th:45:1

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

การแก้ไขถัดไป
การแก้ไขก่อนหน้า
th:45:1 [2026/08/10 03:41] – ถูกสร้าง dhammath:45:1 [2026/08/11 05:15] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 1: บรรทัด 1:
-== มหาวคฺโค == +== เล่มที่ ๔๕: ปฏิสมฺภิทามคฺค, ปาฬิ == 
-=== มาติกา === +=== ๑. มหาวคฺโค === 
-* '''ปิฏก.:''' โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ +==== มาติกา ====
-* '''ปิฏก.แปล:''' ปัญญาในสิ่งที่กำหนดรู้ได้ด้วยหู คือญาณที่สำเร็จด้วยการฟัง+
  
-== ญาณกถา == +* ปิฏก.: [๑] โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ 
-=== มาติกาวณฺณนา === +* ปิฏก.แปล: [๑] ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ (สิ่งที่ได้ยิน) 
-'''อฏฺฐ.:''' ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ + 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' ในบรรดาข้ความหล่านั้น ในสงการยกขึ้แสดงก่อนว่า '''โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ''' คำว่า '''โสตะ''' (หู/กระแส) มีความหมายหลายนัทีแตกต่างกัน +== เล่มที่ ๑๐๔: ปฏิสมฺภิทามคฺค, อฏฺฐกถา == 
-'''อฏฺฐ.:''' ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ +=== ๑. ญาณกถา === 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' เป็นดังนี้ คือ ปรากฏอย่ใน {1} วิญญาณทางหูที่เป็นเนื้อ {2} ญาณ {3} ในตัณหาเป็นต้น {4} ในกระแสธาร {5} ในอริยมรรค และ {6} ในสันตติ (ความสืเนื่อง) ของจิต +==== มาติกาวณฺณนา ==== 
-'''อฏฺฐ.:''' ‘‘สตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิ. ๑๕) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ + 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' เพราะว่าคำว่า '''โสตะ''' ้ ปรากฏในความหมายของหูที่เป็นเนื้อ ในบทว่า '''สตายตนํ''' (อาตนหู) '''โสตธาต''' (ธาตุคู) '''โสตินฺทฺริย''' (อินทรีย์คือเป็นต้น (ตามที่รากฏในคัมีรวิภังคปกรณ์ เล่ม ๑๕๗+* อฏฺฐ.: [๑] ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ 
-* '''อฏฺฐ.:''' ‘‘สเน สํ สฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๕) โตวิญฺญาณฯ +* อฏฺฐ.แปล: [๑] ในอุททสนั้นนอื่น คำว่า ‘‘โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า โสตะ มีความหมายหลายย่างต่างกัน 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากในความมายองญญทางหู ในบทว่า '''โสน สทฺทํ สุตฺวา''' (ฟังเสียด้วยหูเป็น้น (ตามที่ปราฏในมัชฌิมนิกาย เล่ม ๑.๒๕) + 
-'''อฏฺฐ.:''' ‘‘ทิพฺาย โาตุยา’’ติอาีสุ (ที. นิ. .โสเตฯ +* อฏฺฐ.: ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากฏในวามหมายองาณโสตะ (อญาณ) ในบทว่า '''ิพฺพาย สตาตุยา''' (ด้วยธาตุคือหูอันทิพย์) เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในทีกาย เล่ม .๓๕๖) +* อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า – ย่อมปรากฏในมังสะ (หูเนื้อ), ในวิญญาณ, ในญาณ, และในตัณหาเป็นต้น; ในธารา (กระแสน้ำ), ในอริยมรรค, และในจิตตสันตติ้วย 
-* '''อฏฺฐ.:''' ‘‘ยานิ ตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐิตานิ วิวริตานิ วิตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยิทํ – ฺหาโสโต ิฏฺฐิโสโต กิเลสสโต ทุจฺจริตโสต อวิชฺชาโโต’’ติอาทีสุ (ูฬนิิตาณวปุจฺิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจุ ธมฺเมสุฯ + 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''ปรากฏในความหมายธรม ๕ ประาร คือ ตัณหาเป็นต้น ในบทว่า '''ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ''' (กระแสทั้งหลายใในโก...) '''ยานิ เอานิ สตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปปิานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อฺุตานีกตานิ ปกาสิตานิ''' (กรแสทั้งหลายดท้าพเ้าด้กล่าวไว้แล้ว ได้ประกาศไว้แล้ว ้บกไว้แล้ว ได้แดงไว้แล้ว ได้กำหนดว้แล้ว ได้ตั้งไว้แล้ว ได้เปิดเว้แล้ว ได้แยกแยะไว้ว ได้ทำห้ัดเจนแล้ว ให้ปรากฏแล'''เสยฺยิทํ – าโโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโต''' (ได้แก่ กรแสคัณหา กระแคือทฏฐิ กระแสคอกิเลส กรแสคือุจริต กรแสคืออวิชาเปนต้น (ตามที่รากในจูฬกาย อิตมาณวปุจฉานิเทส ๔) +* อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ 
-* '''อฏฺฐ.:''' ‘‘อทฺทสา ข ภควา มนฺตํ ทารุกขนฺธํ คฺคาย นิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สนิ. .๒๔๑) อุทกธาราย +* อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า ในคำว่า ‘‘โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) คำว่า โสตะ นี้ ย่ปรากฏในมังสโสตะ (หูเนื้
-'''อฏฺฐ.แปล:''ปรากฏในวามหมายของกระแสธารน้ำ ในบทว่า '''อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นิยา โสเตน วุยฺหมาน''' (พระผู้ีพรภาคเจ้าทรงห็นกลุ่มไม้ใหญ่ถูกกระแสในแม่น้ำคงคาพัดพาไปเป็นต้น (ตามที่ปรากฏยุตตนิกาย เล่ม ๔.๒๔๑) + 
-* '''อฏฺฐ.:''' ‘‘อริยสฺเสตํอาวุส, อฏฺฐงฺคิสฺส มคฺคสฺส อธิว, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคเค +* อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากฏนความมายองอริยมรรค ในว่า '''อริยสฺเสต, อาวุโอฏฺฐงฺิกสฺส มฺคสฺส อิวจนํ, ิทํ สโ''' (กรอาวุส คำา สตะ นี้ เป็นื่อของอริยมรรคี่ีองค์ ๘) เป็นต้น +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ 
-'''อฏฺฐ.:''' ‘‘ปุริสสฺส จ วิฺญาณโสตํ ชานาติ อุภยโต อพฺโจฺฉิฺนํ อิธ ลเก ปติฏฺฐิตฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ + 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากในควาหมายของจิตตสันตติ (ความสืบเนื่องของจิตในบทว่า '''ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปานาติ อุภยโต อฺโจฺฉิฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐตญฺจ ปรโลก ติฏฺิตฺจา''' (และย่อมรู้กระแสวิญาณของบุุษ ซึ่งถูกตัดขาดจากสองข้าง ือทั้งอยู่นโลกนี้แลทีตั้งอย่ในโลกน้าเปนตน (ตามที่ปรากฏในทีนิกาย เล่ม ๓.๑๔๙) +* อฏฺฐ.: ‘‘ิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ 
-'''อฏฺฐ.:''' อิธ ปนายํ มํโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ +* อฏฺฐ.แปล: ในคำวา ‘‘ด้วยทิพยโสตธาตุ’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในญาณโสตะ 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' แต่ในที่นี้ (ในมาติกานี้พึงเหนในความหมายองหูที่เป็นเน้อ + 
-'''อฏฺฐ.:''' เตน โสเตน เหตุภูเตนกรณภูเตน วา อวียติ อวตฺาปยติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ +* อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ อตาิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' ชื่อว่า '''โสตาวธานํ''' (การกำหนดร้ด้วยหูเพราะสิ่งนั้นถูกกหนดรู้ ถูกทำห้ปรากฏ หรือถูกทำให้ัดเจน ด้วยหูซึ่งเป็นเหตุหรอเป็นเครื่องมือ (ในการรับร+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสตะทั้งหลายใดในโลก คอโสตะทั้งหลายเหล่านี้ อันเราได้กล่าวไว้ ประกาศไว้ บอกไว้ แสดงไว้ ปัญัติไว้ ตั้งไว้ เปิดเผยไว้ จำแนกไว้ ทำให้ปรกฏชัด ประกาศไว้ กล่าวคือ ตัหาโสตะ ทิฏฐิโสตะ กิเลสโสตะ ทุจริตโสตะ อวิชชาโสตะ’’ เป็นต้น (จุฬนิทเทส อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการอันมีตัณหาเป็นต้น 
-'''อฏฺฐ.:''' กิํ ตํ? สุตฯ + 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ด้ังมา) +* อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ 
