ. ๑.๑๗๕)ฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาอันเป็นการเห็น การเพ่งดู การรู้แจ้ง ซึ่งมรรคผลธรรมและจตุสัจจธรรม ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ที่มาถึงพร้อมกัน ที่ถึงพร้อมกัน ที่เป็นไปพร้อมกัน ด้วยอำนาจแห่งการได้ และการแทงตลอด ในขณะมรรคและในขณะผลในเวลานั้น. คำว่า '''ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ''' หมายความว่า ญาณอันเป็นการเห็นอย่างแรงกล้า การรู้ โดยการหวนกลับมา. ด้วยญาณทั้งสองนี้ ญาณในการพิจารณาทบทวนทั้งหลายจึงถูกกล่าวไว้. สำหรับพระโสดาบัน ในมรรควิถี เมื่อสิ้นสุดลงแห่งโสดาปัตติผล จิตย่อมลงสู่ภวังค์ ต่อจากนั้นเมื่อตัดภวังค์แล้ว มโนทวาราวัชชนะย่อมเกิดขึ้นเพื่อการพิจารณาทบทวนมรรค เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับไปแล้ว ชวนะในการพิจารณาทบทวนมรรคเจ็ดดวงย่อมเกิดขึ้นตามลำดับ. แล้วลงสู่ภวังค์อีกครั้งหนึ่ง แล้วอาวัชชนะเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นเพื่อการพิจารณาทบทวนผลเป็นต้น โดยนัยเดียวกันนั้น. ด้วยการเกิดขึ้นแห่งจิตเหล่านั้น พระโสดาบันย่อมพิจารณาทบทวนมรรค พิจารณาทบทวนผล พิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้ว พิจารณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออยู่ และพิจารณาทบทวนนิพพาน. คือ พระองค์ย่อมพิจารณาทบทวนมรรคว่า ‘‘เราได้มาถึงด้วยมรรคนี้แล’’ จากนั้นพิจารณาทบทวนผลว่า ‘‘นี่คืออานิสงส์ที่เราได้แล้ว’’ จากนั้นพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้วว่า ‘‘กิเลสชื่อเหล่านี้ของเราถูกละไปแล้ว’’ จากนั้นพิจารณาทบทวนกิเลสที่พึงละด้วยมรรคเบื้องบนว่า ‘‘กิเลสชื่อเหล่านี้ของเรายังเหลืออยู่’’ ในที่สุดพิจารณาทบทวนนิพพานอันเป็นอมตะว่า ‘‘ธรรมนี้เราได้แล้วโดยเป็นอารมณ์’’. ดังนี้ พระอริยสาวกผู้เป็นโสดาบันย่อมมีการพิจารณาทบทวนห้าอย่าง. และเช่นเดียวกับของพระโสดาบัน ของพระสกทาคามีและพระอนาคามีก็เช่นเดียวกัน. ส่วนของพระอรหันต์ ไม่มีการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออยู่ จึงมีการพิจารณาทบทวนเพียงสี่อย่างเท่านั้น. ดังนี้ ญาณในการพิจารณาทบทวนทั้งสิ้นมีสิบเก้า. นี่เป็นเพียงการกำหนดโดยอย่างสูงสุดเท่านั้น. การพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้วและที่ยังเหลืออยู่ ของพระเสขะ ย่อมมีหรือไม่มีก็ได้. เพราะความไม่มีแห่งการพิจารณานั้นเอง มหานามศากยะจึงได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘‘ธรรมชื่ออะไรเล่าที่ยังไม่ถูกละไปในภายในของข้าพระองค์ ซึ่งทำให้ธรรมแห่งโลภะทั้งหลายเข้าครอบงำจิตของข้าพระองค์ตั้งอยู่เป็นครั้งคราว’’ ดังนี้เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๑๗๕).'