-* '''อฏฺฐ.:''' สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตร สุตสนฺนิจย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวาริตํ มฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่อนไม้ใหญ่ถูกพัดไปด้วยกระแสแห่งแม่น้ำคงคา’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในกระแสน้ำ 
-'''อฏฺฐ.แปล:''' และสิ่งที่รียกว่า สุตะ นั้น คือรรมชาิต่างๆ ที่ถูกรู้และถูกกหนดไว้ามลดับทางระตูหู ดังเช่นใน่า '''ุสฺสุโต โหติ สุตโร สุตสนฺนิโย''' (เป็นผูด้ังมามาก เป็นผู้ทรงจสิ่งที่ังมาด้ เป็นผู้ะสมสิ่งที่ังมาด้เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในมัชฌิมนกาย เล่ม ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นเองที่ในทีนี้เรียกวา '''โสตาวธาน''' + 
-* '''อฏฺฐ.:''' ตสฺิํ โสตาวธานสงฺขาต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวาเน ปฺญาฯ +* อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอทีสุ อิยมคฺเคฯ 
-'''อฏฺฐ.แปล:''ปัญญาที่ดำเนินนสุตะซึ่งเรีกว่าสตาวานนั้น ชือว่า '''สตาวธาเน ปญฺญา''' (ปัญญาในสิ่งที่กำหนดรู้ได้ดวยหู) +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘คำว่า โสตะ นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ท่านผู้มีอายุ’’ เป็นต้น ย่อมปรากฏในอริยมรรค 
-* '''อฏฺฐ.:''' ปญาติ จ ตฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรฺขาตน ปาปฏฺเฐน ปา, เตน เตน วา อนิจฺจาทนา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺาฯ + 
-* '''อฏฺฐ.แปล:''' และคำว่า '''ปญญา''' หมายถึง ปัญญาที่ตั้งชื่อวาปัญญา เพหน้ที่ทำใหเนือความนั้นๆ ปรากฏ หรือหมางการที่บุคคลรู้รรมด้วยลักต่างๆ เช่น ความม่เที่ยเป็นต้น ก็ชื่อว่าญาเช่นกัน+* อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘และรู้วิญญาณโสตะของบุรุษ อันไม่ขาดตอนทั้งสองฝ่าย คือตั้งอยู่ในโลกนี้และตั้งอยู่ในปรโลก’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตสันตติ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้พึงทราบว่า า โสตะ นี้ หายถึงมังโสตะ (หูเน้อ) 
 + 
 +* อฏฺฐ.: น โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: การที่ถูกกำหนดไว้ ถูกตั้งไว้ ถูกนำไปสู่ ด้วยโสตะนั้นอันเป็นเหตุ หรืออันเป็นเครื่อง ชื่ว่า โสตาวธาน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: สิ่นั้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ได้ยิน) 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปลและสุตะนั้น ได้แก่ธรรมชาตอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ตามลำดับแห่งโสตทวาร เหมือนในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นในที่นี้ถูกเรียกว่า โสาวธา 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต เต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เกดขึ้ในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่า ปัญญาในโสตาวธาน 
 + 
 +* อฏฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาินา ปกาเรน ธมเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ปัญญา ได้แก่ ปัญญาในความหมายแห่งกาทำให้แจ้งชัดอันเรียกว่าการทำให้ปรากฏแห่งอรรถนั้นๆ หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมด้วยอาการอันมีอนจจังเป็นต้นนั้นๆ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ – 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า สุตะ มีทั้งที่มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ดังนี้ – 
 + 
 +* อฏฐ.: คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปจิเตปิ จ; สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมปรากฏในความหมายแห่งการไป, ในความมีชื่อเสียง, ในความเปียก, ในความประกอบแน่วแน่, ในความสะสมด้วย; และในเสียง, และในสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ในคำว่า ‘‘ปสุโตด้วยเสนะ’’ เป็นต้น จึงมีความหมายว่า กำลังไป 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอาทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ของผู้เห็นสุตธรรม’’ เป็นต้น (อุทาน ๑; มหาวรรค ๕) มีความมายว่า ขงผู้มีธรรมอันมีชื่อเสีง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวัสุา ของบุรุษบุคคลผู้อวัสุตะ’’ เป็นต้น (ปาจิตตีย์ ๖๕๗) มีความหมายว่า เปียก ของผู้ี่เปียก 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ผู้ี่ประกอบแน่วแน่ในฌานทั้งหลาย ผู้ีปัญญา’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีความหมายว่า ผู้ประกอบแน่วแน่ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ุตํ อนปฺปก’’นฺติอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘บุญอันท่านทั้งหลายะสมไว้ไม่น้อย’’ ป็น้น (ขุททกปาฐะ ๗.๑๒; เปตวัตถุ ๒๕) มีความหมายว่า สะสมไว้ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ ุตํ มุตํ วิญญาต’’นฺติอาทีุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สิ่งที่ห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกรู้’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีความหมายว่า เสียง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘หุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีความหมายว่า ผู้ทรงสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกรู้และถูกพิจารณาตามลำดับแห่งโสตทวาร 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมณํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ หมายถึง ปัญญาใดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและเกิดขึ้นต่อๆ ไป ดยอาศัยตะนนอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ ซึ่งเ็นสัทธรม แล้วทำให้เป็นอรมณ์ ปัญญานั้นถูเรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ 
 + 
 +* อฺฐ.: สุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓; สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจนํ, เอวมิธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเย’’ นี้ เป็นปจุจัตตวจนะ เหมือนในคำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘), ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖), ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๑๖๘) ซึ่งเป็นปจุจัตตวจนะ ในที่นี้ก็พึงทราบเช่นเดียวกัน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ’’ติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ว่า ‘‘มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองธรรมอันมีผัสสะเป็นต้นอันถูกทำให้เกิดึ้นด้วยสุตะ ชื่อว่า สุตมยะ ญาณที่เกิดขึ้นในกองธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า ญาณในสุตมยะ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า ญาณ เพราะรู้ธรรมด้วยอำนาจแ่งลักษณะอันเป็นสภาวะและสามัญ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นเอง ถกกล่าวไว้โดยไม่กำหนดด้วยคำว่า ‘‘ปัญญา’’ เพื่อแสดงอธิบายด้วยคำพูดที่เป็นปริยาย แล้วภายหลังจึงกำหนดลงว่า ‘‘ญาณ’’ อันเป็สิ่งที่ประสงค์ไว้ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, อกฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิย, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้นมีลักษณะคอการแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะคือการแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนการยิงลูกศรของนักยิงผูชำนาญที่ไม่พลาด มีรสคืการทำห้วิสัยสว่าง เหมือประทีป มีปัจจุปัฏฐานคือความไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทางในป่า 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: มีบทฐานคือสมาธิ เพราะคำว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ตามเป็นจริง’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑) 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ในลักษณะเป็นต้นนั้น สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่า ลักษณะ กิจหรือความสำเร็จ ชื่อว่า รส อาการที่ปรากฏขึ้นหรือผล ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน 
 + 
 +== [๒] สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ฺวน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากศีล'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สฺุวาน วเร ปญฺญาติ –''' 
 +ฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สฺุวาน สํวเร ปญฺญา''' นั้น หมายวามว่า –'' 
 + 
 +ฏฺฐ.: '''ปาติมกฺโข สตี เจว, ญาณํ ขนฺติ ตเถว จ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ปาติโมกข์''' และ '''สติ''' ด้วย '''ญาณ''' และ '''ขันติ''' เช่นเดียวกันด้วย;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''วีริยํ ปญฺจิเม มฺมา, สํวราติ ปกาสิตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''วิริยะ'''รรมทั้ง ๕ เหล่านี้ ทรงแสดงว่าเป็น '''สังวร''' (ความสำรวม)'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อเปโต โหติ สมุเปโต อุปาโต สมุปาคโต ุปปนฺโน สมฺปนฺโน สมนฺนาคโต’’ติ (วิภ. ๕๑๑) อาคโต ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาในพระบาลีว่า ‘‘ด้วยปาติโมกขสังวรนี้ ย่อมเป็นผ้ประกอบแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว เป็นผู้เข้าถึงแล้ว เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วย’’ (วิภังค์ ๕๑๑นี้คือ '''ปาติมกขังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหีฯ ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ, ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ, รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตี’’ติอาทินา (ที. นิ. ๑.๒๑๓; ม. นิ. ๑.๒๙๕; สํ. นิ. ๔.๒๓๙; อ. นิ. ๓.๑๖) นเยน อาคโต สติสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘เมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งนิมิต ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ เหตุใดที่อินทรีย์คือจักษุอันไม่สำรวมพึงอย่ ธรรมทั้งหลายอันลามก เป็นอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัส พึงไหลามเขาไป ย่อมปฏิบัิเพื่อความสำรวมแห่งอินย์นั้น ยอมักษจัษุทรีย์ ย่อมเข้าถึงวามสำรวมในจกษุนทรีย์’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๒๑๓; ัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕; สังยุตตนิกาย ๔.๒๓๙; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๖) น้คือ '''สติสังว''' ที่มาแล้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมิํ (อชิตาติ ภควา),''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ังที่มาว่า ‘‘โสตะใดๆ ในโลก (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าอชิตะ)'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สติ เตสํ นิวารณํ;''' 
 +* อฏฺฐ.แล: '''''สติ''' เป็นเครื่องป้องันแห่งโสตะเหล่านั้น;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โสตานํ สํวํ พฺรูมิ, ปญฺญาเยเต ปิธียเร’’ติ ฯ (จูฬนิ. อชิตมาวปุจฺฉา ๖๐; สุ. นิ. ๑๐๔๑) –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''รากล่าวควาสำรวมแห่งโสตะทั้งหลาย โสตะเหล่านี้ย่อมถูกปิดด้วยปัญญา’’ ดังนี้ ฯ (จุฬนิเทศ อชิตมาณวปุจฉา ๖๐; สุตตนิบาต ๑๐๔๑) –'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''อาคโต ญาณสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''นี้คือ '''ญาณสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''‘‘กตเม จ, ภิกฺขเว, อาวา ปฏิสวา ปหาตพฺพา? อิธ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ปฏิขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเ’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๓; อ. นิ. ๖.นเยน อาคโต ปจฺจยปฏิเสนาสํวโร, โสปิ ญาณสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่าไหนเล่าที่พึงละด้วยกาเสพ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลย ภิษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพจีวรโดยแยบายด้ยกรพิจารณา’’ เป็นต้น (ัชฌินิกาย ๑.๒๓; คุตตรนย ๖.๕๘) นี้คือ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ี่มแล้ว และสัวรนั้นก็สงเคราะ์เข้าในญาณสังรนันเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ขม โหติ ตสฺส อุณฺหสฺส ชิฆจฺฉาย ปิปาสาย ฑํสมกสวาตาตปสริสปสมฺผสฺสานํ ุรุตตานํ ุราคตานํ วจนปถานํ อุปฺปนฺนานํ สารีริกานํ เวทนานํ ทกฺขานํ ิพพานํ ขรานํ กฏุกานํ อสาตานํ อมนาปานํ ปาณหรานํ อธิวาสกชาติโก โหตี’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๔; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) อาคโต ขนฺติสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ัง่มาว่า ‘‘่อมเป็นผู้อทนต่อความเย็น ความรอน คามหิว ความกระหาย การถูกเลือบยุงลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานสัมผัส คำพดที่พูดชั่ว คำพูดที่มาถึงโดยไม่ดี เวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นทุกข์ แรงกลา เผ็ดร้อน ขมขื่น ไม่น่พอใจ ไ่น่ารัก ำลายชวิต ยอมเป็นผู้มีปกติอดท’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.นี้คือ '''ขันติสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''‘‘อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเิ พฺยนฺตีกโรติ อนภวํ คเมตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๖; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเน อาคโต วีริยสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มโดยนัยว่า ‘‘ย่อมไม่อดกลั้นกามวิกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้สิ้นสด ่อมทำให้ถึงควมไม่มี’’ เป็น้น (มัชฌมนิกาย ๑.๒๖; ังคุตตรนิกย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) น้คือ '''วิริยังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวกํ กปฺเปตี’’ติ (สํนิ. ๕.๘ต อาชีวปาริุทฺธิสํวโร, โสปิ วีริยสํวรเนว สงฺคหิโตฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว ย่อมเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๘) นี้คือ '''อาชีวิสุทธิสังวร''' ที่มแล้ว และสังวรนั้น็สงเคราะห์เข้าในวิริยสังวรนั่นเอง'' 
 + 
 +* อฺฐ.: '''เตสุ สตฺตสุ สํวเรสุ ปาติโมกฺขสํวรอินฺทฺริยสํวรอาชีวปาริสุทฺธิปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตา จตฺตาโร สํวรา อิธาธิปฺเปตา, เตสุ จ วิเสเสน ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในบรรดาสังรทั้ง ๗ เหล่นั้น สังวร ๔ คือ '''ปาติโกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิสังวร''' และ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่หมายถึงในที่นี้ และในบรรดาสังวรเหล่านั้น โดยพิเศษคือ '''ปาติโมกขสัวร''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สพฺโพปิ จยํ สํวโร ยถาสกํ สํวริตพฺพานํ กายทุจฺจริตาทีนํ สํวรณโต ํวโริ วุจฺจติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''แลสังวรทั้งมดนี้ ย่อมเรียกว่า '''สังวร''' เพราะการสำรวมซึ่งกายทุจริตเป็นต้นอันพึงสำรวมตามสมวรแก่ตน'' 