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เอตฺถ ธมฺมฏฺฐิติญาณาทีนํ เอกาทสนฺนํ ญาณานํ วิภาวนตฺถาย อยํ อุปมา เวทิตพฺพา – ยถา ปุริโส ‘‘มจฺเฉ คเหสฺสามี’’ติ มจฺฉขิปฺปํ คเหตฺวา ตทนุรูเป อุทเก โอสาเรตฺวา ขิปฺปมุเขน หตฺถํ โอตาเรตฺวา อนฺโตอุทเก กณฺหสปฺปํ มจฺฉสญฺญาย คีวาย ทฬฺหํ คเหตฺวา ‘‘มหา วต มยา มจฺโฉ ลทฺโธ’’ติ ตุฏฺโฐ อุกฺขิปิตฺวา ปสฺสนฺโต โสวตฺถิกตฺตยทสฺสเนน ‘‘สปฺโป’’ติ สญฺชานิตฺวา ภีโต อาทีนวํ ทิสฺวา คหเณ นิพฺพินฺโน มุญฺจิตุกาโม หุตฺวา มุญฺจนสฺส อุปายํ กโรนฺโต อคฺคนงฺคุฏฺฐโต ปฏฺฐาย หตฺถํ นิพฺเพเฐตฺวา พาหํ อุกฺขิปิตฺวา อุปริสีเส ทฺเว ตโย วาเร ปริพฺภเมตฺวา สปฺปํ ทุพฺพลํ กตฺวา ‘‘คจฺฉ เร ทุฏฺฐสปฺปา’’ติ นิสฺสชฺชิตฺวา เวเคน ถลํ อารุยฺห ฐิโตว ‘‘มหนฺตสฺส วต โภ สปฺปสฺส มุขโต มุตฺโตมฺหี’’ติ หฏฺโฐ อาคตมคฺคํ โอโลเกยฺยฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในที่นี้ เพื่อแสดงให้เห็นชัดถึงญาณสิบเอ็ดอย่างมีธรรมฐิติญาณเป็นต้น อุปมานี้พึงทราบดังนี้ – เหมือนชายคนหนึ่งคิดว่า ‘‘เราจักจับปลา’’ จึงถือข่ายปลาไปทอดลงในน้ำที่เหมาะสม แล้วยื่นมือเข้าไปทางปากข่าย จับงูดำที่อยู่ในน้ำด้วยสัญญาว่าเป็นปลา โดยจับที่คออย่างแน่นหนา ดีใจว่า ‘‘ปลาใหญ่แลที่เราได้แล้ว’’ จึงยกขึ้นดู เมื่อเห็นเครื่องหมายสวัสดิกะทั้งสาม จึงรู้ว่า ‘‘เป็นงู’’ เกิดกลัว เห็นโทษ เบื่อหน่ายในการจับ ปรารถนาจะปล่อย จึงหาอุบายในการปล่อย โดยคลายมือออกตั้งแต่นิ้วหัวแม่มือ ยกแขนขึ้น แล้วหมุนงูรอบศีรษะสองสามครั้งให้อ่อนแรงลง แล้วปล่อยไปว่า ‘‘จงไปเถิด งูร้าย’’ แล้วรีบขึ้นสู่ฝั่งยืนอยู่ ดีใจว่า ‘‘เราพ้นจากปากงูตัวใหญ่นี้แล’’ จึงมองดูหนทางที่ตนมา.'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตตฺถ ตสฺส ปุริสสฺส มจฺฉสญฺญาย กณฺหสปฺปํ ทฬฺหํ คเหตฺวา ตุสฺสนํ วิย อิมสฺส โยคิโน อาทิโต พาลปุถุชฺชนสฺส อนิจฺจตาทิวเสน ภยานกํ ขนฺธปญฺจกํ นิจฺจาทิสญฺญาย ‘‘อหํ มมา’’ติ ทิฏฺฐิตณฺหาหิ ทฬฺหํ คเหตฺวา ตุสฺสนํ, ตสฺส ขิปฺปมุขโต สปฺปํ นีหริตฺวา โสวตฺถิกตฺตยํ ทิสฺวา ‘‘สปฺโป’’ติ สญฺชานนํ วิย สปฺปจฺจยนามรูปปริคฺคเหน ฆนวินิพฺโภคํ กตฺวา กลาปสมฺมสนาทีหิ ญาเณหิ ขนฺธปญฺจกสฺส อนิจฺจตาทิลกฺขณตฺตยํ ทิสฺวา ‘‘อนิจฺจํ ทุกฺขมนตฺตา’’ติ ตสฺส ววตฺถาปนํ , ตสฺส ภายนํ วิย อิมสฺส ภยตุปฏฺฐานญาณํ, สปฺเป อาทีนวทสฺสนํ วิย อาทีนวานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปคหเณ นิพฺพินฺทนํ วิย นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปํ มุญฺจิตุกามตา วิย มุญฺจิตุกมฺยตาญาณํ, มุญฺจนสฺส อุปายกรณํ วิย ปฏิสงฺขานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปํ ปริพฺภเมตฺวา ทุพฺพลํ กตฺวา นิวตฺติตฺวา ฑํสิตุํ อสมตฺถภาวปาปนํ วิย ติลกฺขณาโรปเนน สงฺขารุเปกฺขานุโลมญาเณหิ สงฺขาเร ปริพฺภเมตฺวา ทุพฺพลํ กตฺวา ปุน นิจฺจสุขตฺตากาเรน อุปฏฺฐาตุํ อสมตฺถตาปาปนํ, สปฺปวิสฺสชฺชนํ วิย โคตฺรภุญาณํ, สปฺปํ วิสฺสชฺเชตฺวา ถลํ อารุยฺห ฐานํ วิย นิพฺพานถลํ อารุยฺห ฐิตํ มคฺคผลญาณํ, หฏฺฐสฺส อาคตมคฺโคโลกนํ วิย