 + 
 +ฏฺฐ.: '''สุตมยญาณ วุตฺตํ ธมฺมํ สุตฺวา สํวรฺตสฺส สํวรํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สํวเร ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ‘‘สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา’’ติ วุตฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ปัญญาที่ประกอกับสังวรนั้น อันเป็นไปในสังวรนั้น ของผู้ี่ฟังธรรมอันกล่าไว้ในสุตมยญาณแล้ว ยอมสำรวม ย่อมทำซึ่งควมสำรวม ปัญญานั้น เรียกว่า ‘‘ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อถ วา เหตุอตฺเถ สุตฺวาติ วจนสฺส สมฺภวโต สุตเหตุนา สํวเร ปญฺญาติปิ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง เราะคำว่า '''สุตวา''' มีความหมายในฐานะเป็นเหตุได้ ดังนั้น ความหมายว่า ปัญญาในความสำรวมเะเหตุแห่งการฟัง ก็มีได้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สีลมเย ญาณนฺติ เอตฺถ ีลนฺิ สีลนฏฺเฐน สีลํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สีลมเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สีล''' คือศีลในความหมายว่าเป็นสภาพที่ั้งมั่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สีลนํ นาม? สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สสีลฺวเสน อวิปฺปกิณฺณตติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สีลนะ''' (การตั้งมั่น) นี้? คือการตั้งไว้ด้วยดี หรือ ความไม่กระจัดกระจายแห่งกายกรรมเป็นต้น โดยความเป็นสุศีล นั่นคือความหมาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อุปธารณํ วา, กุสลานํ ธมฺมานํ ปิฏฺฐาวเสน อาธารภาโวติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''หรือคือการรองรับ คือความเป็นที่อาศัยโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกศลธรรมทั้งหลาย นั่นคือความมาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอตเทว หิ เอตฺถ อตฺถทฺวยํ สทฺทลกฺขณวิทู อนุชานนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความหมายท้งสองอย่างนี้แหละ ในที่นี้ ท่านผู้รู้ลักษณะแห่งศัพท์ย่อมอนุญาต'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อญฺเญ ปน ‘‘อธเสวนฏฺเฐน อาจารฏฺเฐน ตสฺสีลฏฺเฐน สิรฏฺเฐน สีตลฏฺเฐน สิวฏฺเฐน สีล’’นฺติ วณฺณยนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนท่านอื่นรรณนาว่า ‘‘ศีลในความหมาว่าเป็นความเคยชิน ในความหมายว่าเป็นอาจาระ ในความหมายว่าเป็นสภาพของน ในความหมายว่าเป็นศีรษะ ในความหมายว่าเป็นความเย็น ในความหมายว่าเป็นสิวะ’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สีลนํ ลกฺขณํ ตสฺส, ภินฺนสฺสาปิ อเนกธา;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''สีลนะ''' เป็นลักษณะของศีลนั้น แม้จะแกแยกเป็นหลยอย่าง;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สนิทสฺสนตฺตํ รูปสฺส, ยถา ภินฺนสฺส เนกธาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เหือนความเป็นสภาพที่เห็นได้แห่งรูป แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่าง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยถา หิ นีลปีตาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ูปยตนสฺส สนิทสฺสนตฺตํ ลฺขณํ นีลาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สนิทสฺสนภาวานติกฺกมนโต, ตถา สีลสฺส เจตนาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ยเทตํ กายกมฺมาทีนํ สมาธานวเสน กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปติฺฐานวเสน วุตฺตํ สีลนํ, ตเทว ลกฺขณํ เจตนาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สมาธานปติฏฺฐานภาวานติกฺกมนโตฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า เหมือนอย่างที่รูปายตนะ แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งสีเขียว สีเหลืองเป็นต้น ความเป็นสภาพที่เห็นได้เป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นสภาพที่เห็นได้ แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ฉันด ศีลแม้จะแตกแยกเป็หลายอย่างโดยเภแห่งเจตนาเป็นต้น สลนะอันกล่วไว้โดความป็นที่ตั้งมั่นแห่งกายกรรมเป็นต้น แะโดยความเป็นทีตั้งแห่งกุศลธรรทั้งหลาย นั่นแหละเป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นที่ตั้งมั่นและความเป็นที่ตั้ง แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น ฉันนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอวํลกฺขณสฺส ปนสฺส –''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนศีลที่มีลักษณะอย่างนี้ –'
 + 
 +อฏฺฐ.: '''‘‘ทุสฺสีลฺวิทฺธํสนต, อวชฺชคุณ ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ความเป็ผู้ทำลายทุศีล ความเป็นคุณอันไม่มีโทษ เช่นเดียวกัน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''จฺจสมฺปตฺติ อตฺเถน,ส นาม ปวุจฺจติ’’ฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แป: ''โดยความหมายแห่งิจและสมบัติ เรียกว่า '''รส''' ’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สฺมา อทํ สีลํ าม กิจฺจฏฺเฐน รเสน ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนรสํ, สมฺปตฺติอตฺเถน รเสน อนวชฺชรสนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น ศีลนี้พึงทราบว่า มีรสคือการทำลาทุศีล โดยความหมายแห่งกิจ มีรสคือความไม่มีโทษ โดยความหมายแห่งสมบัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ , ตยทํ ตสฺส วิญฺญุหิ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''โสจยยะ''' เป็นปัจจุบันฐาน ศีลนั้นอันวิญญูชนทั้งหลาย;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อตฺตปฺปญฺจ หิรี เจว, ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํฯ –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''อตตัปปะ''' และ '''หิรี''' ด้วย ย่อมพรรณนาว่าเป็น '''ปทัฏฐาน''' –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตยิทํ ีลํ ‘‘กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺย’’นฺิ (อิติวุ. ๖๖) เอวํ วุตฺตโสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, สุจภาเวน ปจฺจุปฏฺฐาติ คหณภาวํ คจฺฉติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ศีลนั้นี '''โสเจยะ''' อันกล่วไว้ว่า ‘‘ายโสเจยยะ วจีโสเจยยะ มโนโสเจยยะ’’ (อิติวุตตกะ ๖๖) เป็นปัจจุบันฐาน ย่อมปรากฏโดยความเป็นความสะอาด ย่อมถึงซึ่งความเป็นที่ถือเอา'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''หิโรฺตปฺปญฺจ ปน ตสฺส วญฺญูหิ ปทฏฺฐานนฺิ วณฺณิตํ,ฺนการณนฺติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แล: ''ส่วน '''หิโรตตัปปะ''' อันวิญญูชนทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น ความหมายว่าเป็นเหตุอันใล้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โรตฺตปฺเป หิ ิ สีลํ อุปฺปชฺชติ เจว ติฏฺฐติ จ, อสติ เนว อุปฺปชฺชติ น ติฏฺฐตีติ เอวํวิเธน สีเลน สหคตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญณํ สีลมเย ญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะเมื่อหิโรตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้ด้วย และย่อมตั้งอยู่ด้วย เมื่อไม่มี ย่อมไม่เกดขึ้น และย่มไม่ตั้งอยู่ ดังนั้น ญณที่ไปด้วยกันกับศีลอันมีประการอย่างนี้ ที่ประกอบกับศีลนั้น ชื่อว่า '''สีลมยญาณ''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อถ วา สีลเมว ปกตํ สีลมยํ, ตสฺมิํ สีลมเย ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ศีลนั่นเองอันสำเร็แล้ว ชื่อว่าสีลมัย ญาณที่ประกอบกับสีลมัยนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อสํวเร อาทีนวปจฺจเวกฺขณา จ, สํวเร อานสํสปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรปารสุทฺธิปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรสํกิเลสโวานปจฺจเวกฺขณา จ ีลมยญาเณเนว สงฺคหิตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และการพิจารณาโทษใความไม่สำรวมด้วย และการพจารณาอานิสงส์ในความสำรวมด้วย และการพิจารณาความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมด้วย และการพิจารณาความเศร้าหมองและความหมดจดแห่งความสำรวมด้วย ย่อมสงเคราะห์เข้าในสีลมยญาณนั่นเอง'' 
 + 
 +== [๓] สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํ == 
 + 
 +ิฏก.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธภาวนามเย ญาณํฯ''' 
 +ิฏก.แปล: ''ปัญญาในความตั้งมั่นอันได้สำรวมแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญาติ สีลมยญาเณ ุตฺตสีลสํวเรน สํวรตฺวา สํวรํ กตฺวา สีเล ปตฏฺฐาย สมาทหนฺสฺส อุปจรปฺปาวเสน จตฺเตกคฺคตํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สมาทหเน ปตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า ปัญญาที่ประกอบกับความั้งมั่นนั้น อันเป็นไปในควมตั้งมั่นั้น ของผู้ที่สำรวมแล้วด้วยศีลสังวรอันกล่าวไว้ในสีลมยญาณ ทำซึ่งความสำรวมแล้ว ตั้งมั่นในศีลแล้ว ย่อมตั้งมั่น ย่อมทำความเป็นจตที่มีอารมณ์เดียวโดยอุปจารและอัปปนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมํ สมฺมา จ อาทหนํ ฐปนนฺิ จ สมาทหนํ, สมาธิสเสเวํ ปริยยวจนํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''การตั้งไว้โดยเสมอและโดยชอบ และการวางไว้ ชื่อว่า '''สมาทหนะ''' คำนี้เป็นคำไวพจน์ของสมาธินั่นเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนามเย ญาณนฺติ เอตฺถ ุสลจิตฺเตกคฺคตา สมาธิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สมาธิภาวามเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สมาธ''' คือความเ็นจิตที่มีอารมณ์เดียวอันเป็นุศล'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เกนฏฺเฐน สมธิ? มาธานฏฺเฐน สมาธฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''สมาธิในความหมายอะไร? สมาธิในความหมายว่าเป็นสภาพที่ั้งมั่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สมาธานํ นาม? เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ สมํ สมฺมา จ อาธานํ, ฐปนนฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สมาธานะ''' นี้? คือการตั้งไว้โดยเสมอและโดชอบ และการวางไว้แห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์อันเดียว ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''ตสฺมา สฺส ธมฺมสฺสานุภาเวน เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกา สมํ สมฺมา จ อวิกฺขิปมานา อวิปฺปกิณฺณา จ หุตฺวา ติฏฺฐนฺติ,ิทํ สมาธานนฺิ เวทิตพพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า สมาธานะนี้ คือธรรมใดที่มีอำนาจใ้จิตและเจตสิกทั้งหลยตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวดยเมอและดยชอบ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านและไม่กระจัดกระจาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สฺส โข ปน สมาธสฺส –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนสมาธนั้น –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ลกฺขณํ ตุ อวิกฺเขป, วิกฺเขปวิทฺธํนํ รส;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ลักษณะ''' คือความไม่ฟุ้งซ่าน '''รส''' คือการทำลายความฟุ้งซ่าน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อกมฺปนมุปฏฺฐานํ, ปทฏฺฐานํ สุขํ ปนฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ปัจจุบันฐาน''' คือความไม่หวั่นไหว ส่วน '''ปทัฏฐาน''' คือสุข'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภาวียิ วฑฺฒียตีติ ภาวนา, สมาธิ เอว ภาวนา สมาธิภาวนา, สมาธิสฺส วา ภาวนา วฑฺฒนา สมาธิภาวนาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''สิ่งที่ถูเจรญ ถูกทำให้จริญ ชื่อว่า '''ภาวนา''' สมาธินั่นเองเป็นภาวนา ชื่อว่า '''สมาธิภาวนา''' หรือการเจริญ การทำให้เจริญแห่งสมาธิ ชื่อว่า '''สมาธิภาวนา''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนาวจเนน อญฺญํ ภาวนํ ปฏิกฺขิปติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แป: ''ด้วยคำว่ามาธิภาวนา ย่อมปฏิเธภาวนาอื่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปุพฺเพ วิย อุปจารปฺปนาวเสน สมาธิภาวนามเย ญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิดยอปจารและอัปปนา เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ก่อน'' 
 + 
 +== [๔] ปจฺจยปิคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาติ เอตฺถ ปฏิจฺจ ผลเมตีติ ปจฺจยฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา''' ในที่นี้ '''ปัจจัย''' คือิ่งที่อาศัยแล้วผลย่อมมาถึง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปฏิจฺจาิ น วินา เตน, ปจฺจกฺขิตฺาติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปฏิจฺจ''' หมายความว่า ไม่เว้นจากสิ่งนั้น ไม่ละทิ้งสิ่งนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอตีติ อุปฺปชฺชติ เจว ปวตฺตติ จติ อตฺถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''เอติ''' หมายความว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อปิจ อุปการกตฺถ ปจฺจยฺโถ, สฺส ปจฺจยสฺส พหุวธตฺตา ปจฺจยานํ ปริคฺคเห ววตฺถาปเน จ ปญฺญา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาฯ''' 
 +ฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่งหนึ่ง ความหมายแห่งปัจจัยคือความหมายแห่งผู้เกื้อกูล เพราะความที่มีหลายอย่างแห่งปัจจัยนั้น ปัญญาในความกำหนดและการกำหนดแน่นอนแห่งปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่าปัญญาในความกำหนดปัจจัย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ธมฺมฏฺฐิติญาณนฺติ เอตฺถ ธมฺมทฺโท ตาว สภาวปญฺญาปญฺญปญฺญตฺติอาปตฺติปริยตฺตินิสฺสตฺตตาวิการคุณปฺจยปจฺจยุปฺปฺนาทีสุ ทสฺสติฯ''' 
 +ฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ธมฺมฏฺฐิติญาณํ''' ในที่นี้ ศัพท์่า '''ธมฺม''' ย่อมรากฏในความหมายว่า สภาวะ ปัญญา บญ บัญญัติ อาบัติ ปริยัติ ความไม่มีสัตว์ วิการ คุณ ปัจัย และปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นต้น'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''อยญฺหิ ‘‘กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา’’ตอาีสุ (ธ. ส. ติกมาติกา ๑) สภาเว ทิสสติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''พราะว่า ศัพ์นี้ย่อมปรากฏในความหมายว่าภาวะ ในประโยคว่า ‘‘กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมสังคี ติกมาติกา ๑)'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''‘‘ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา, สทฺธสฺส ฆรเมสิโน;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ผู้ใดมีธรรม ๔ เล่านี้ ผู้มีศรัทธาผู้แสวงหาเรือน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค, ส เว เปจฺจ น โสจตี’’ติฯ (สุ. นิ. ๑๙๐) –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''สัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ ผู้นั้นเมื่อละไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก’’ ดังนี้ ฯ (สุตตนิบาต ๑๙๐) –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''าทีสุ ปญฺญายํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัญญา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘น หิ ธมฺโม อธมฺโม , อโภ สมวิปากิโน;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘รรและอธรรมทั้งสอง ไม่มีวิบากเสมอกัน;'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''อธมฺโม นิรยํ นติ, ธฺโม ปาเปติ สุคฺคติ’’นฺติฯ (เถรคา. ๓๐๔) –''' 