มคฺคาทิปจฺจเวกฺขณญาณนฺติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในอุปมานั้น ความดีใจของชายผู้นั้นที่จับงูดำอย่างแน่นหนาด้วยสัญญาว่าเป็นปลา เปรียบเหมือนความดีใจของโยคีผู้นี้ในเบื้องต้นซึ่งเป็นปุถุชนผู้โง่เขลา ที่ยึดมั่นขันธ์ห้าอันน่ากลัวโดยความเป็นอนิจจตาเป็นต้น ด้วยทิฏฐิและตัณหาว่า ‘‘เรา ของเรา’’ ด้วยสัญญาว่าเป็นนิจจะเป็นต้น. การที่เขานำงูออกจากปากข่าย แล้วเห็นเครื่องหมายสวัสดิกะทั้งสาม จึงรู้ว่า ‘‘เป็นงู’’ เปรียบเหมือนการกำหนดนามรูปพร้อมด้วยปัจจัย ทำการแยกส่วนที่แน่นหนาออก แล้วเห็นลักษณะทั้งสามคืออนิจจตาเป็นต้นแห่งขันธ์ห้าด้วยญาณมีการพิจารณากองรวมเป็นต้น แล้วกำหนดว่า ‘‘อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา’’. ความกลัวของเขา เปรียบเหมือนภยตุปัฏฐานญาณของโยคีนี้. การเห็นโทษในงู เปรียบเหมือนอาทีนวานุปัสสนาญาณ. ความเบื่อหน่ายในการจับงู เปรียบเหมือนนิพพิทานุปัสสนาญาณ. ความปรารถนาจะปล่อยงู เปรียบเหมือนมุญจิตุกัมยตาญาณ. การทำอุบายในการปล่อย เปรียบเหมือนปฏิสังขานุปัสสนาญาณ. การหมุนงูให้อ่อนแรงจนไม่สามารถจะหันกลับมากัดได้ เปรียบเหมือนการหมุนสังขารด้วยสังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณ โดยการยกลักษณะทั้งสามขึ้นตั้งไว้ จนทำให้สังขารอ่อนแรงไม่สามารถจะปรากฏด้วยอาการแห่งนิจจะ สุขะ อัตตาได้อีก. การปล่อยงู เปรียบเหมือนโคตรภูญาณ. การขึ้นสู่ฝั่งแล้วยืนอยู่หลังจากปล่อยงูแล้ว เปรียบเหมือนมรรคผลญาณที่ขึ้นสู่ฝั่งนิพพานแล้วยืนอยู่. การมองดูหนทางที่มาของชายผู้ดีใจ เปรียบเหมือนมรรคาทิปัจจเวกขณญาณ.'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อิเมสญฺจ สุตมยญาณาทีนํ จุทฺทสนฺนํ ญาณานํ อุปฺปตฺติกฺกเมน ปฏิปตฺติกฺกเมน จ เทสนกฺกมสฺส กตตฺตา ปจฺจเวกฺขเณสุ ปฐมํ กิเลสปจฺจเวกฺขณํ โหติ, ตโต มคฺคผลนิพฺพานปจฺจเวกฺขณานีติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และเพราะลำดับแห่งการแสดงธรรมถูกกระทำไว้ตามลำดับแห่งการเกิดขึ้นและตามลำดับแห่งการปฏิบัติของญาณสิบสี่อย่างมีสุตมยญาณเป็นต้นเหล่านี้ ในบรรดาการพิจารณาทบทวนทั้งหลาย การพิจารณาทบทวนกิเลสจึงเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเป็นการพิจารณาทบทวนมรรค ผล และนิพพาน ดังนี้พึงทราบ.'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘โลกุตฺตรํ ฌานํ ภาเวติ นิยฺยานิกํ อปจยคามิํ ทิฏฺฐิคตานํ ปหานาย, กามราคพฺยาปาทานํ ตนุภาวาย, กามราคพฺยาปาทานํ อนวเสสปฺปหานาย, รูปราคอรูปราคมานอุทฺธจฺจอวิชฺชานํ อนวเสสปฺปหานายา’’ติ (ธ. ส. ๒๗๗, ๓๖๑-๓๖๓) จ กิเลสปฺปหานํเยว อธิกํ กตฺวา มคฺคปฏิปตฺติยา วุตฺตตฺตา ปฏิปตฺตานุรูเปเนว กิเลสปจฺจเวกฺขณสฺส อาทิภาโว ยุชฺชติ, อฏฺฐกถายํ วุตฺตกฺกโม ปน ทสฺสิโตเยวฯ โส ปน กโม ปญฺจวิโธ อุปฺปตฺติกฺกโม ปหานกฺกโม ปฏิปตฺติกฺกโม ภูมิกฺกโม เทสนกฺกโมติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และเพราะในคำว่า ‘‘ย่อมเจริญฌานโลกุตตระอันเป็นไปเพื่อการออกไป อันเป็นไปสู่ความสิ้นไป เพื่อละทิฏฐิคตทั้งหลาย เพื่อทำให้กามราคะและพยาบาทเบาบาง เพื่อละกามราคะและพยาบาทโดยไม่มีเหลือ เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาโดยไม่มีเหลือ’’ (ธรรมสังคณี ๒๗๗, ๓๖๑-๓๖๓) การละกิเลสถูกกล่าวไว้โดยให้เป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติแห่งมรรค การที่การพิจารณาทบทวนกิเลสเป็นอันดับแรกจึงย่อมสมควรตามการปฏิบัติ. ส่วนลำดับที่กล่าวไว้ในอรรถกถาได้แสดงไว้แล้ว. ลำดับนั้นมีห้าอย่าง คือ ลำดับแห่งการเกิดขึ้น ลำดับแห่งการละ ลำดับแห่งการปฏิบัติ ลำดับแห่งภูมิ และลำดับแห่งการแสดง.'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ปฐมํ กลลํ โหติ, กลลา โหติ อพฺพุทํ; อพฺพุทา ชายเต เปสิ, เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโน’’ติฯ (สํ. นิ. ๑.๒๓๕) – เอวมาทิ อุปฺปตฺติกฺกโมฯ ‘‘ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา, ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ติกมาติกา ๘) เอวมาทิ ปหานกฺกโมฯ ‘‘สีลวิสุทฺธิ จิตฺตวิสุทฺธิ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ญาณทสฺสนวิสุทฺธี’’ติ เอวมาทิ ปฏิปตฺติกฺกโมฯ ‘‘กามาวจรา ธมฺมา, รูปาวจรา ธมฺมา, อรูปาวจรา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ทุกมาติกา ๙๓-๙๕) เอวมาทิ ภูมิกฺกโมฯ ‘‘จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค’’ติ (ม. นิ. ๓.๔๓; มหานิ. ๑๙๑; จูฬนิ. เมตฺตคูมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๒๒) วา, ‘‘อนุปุพฺพิกถํ กเถสิฯ เสยฺยถิทํ – ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสี’’ติ (มหาว. ๓๑; ที. นิ. ๑.๒๙๘; ๒.๘๓) วา เอวมาทิ เทสนกฺกโมฯ อิธ ปน จุทฺทสนฺนํ ญาณานํ อุปฺปตฺติกฺกโม ปฏิปตฺติกฺกโม จ ตทุภยวเสน ปฏิปาฏิยา เทสิตตฺตา เทสนกฺกโม จาติ ตโย กมา เวทิตพฺพาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า ‘‘ในเบื้องต้นเป็นกลละ จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ เปสิจึงเกิดเป็นฆนะ’’ (สังยุตตนิกาย ๑.๒๓๕) ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดับแห่งการเกิดขึ้น. คำว่า ‘‘ธรรมที่พึงละด้วยการเห็น ธรรมที่พึงละด้วยการเจริญ’’ (ธรรมสังคณี ติกมาติกา ๘) ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดับแห่งการละ. คำว่า ‘‘สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ’’ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดับแห่งการปฏิบัติ. คำว่า ‘‘ธรรมในกามาวจร ธรรมในรูปาวจร ธรรมในอรูปาวจร’’ (ธรรมสังคณี ทุกมาติกา ๙๓-๙๕) ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดับแห่งภูมิ. คำว่า ‘‘สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด’’ (มัชฌิมนิกาย ๓.๔๓; มหานิทเทส ๑๙๑; จูฬนิทเทส เมตตคูมาณวปุจฉานิทเทส ๒๒) หรือคำว่า ‘‘ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ แสดงทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกาม และอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ’’ (มหาวรรค ๓๑; ทีฆนิกาย ๑.๒๙๘; ๒.๘๓) ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดับแห่งการแสดง. ในที่นี้พึงทราบลำดับสามอย่าง คือ ลำดับแห่งการเกิดขึ้นของญาณสิบสี่อย่าง ลำดับแห่งการปฏิบัติ และลำดับแห่งการแสดง เพราะถูกแสดงไว้ตามลำดับด้วยอำนาจแห่งทั้งสองนั้น.'' |
| | |
| | == [๑๕] == |
| | |
| | * ปิฏก.: อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํฯ |
| | * ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดภายใน''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งวัตถุ''' |
| | * อฏฺฐ.: อิทานิ ยสฺมา เหฏฺฐา สรูเปน นามรูปววตฺถานญาณํ น วุตฺตํ, ตสฺมา ปญฺจธา นามรูปปฺปเภทํ ทสฺเสตุํ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณนฺติอาทีนิ ปญฺจ ญาณานิ อุทฺทิฏฺฐานิฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: บัดนี้ เพราะเหตุที่ในตอนต้นยังมิได้กล่าวถึง '''นามรูปววัตถานญาณ''' โดยอาการที่เป็นสภาวะของตนไว้ ดังนั้น จึงแสดงความจำแนกแห่งนามรูปออกเป็น ๕ อย่าง เพื่อจะแสดงความนั้น จึงได้อุทเทศญาณทั้ง ๕ ว่า '''ปัญญาในอันกำหนดภายใน''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งวัตถุ''' เป็นต้นไว้ |
| | * อฏฺฐ.: สกเล หิ นามรูเป วุตฺเต ยํ ปริคฺคเหตุํ สกฺกา, ยญฺจ ปริคฺคเหตพฺพํ, ตํ ปริคฺคเหสฺสติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะเมื่อกล่าวถึงนามรูปทั้งหมดแล้ว สิ่งใดที่สามารถจะกำหนดได้ และสิ่งใดที่ควรจะกำหนด ก็ย่อมจะกำหนดสิ่งนั้นได้ |
| | * อฏฺฐ.: โลกุตฺตรนามญฺหิ ปริคฺคเหตุญฺจ น สกฺกา อนธิคตตฺตา, น จ ปริคฺคเหตพฺพํ อวิปสฺสนูปคตฺตาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า '''โลกุตตรนาม''' นั้นไม่อาจจะกำหนดได้ เนื่องจากยังมิได้บรรลุ และก็ไม่ควรจะกำหนด เพราะไม่ใช่สิ่งที่ควรเข้าไปสู่วิปัสสนา |
| | * อฏฺฐ.: ตตฺถ อชฺฌตฺตววตฺถาเนติ ‘‘เอวํ ปวตฺตมานา มยํ อตฺตาติ คหณํ คมิสฺสามา’’ติ อิมินา วิย อธิปฺปาเยน อตฺตานํ อธิการํ กตฺวา ปวตฺตาติ อชฺฌตฺตาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในข้อความนั้น คำว่า '''อชฺฌตฺตววตฺถาเน''' นั้น ความว่า ธรรมทั้งหลายที่ดำเนินไปโดยมีตนเป็นอธิการด้วยความตั้งใจว่า ‘‘เราทั้งหลายผู้ดำเนินไปอยู่อย่างนี้ จะเข้าถึงความถือว่าเป็นอัตตา’’ ดังนี้ จึงเรียกว่า '''อชฺฌัตตะ''' |