 +อฏฺฐ.แปล: '''''อธรรม''' ย่อมนำไปสู่นรก '''ธรรม''' ย่อมให้ถึงสุคติ’’ ดังนี้ ฯ (เถรคาถา ๓๐๔) –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปุญฺเญฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าบุญ'' 
 + 
 +ฏฺฐ.: '''‘‘ปญฺญตฺติมฺมา นิุตฺติธฺมา อธิวจนธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ปญฺญตฺติยํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘บัญญัติธรม นิรุตติธรรม ธิวจนธรรม’’ เป็น้น (ธมมสังคี ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ย่อมปรากฏในความยว่าบัญญัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ปาราชิกา ธมฺมา สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ปารา. ๒๓๓-๒๓๔) อาปตฺติยํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ปาราชิกธรรม สังฆาทิเสสธรรม’’ เป็นต้น (ปาราชิก ๒๓๓-๒๓๔) ย่อมปรากฏในความหมายว่าอาบัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ชานาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณ’’ฺตอาทีสุ (อ. นิ. ๕.๗๓) ปริยตฺติยํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประยคว่า ‘‘ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือตะ เคยยะ เวยยกรณะ’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๕.๗๓) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปริยัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ตสฺมิํ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ (ธ. ส. ๑๒๑)ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตี’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๗๓; ม. นิ. ๑.๑๑๕) นิสฺสตฺตตายํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ในสมัยนั้นล ธรรมทั้งหลายย่อมมี (ธัมมังคณี ๑๒๑) ย่อมอยู่พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๒.๓๗๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๑๑๕) ย่อมปรากฏนความหมายว่าความไม่มีสัตว์'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ชาติธมฺมา ชราธมฺมา มรณธมฺมา’’ติอาทีสุ (อ. นิ. ๑๐.๑๐๗) วิกาเรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประยคว่า ‘‘ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิาย ๑๐.๑๐๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าวิการ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมาน’’นฺติอาทีสุ (มหานิ๕๐คุเณฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโคว่า ‘‘แห่งพุทธธรรม ๖’’ เป็นต้น (มหานิเทศ ๕๐) ย่มปรกฏใความหมายว่าคุณ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘เหตุมฺหิ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา’’ิอทีสุ (วิภ. ๗๒๐) ปจฺจเยฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ประโยคว่า ‘‘ญาณในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏสัภิทา’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๗๒๐) ่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ฐิตาว สา ธาตุ ธมมฏฺฐิตา ธมฺมนยามตา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๒.๒๐; อ. นิ. ๓.๑๓๗) จฺจยุปฺปนฺเนฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ธาตุนั้นตั้งอยู่นั่นเอง ความเป็นธรรมที่ตั้งอยู่ ความเป็นธรรมที่มีฎแน่นอน’’ เป็นต้น (สังยุตตนกาย ๒.๒๐; อังคุตรนิกาย ๓.๑๓๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''สฺวายมิธาปิ ปจฺจยุปฺปนฺเน ทฏฺฐพฺโพฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ศัพท์นี้ในที่นี้ก็พึงเห็นในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อตฺถโต ปน อตฺตโน สภาวํ ธาเรนฺตีติ วา, ปจฺจเยหิ ธารียนฺีติ ว, อตฺตโน ผลํ ธาเรนฺตีติ วา, ตฺตโน ปริปูรกํ อปเยสุ อปตมานํ ธาเรนฺตีติ วา, สกสกลกฺขเณ ธาเรนฺตีติ วา, จิตฺเตน อวธรียฺตีติ วา ยถาโยคํ ธมฺมาติ วุจฺจนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนโดยอรรถ ย่อมรียกว่า '''ธรรม''' ตามสมควร คือ สิ่งี่ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน หรือสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยทั้งหลาย หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผลของน หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผู้ที่ทำให้บริบูรณ์ของตนไม่ให้ตกไปในอบย หรือสิ่งที่ทรงไว้ใลักษณะเฉพาะของตน หรือส่งที่ถูกทรงไว้ด้วยจิต'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อิธ น อตตโน จฺจเยหิ รียฺตีติ ธมฺมา, จฺจยสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ติฏฺฐนฺติ อฺุปชฺชนฺติ เจว ปวฺตนฺติ จ เอตายาติ ธมฺมฏฺฐิติ, ปจฺจยธมฺมานเมตํ อธิวจนํ ฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในที่นี้ ส่วนส่งที่ถูกทรงไ้ด้วยปัจจัยของตน ชื่อว่า '''รม''' ธรรมทั้งหลายที่เกดจากปัจจัยย่อมั้งอยู่ ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย เพระธรรมี้ ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐติ''' คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺสํ ธมฺมฏฺฐิติยํ ญาณํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ญาณในธัมมัฏฐิตินั้น ชื่อ่า '''ธัมมัฏฐิติญาณ''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อิทญฺหิ สมาธิภาวนามยญาเณ วุตฺตสมธิา สมาหเตน จิตฺเตน ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย โยคมารภิตฺวา ววตฺถาปิตนามรูปสฺส เตสํ นามรูปานํ ปจฺจยปริคฺคหปริยายํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อุปชฺชิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพระว่า ญาณนี้ย่อมเิดขึ้น ด้วยจิที่ตั้งมั่นด้วยสมธิอักล่าวไว้ในสมาธภาวนามยญาณ เมื่อเริ่มระอบเพื่อญณทัสนะตามความเป็นจรง แห่งนามรูปที่กำหนดแน่นอนแล้ว โดยเป็นทางแห่งความกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปเหล่านั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘นามรูปววฺถน ญาณ’’นฺติ อวตฺวา เอว กสฺมา ‘‘ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’นฺติ วุตฺตนฺติ เจ?''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่ล่าวว่า ‘‘ญาณในความกำหนดนามูป’’ ต่กล่าวว่า ‘‘ธัมมัฏฐิติญาณ’’ เล่า?'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเหเนว ปจฺจยมุปฺปนฺนปริคฺคหสฺส สิฺธตฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่ความกำหนดสิ่งที่เกิดจากปจจัยสำเร็จไดด้วยความกำหนดปัจจัยนั่นเอ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยสมุปฺปนฺเน ิ อปริคฺคหิเต ปจฺจยปริคฺคโห น สกฺกา โหติ กาตุํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แป: ''เพระว่า เมื่อสิ่งที่เกิดจากปัจจัยังไม่ถูกกำหนด ความกำหนดปัจจัยย่อมำไมได'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ธมฺมฏฺฐิติญาณคหเณเนว ตสฺส เหตุภูตํ ปุพ สิทฺธํ นามรูปววตฺถานญาณํ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนัน พึงทราบว่า ด้วยการถือเอาธัมมัฏฐิติญาณนั่นเอง ญาณในความกำหนดนามรูปอันเป็นเหตุของญาณนั้น ซึ่งสำเร็จมาก่อนแล้วย่อมถูกกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กสฺมา ทุติยตติยญาณํ วิย ‘‘สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา’’ติ น วุตฺตนฺติ เจ?''