| | * อฏฺฐ.: อชฺฌตฺตสทฺโท ปนายํ โคจรชฺฌตฺเต นิยกชฺฌตฺเต อชฺฌตฺตชฺฌตฺเต วิสยชฺฌตฺเตติ จตูสุ อตฺเถสุ ทิสฺสติ ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ส่วนคำว่า '''อชฺฌัตตะ''' นี้ ปรากฏในอรรถ ๔ ประการ คือ '''โคจรอัชฌัตตะ''', '''นิยกอัชฌัตตะ''', '''อัชฌัตตอัชฌัตตะ''' และ '''วิสยอัชฌัตตะ''' |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘เตน, อานนฺท, ภิกฺขุนา ตสฺมิํเยว ปุริมสฺมิํ สมาธินิมิตฺเต อชฺฌตฺตเมว จิตฺตํ สณฺฐเปตพฺพํ, อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๓๖๒) หิ อยํ โคจรชฺฌตฺเต ทิสฺสติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นพึงตั้งจิตไว้ภายในนั่นเอง ในนิมิตแห่งสมาธิอันเป็นของก่อนนั่นเอง เป็นผู้ยินดีในภายใน มีจิตตั้งมั่น’’ เป็นต้น (ธัมมปทัฏฐกถา ๓๖๒) คำนี้ปรากฏในอรรถว่า '''โคจรอัชฌัตตะ''' |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ (ที. นิ. ๑.๒๒๘; ธ. ส. ๑๖๑), อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตี’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๗๓) นิยกชฺฌตฺเตฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ความเลื่อมใสภายใน’’ (ทีฆนิกาย ๑.๒๒๘; ธัมมสังคณี ๑๖๑), ‘‘หรือว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๒.๓๗๓) ปรากฏในอรรถว่า '''นิยกอัชฌัตตะ''' |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ, อชฺฌตฺติกา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ติกมาติกา ๒๐) อชฺฌตฺตชฺฌตฺเตฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘อายตนะที่เป็นภายใน ๖, ธรรมทั้งหลายที่เป็นภายใน’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ติกมาติกา ๒๐) ปรากฏในอรรถว่า '''อัชฌัตตอัชฌัตตะ''' |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘อยํ โข, ปนานนฺท, วิหาโร ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ ยทิทํ สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อชฺฌตฺตํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรตี’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๓.๑๘๗) วิสยชฺฌตฺเต, อิสฺสริยฏฺฐาเนติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกรอานนท์ วิหารนี้แล ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้ว คือการเข้าถึงสุญญตาภายในอยู่ เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวง’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๓.๑๘๗) ปรากฏในอรรถว่า '''วิสยอัชฌัตตะ''' ความหมายว่า ในฐานะแห่งความเป็นใหญ่ |
| | * อฏฺฐ.: ผลสมาปตฺติ หิ พุทฺธานํ อิสฺสริยฏฺฐานํ นามฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า '''ผลสมาบัติ''' นั้นชื่อว่าเป็นฐานะแห่งความเป็นใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย |
| | * อฏฺฐ.: อิธ ปน อชฺฌตฺตชฺฌตฺเต ทฏฺฐพฺโพฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ พึงเห็นในอรรถว่า '''อัชฌัตตอัชฌัตตะ''' |
| | * อฏฺฐ.: เตสํ อชฺฌตฺตานํ ววตฺถาเน อชฺฌตฺตววตฺถาเนฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในอันกำหนดธรรมทั้งหลายที่เป็นภายในเหล่านั้น ชื่อว่า '''อชฺฌัตตววัตถานะ''' |
| | * อฏฺฐ.: วตฺถุนานตฺเตติ วตฺถูนํ นานาภาเว, นานาวตฺถูสูติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วตฺถุนานตฺเต''' ความว่า ในความต่างแห่งวัตถุทั้งหลาย, หรือในวัตถุอันต่าง ๆ กัน |
| | * อฏฺฐ.: เอตฺถ ชวนมโนวิญฺญาณสฺส ปจฺจยภูโต ภวงฺคมโนปิ จกฺขาทิปญฺจกํ วิย อุปฺปตฺติฏฺฐานตฺตา วตฺถูติ วุตฺโตฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้ '''ภวังคมโน''' ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งชวนมโนวิญญาณ ก็ถูกกล่าวว่าเป็นวัตถุ เหมือนจักษุเป็นต้นทั้ง ๕ เพราะเป็นที่เกิด |
| | * อฏฺฐ.: อาวชฺชนมฺปิ ตนฺนิสฺสิตเมว กาตพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: แม้ '''อาวัชชนะ''' ก็พึงทำให้อาศัยสิ่งนั้นนั่นเอง |
| | |
| | == [๑๖] == |
| | |
| | * ปิฏก.: พหิทฺธาววตฺถาเน ปญฺญา โคจรนานตฺเต ญาณํฯ |
| | * ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดภายนอก''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งโคจร''' |
| | * อฏฺฐ.: พหิทฺธาติ ฉหิ อชฺฌตฺตชฺฌตฺเตหิ พหิภูเตสุ เตสํ วิสเยสุฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''พหิทฺธา''' ความว่า ในวิสัยของธรรมเหล่านั้นที่อยู่นอกจากอัชฌัตตอัชฌัตตะทั้ง ๖ |
| | * อฏฺฐ.: โคจรนานตฺเตติ วิสยนานตฺเตฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''โคจรนานตฺเต''' ความว่า ในความต่างแห่งวิสัย |
| | |
| | == [๑๗] == |
| | |
| | * ปิฏก.: จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํฯ |
| | * ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดจริยา''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งจริยา''' |
| | * อฏฺฐ.: จริยาววตฺถาเนติ วิญฺญาณจริยาอญฺญาณจริยาญาณจริยาวเสน จริยานํ ววตฺถาเนฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จริยาววตฺถาเน''' ความว่า ในอันกำหนดจริยาทั้งหลาย โดยอาการแห่งวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา และญาณจริยา |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘จริยววตฺถาเน’’ติ รสฺสํ กตฺวาปิ ปฐนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: บางท่านก็อ่านว่า ‘‘จริยววัตถาเน’’ โดยทำให้เป็นรัสสะด้วย |
| | |
| | == [๑๘] == |
| | |
| | * ปิฏก.: จตุธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ภูมินานตฺเต ญาณํฯ |
| | * ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดธรรม ๔''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งภูมิ''' |
| | * อฏฺฐ.: จตุธมฺมววตฺถาเนติ กามาวจรภูมิอาทีนํ จุทฺทสนฺนํ จตุกฺกานํ วเสน จตุนฺนํ จตุนฺนํ ธมฺมานํ ววตฺถาเนฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จตุธมฺมววตฺถาเน''' ความว่า ในอันกำหนดธรรมทั้งหลาย ๔ อย่าง ๔ อย่าง โดยอาการแห่งจตุกกะทั้ง ๑๔ คือกามาวจรภูมิเป็นต้น |