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัยอันได้ตั้งมั่นแล้ว’’ เหมือนอย่างญาณที่ ๒ และที่ ๓ เล่า?'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมถวิสฺสนานํ ยุคนทฺธตฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพความที่สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่ัน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘สมทหิตฺา ยถา เจ วิปสฺสติ, วิปสฺสมาโน ตถา เจ สมาทเห;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ถาเมื่อตั้งมั่นแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นฉันใด เมื่พิจารณาเห็นแล้ว ย่อมตังมั่นฉันนั้น;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''วิปสฺสนา จ สมโถ ตทา อหุ, สมานภาคา ยุคนทฺธา วตฺตเร’’ติฯ –''' 
 +* อฏฺฐ.: '''''วิปัสสนา''' และ '''สมถะ''' ในเวลานันย่อมมี เป็นส่นเสมอกัน ย่อมเป็นปเป็นคู่กัน’’ ังนี้ –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''หิ วุตฺตํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.ปล: ''ที่กล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา สมาธิํ อวิสฺสชฺเชตฺวา สมาธิญฺจ ญาณญฺจ ยุคนทฺธํ กตฺวา ยาว อริยมคฺโค, ตาว อุสฺสุกฺกาเปตพฺพนฺติ ญาปนตฺถํ ‘‘ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’มิจฺเจว วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เพื่อให้รู้ว่า พึงยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นปจนถึงอริยมรรค โยไม่ละสมาธิ ทำสมาธิและญาณใหเป็นคู่กัน จึงกล่าวไว้เพียงว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ’’ ดังนี้'' 
 + 
 +== [๕] อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความกำหนดแน่นอนโดยย่อแห่งธรรมทังหลายที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นญาณในการพิจารณา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญาติ เอตฺถ อตฺตโน สภาวํ, อุปฺปาทาทิกฺขณํ วา ปตฺวา อติ อิตา อติกฺกนฺตาติ อตีตา, ตทุภยมฺปิ น อาคตา น สมฺปตฺตาติ อนาคตา, ตํ ตํ การณํ ปฏิจฺจ อุปฺปาทาทิอุทฺธํ ปนฺนา คตา ปวตฺตาติ ปจฺจุปฺปนฺนาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา''' ในที่นี้ '''อดีต''' คือสิ่งที่ล่ปแล้ว ล่วงเลยไปแล้ว โยถึงซึ่งสภาวะของตน หรือโดยถึงซึ่งขณะแห่งการเกิดขึนเป็น้น '''อนาคต''' คือสิ่งที่ยังไม่มาถึง ทั้งสองอย่างนั้น ยังไม่ถึง '''ปัจจุบัน''' คือสิ่งที่ไปแล้ว เป็นไปแลว เกิดขึ้นแล้ว โดยอาศัยเหตุนั้นๆ สูงขึ้นปจากการเกิขึเป็นต้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อทฺธา สนฺตตขณปจฺจุปฺปนฺเนสุ สนฺตติปจฺจุปฺปนฺนํ อิธาธิปฺเปตํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในบรราปัจจุบันแห่งอัทธา สันตติ และขณะ สันตติปัจจุบันป็นสิ่งที่หมาถึงในที่นี้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เตสํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ปญฺจกฺขนฺธธมฺมานํ เอเกกกฺขนฺธลกฺขเณ สงฺขิปิตฺา กลาปวเสน ราสิํ กตฺวา ววตฺถาเน นิจฺฉยเน สนฺนิฏฺฐาปเน ปญฺญาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ปัญญาในความกำหนดแน่นอน ความตัดสิน ความทำใหสิ้นสุดแห่งขันธธรรมทั้ง ๕ ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันเหล่านัน โดยย่อในลักษณะแห่งขันธ์แต่ละอย่าง ทำเป็นกองโดยกลาป'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมฺมสเน ญาณนฺติ สมฺมา อามสเน อนุมชฺชเน เปกฺขเณ ญาณํ, กลาปสมฺมสนญาณนฺติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำ่า '''สมฺมสเน ญาณํ''' หมายความว่า ญาณในการถูกต้องโดยชอบ ในการคลำป ในการพิจารณา กล่าวคือกลาปสัมมสนญาณ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อิทญฺหิ นามรูปววตฺถานญาณานนฺตรํ นามรูปปจฺจยปริคฺคเห ธมฺมฏฺฐิติญาเณ ฐิตสฺส ‘‘ยํกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา, สพฺพํ ตํ รูปํ อนิจฺจโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสนํ, ทุกฺขโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสนํ, อนตฺตโต ววตฺถเปติ, เอกํ สมฺมสน’’นฺติอาทินา (ปฏิ. ม. ๑.๔๘) นเยน วุตฺตสมฺมสนวเสน ปุพฺเพ ววตฺถาปิเต เอเกกสฺมิํ ขนฺเธ ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺตสฺส กลาปสมฺมสนญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณนี้ย่อมเกิขึน ก่ผู้ที่ตั้งอู่ในธัมมัฏฐิติญาณอันำหนดปัจจัยห่งนามรูป ถัดจากนามรูปววัตถานญาณ โดนัยแห่งสัมมสนอันกล่าวไว้ว่า ‘‘รูปใดๆ ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ที่กลหรือใกล้ รูปทั้งหมนัน ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนิจจะ เป็นสัมมสนะหนึ่ง ย่อมกำหนดโดยความเป็นุกข์ เป็นสัมมสนะหนึ่ง ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนัตตา เป็นสัมมสนะหนึ่ง’’ เป็นตน (ปฏิสมภิทามรรค ๑.๔๘) โยยกติลักษณะขึ้นสู่ขันธ์แต่ละอย่างที่กำหนดแน่นอนไว้ก่อนแล้ว พิจารณาเห็นโยความเป็นอนิจจะ ุกข์ อนัตตา'' 
 + 
 +== [๖] ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญานความพิจารณาเ็นความแปรปรวนแห่งธรรมทังหลายที่เ็นปัจจุบัน เป็นญาณในกาพิจรณาเห็นความเิดและความดับ'' 
 + 
 +* อฺฐ.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญาติ สนฺตติวเสน ปจฺจุปฺปนฺนานํ อชฺฌตฺตํ ปญฺจกฺขนฺธธมฺมานํ วิปริณามทสฺสเน ภงฺคทสฺสเน ปญฺญาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.: ''คำ่า '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสน ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า ปัญญาในความเห็นความแปรปรวน ความเห็นความแตกแห่งขันธธรรมทั้ง ๕ ภายในที่เป็นปัจจุบันโดยันตติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''มา ‘‘อิเม ธมฺมา อุปฺปชฺชิตฺวา ภิชฺชนฺตี’’ติ อุทํ คเหตฺวาปิ เภเเยว จิตฺตํ ฐเปิ, ตสา อวุตฺตปิ อุทย วฺุโตเยว โหตีติ เวทิตพฺโพฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า แม้จะถือเอาความเกด ดยคิดว่า ‘‘ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วแตกไป’’ ก็ยังวางจตไว้ในความแตกท่านั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า แม้ความเกิดที่ไม่ได้ก่าวไว้ ก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ ทเนน วา อุทยทสฺสนสฺส สิทฺธตฺตา อุทย วฺุโตเยว โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''หรือเพราะความี่ความเห็นความเกิดสำเร็จได้ด้วยความเห็นธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจบัน ความเกิดก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''น หิ อุทยํ วินา ธมฺมานํ อุปฺปนฺนตฺตํ สิชฺฌติ, ตสฺมา ‘‘ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทวิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา’’ิ อวุตฺเตปิ วุตฺตเมว หตีติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ความเป็นผู้เกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ำเร็จได้ดยปราศจากความเกิด เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า แม้จะไม่ได้กล่าวว่า ‘‘ปัญญาในความพิจารณาเห็นความเกิดและความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน’’ ก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณ’’นฺิ นิยมิตตฺตา จ ุทยทสฺสนํ สิทฺธเมว โหตีติ อนนฺตรํ วุตฺตสฺส สมฺมสนญาณสฺส ปารํ คนฺตฺวา ตํสมฺมสเนเยว ปากฏีภูเต อุทยพฺพเย ปริคฺคณฺหิตฺวา สงฺขารานํ ปริจฺเฉทกรณตฺถํ อุทยพฺพยานุปสฺสนํ อารภนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ อุทยพฺพยนุปฺสนาญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.ปล: ''และเพราะความที่ถูกำหนดไว้วา ‘‘ญาณในพิจารณาเห็นความเกิดละความดับ’’ ความเห็นความเกิดก็ำเร็จแล้ว ดังนั้น ญาณในการพิจารณาเห็นวามเกิดและความดับย่มเกิดขึ้น แก่ผู้ที่ข้ามพ้นสมมสนญาอันกล่าวไว้ถัดไปนั้น กำนดควมเิดและความดับที่ปากฏชัดในสัมมสนนั้นนั่นเอง ล้วเริ่มการพิจารณาเห็นวามเกิดและความดับเพการกำหนดขอบเขตแห่งสังขารั้งหลาย'' 