| | * อฏฺฐ.: ภูมีติ จ ‘‘ภูมิคตญฺจ เวหาสฏฺฐญฺจา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๑.๑๓๖) ปถวิยํ วตฺตติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ส่วนคำว่า '''ภูมิ''' ในข้อความว่า ‘‘ทั้งที่อยู่ในพื้นดิน และทั้งที่ตั้งอยู่ในอากาศ’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๑.๑๓๖) ย่อมใช้ในความหมายว่า แผ่นดิน |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘อภูมิํ ตาต, มา เสวา’’ติอาทีสุ (ชา. ๑.๖.๓๔) วิสเยฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกรพ่อ อย่าเสพสิ่งที่ไม่ใช่ภูมิ’’ เป็นต้น (ชาตก ๑.๖.๓๔) ใช้ในความหมายว่า วิสัย |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘สุขภูมิยํ กามาวจเร’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ๙๘๘) อุปฺปชฺชนฏฺฐาเนฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ในกามาวจร อันเป็นภูมิแห่งสุข’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ๙๘๘) ใช้ในความหมายว่า ที่เกิด |
| | * อฏฺฐ.: อิธ ปน โกฏฺฐาเส วตฺตติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ ใช้ในความหมายว่า ส่วน |
| | * อฏฺฐ.: ปริจฺเฉเทติปิ วทนฺติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: บางท่านก็กล่าวว่า ใช้ในความหมายว่า ขอบเขต |
| | |
| | == [๑๙] == |
| | |
| | * ปิฏก.: นวธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํฯ |
| | * ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดธรรม ๙''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งธรรม''' |
| | * อฏฺฐ.: นวธมฺมววตฺถาเนติ กามาวจรกุสลาทิวเสน ปาโมชฺชมูลกวเสน โยนิโส มนสิการมูลกวเสน จ นวนฺนํ นวนฺนํ ธมฺมานํ ววตฺถาเนฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''นวธมฺมววตฺถาเน''' ความว่า ในอันกำหนดธรรมทั้งหลาย ๙ อย่าง ๙ อย่าง โดยอาการแห่งกามาวจรกุศลเป็นต้น โดยอาการที่มีปาโมชช์เป็นมูล และโดยอาการที่มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล |
| | * อฏฺฐ.: อิเมสุ จ ปญฺจสุ ญาเณสุ ปฐมํ อชฺฌตฺตธมฺมา ววตฺถาเปตพฺพาติ วตฺถุนานตฺเต ญาณํ ปฐมํ วุตฺตํ, ตโต เตสํ วิสยา ววตฺถาเปตพฺพาติ ตทนนฺตรํ โคจรนานตฺเต ญาณํ วุตฺตํ, ตโต ปรานิ ตีณิ ญาณานิ ติณฺณํ จตุนฺนํ นวนฺนํ วเสน คณนานุโลเมน วุตฺตานิฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และในญาณทั้ง ๕ เหล่านี้ ญาณในความต่างแห่งวัตถุถูกกล่าวไว้เป็นอันดับแรก เพราะธรรมที่เป็นภายในควรกำหนดก่อน ต่อจากนั้น วิสัยของธรรมเหล่านั้นควรกำหนด จึงกล่าวญาณในความต่างแห่งโคจรต่อจากนั้น ต่อจากนั้นญาณทั้ง ๓ ที่เหลือถูกกล่าวตามลำดับแห่งการนับโดยอาการแห่ง ๓ อย่าง ๔ อย่าง และ ๙ อย่าง |