 + 
 +* อ.: '''ตญฺหิ อุทยพฺพเย อนุปสฺสนโต อุทยพฺพยานุปสฺสนาติ วุจฺจติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณนั้นย่อมเรียว่า '''อุทยัพพยานุปัสสนา''' เพการพิจารณาเห็นในความเกิดละความดับ'' 
 + 
 +== [๗] อารมฺมณํ ปฏิงฺขา ภงฺานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏ.แปล: ''ปัญญาในการพจารณาห็นความแตก โดยพิจารณาอารมณ์แ้ว เป็นญาณในการเห็นแจ้ง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อารมฺมณํ ปฏิงฺขาติ รูปฺขนฺธาทิอามฺมณํ ภงฺคโต ปฏิสงฺขาย ชานิตฺวา ปสฺสิตฺวาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.ปล: ''คำว่า '''อารมฺมณํ ปฏิงฺขา''' หมายความว่า โดยพิจารณาอารมณ์คือรูปขันธ์เป็นต้น โดยความแตก รู้แล้ว เห็นแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภงฺคานปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณนฺติ ตสฺส อารมฺมณํ ภงฺคโต ปฏิสงฺขาย อุปฺปนฺนสฺส ญาณสฺส ภงฺคํ อนุปสฺสเน ยา ปญฺญา, ตํ ‘‘วิปสฺสเน ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ''' หมายความว่า ปัญญาใดในการพิณาเห็นความแตกแห่งญาณที่เกดขึ้นแล้ว โดยพิจารณาอารมณ์ของญาณนั้นโดยความแตก ปัญญานั้นถูกกล่าวว่า ‘‘ญาณในกาเห็นจ้ง’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''วิปฺสนาติ จ วิวิธา ปสฺสนา วิปสฺสนาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และำว่า '''วิปสฺสนา''' หมายความว่า การเห็นอย่างต่างๆ ชว่าวิปัสสนา'' 
 + 
 +ฏฺฐ.: '''อารมฺมณปฏิสงฺขาติปิ ปาโฐฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''แม้บท่า '''อารมฺมณปฏสงฺขา''' ก็มีอยู่'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺสตฺโถ – อารมฺมณสฺส ปฏิสงฺขา ชานนา ปสฺสนาติ วุตฺตนยเนว อารมฺมณฏิสงฺขา ‘‘ภงฺคาุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณ’’นฺิ วุตฺตํ โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ความหมายของบทนั้น คือ กรพิจารณา การรู้ การเห็นแห่งอารณ์ โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วนั่นเอง '''อามฺมณปฏิสงฺข''' ถูกล่าวว่า ‘‘ปัญญาในการพิารณาเห็ความแตก เป็นญณในการเห็นแจ้ง’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สฺมา ปน ภงฺคานุปสฺสนาย เว วปสฺสนา สิขํ ปาปุณาิ, ตสฺา วิเสเสตฺวา อิทเมว ‘‘วิปสฺสเน ญาณ’’นฺติ ุตฺตํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แล: ''ส่วนเพราะว่าวิปัสสนาย่อมถึงซึ่งยอดด้วยภังคานปัสสนานั่นเอง เพราะฉะนั้น ึงกล่าวเะสิ่งี้ว่า ‘‘ญาณในการเห็นแจ้ง’’ โดยพิเศษ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยสฺมา อุยพฺพยานุปฺสนาย ฐิตสฺส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนํ อุปฺปชฺชติ, ตสฺมา ตสฺสา สิทฺธาย ตํ สิทฺธเมว โหตีติ ตํ อวตฺวาว ภงฺคานุปสฺสนาย เอว วิปสฺสนาสิขํ ญาณํ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า มรรคามรรคญาณทัสสนะย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในอุทยัพพยานุปัสสนา เพราะฉะนั้น เมื่ออุทยัพพยานุปัสสนานั้นสำเร็จแล้ว มรรคามรรคญาณทัสสนะนั้นก็สำเร็จแล้วนั่นเอง พึงทราบว่า จึงกล่าวญาณอันเป็นยอดแห่งวิปัสสนาด้วยภังคานุปัสสนานั่นเอง โดยไม่กล่าวสิ่งนั้น'
 + 
 +อฏฺฐ.: '''ยพพยานุปสฺสนาย สุปริิฏฺฐอุทยพฺพยฺส สุปริจฺฉินฺเนสุ สงฺขเรสุ ลหุํ ลหุํ อุปฏฺฐหนฺเตสุ ญาเณ ติกฺเข วหนฺเต อุทยํ ปหาย งฺเค เอว สติ สนฺติฏฺฐติ, ตสฺส ‘‘เอวํ อุปฺปชฺชิตฺา เอวํ นาม สงฺขารา ภิชฺชนฺตี’’ติ ปสฺสโต เอตสฺมิํ ฐาเน ภงฺคานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เมื่อความเกิดและความดับอันถูกเห็นดีแล้วด้วยอุยัพพยานุปัสสนา สังขารทั้งหลายอันถูกกำหนดขอบเขตดีแล้ว ปรากฏขึ้นเร็วๆ ญาณดำเนินไปอย่างคม เมื่อสติวางความเกิดเสีย ตั้งมั่นอยู่เฉพาะในความแตกเท่านั้น แก่ผู้ที่เห็นว่า ‘‘สังขารทั้งหลายเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ย่อมแตกไปอย่างนี้นั่นเอง’’ ในที่นี้ ภังคานปัสสนาญาณย่อมเิดึ้น'' 
 + 
 +== [๘] ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย เป็นญาณในอาทีนวะ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญาติ อุปฺปาทปวตฺตนิมิตฺตอายูหนาปฏิสนฺธีนํ ภยโต อุปฏฺฐาเน ปีฬาโยโต สปปฏิภยวเสน หณูปคมเน ปญฺญติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ตุปฏฺฐาเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัยแห่งความเกด ความเป็นไป นิมิต การปรุงแต่ง และการปฏิสนธิ โดการเข้าถึงซึ่งการถือเอาโดยความเป็นิ่งที่มีภัย พราะความประกอบด้วยความบีบคั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภยโต อุปฏฺฐาตีติ ภยตุปฏฺฐาํ อารมฺมณํ , ตสฺมิํ ภยตุปฏฺฐาเนฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อารมณ์ที่ปรากฏโดยคามเป็นภัย ชื่อว่า '''ภยตปัฏฐานะ''' ในภตุปัฏฐานะนั้น'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''อถ วา ภยโต อุปติฏฺฐตีติ ภยตุปฏฺฐานํ, ปญฺญา, ตํ ‘‘ภยตุปฏฺฐาน’’นฺติ วุตฺตํ โติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาที่ปรากฏโดยควาเป็นภัย ชื่อว่า '''ภยตุปัฏฐานะ''' ปัญญานั้นถูกกล่าวว่า ‘‘ภยตุปัฏฐานะ’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อาทีนเว ญาณนฺติ ภุมฺมวจนเมวฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''อาทีนเว ญาณํ''' เป็นเพียงัตตมีวิภัตติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ยา จ ภยตปฏฺฐาเน ปญฺญา, ยญฺจ อาทีนเว ญาณ, ยา จ ิพฺพิทา, อิเม ธมฺมา เอกฏฺฐา, พฺยญฺชนเมว นาน’’นฺติ (ปฏิ. . ๑.๒๒๗วุตฺตตฺตา เกมิว วจฺจมานมฺปิ อวตฺถาเภเน มุญฺจิตุมฺยตทิ วิย ติวิธเมว โหติฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่ถูกกล่าวไว้ว่า ‘‘ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัยอย่างใด และญาณในอาทีนะอย่งใด และนิพพิทาอย่างใด ธรรล่านี้ีอรรถอย่งเดีวกัน มีพยัญชนะต่างกันเท่านั้น’’ (ปฏิสัมภิทามรค ๑.๒๒๗) แม้จถูกกล่าวเหมือนเป็นอย่างเดียว ก็เป็นสามอย่างโดยเภทห่งอวัถา เหมือนมุญจิตุกัมยตาเป็นต้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ภยตุปฏฺฐานอาทีนวานุปสฺสนาสุ สิทฺธาสุ นิพฺพิทานุปสฺสนา สิทฺธา โหตีติ กตฺวา อวุตฺตาปิ วุตฺตาว โหตีติ เวทิตพฺพาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพาะฉะ้น พึงทราว่า เมื่อภยตุปัฏฐานะและอาีนวานุปัสสนาสำเร็จแล้ว นิพพิทานุปัสสนาก็สำเร็จแล้ว จึงถือว่าแม้จะไม่ได้กล่าวไว้ ก็เป็นอันกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สพฺพสงฺขารานํ ภงฺคารมฺมณํ ภงฺคานุปสฺสนํ าเสวนฺตสฺส ภาเวนฺตสฺส พหุลีกโรนฺตสฺส ติภวจตุโยนิปญฺจคติสตฺตวิญฺญาณฏฺฐิตินวสตฺตาวาเสสุ ปเภกา สงขารา สุเขน ชีวิตุกามสฺส ภีรุกปุริสสฺส สีหพฺยคฺฆีปิอจฺฉตรจฺฉยกฺขรกฺขจณฺฑโคณจณฺฑกุกฺกุรปภินฺน- มทจณฺฑหตฺถิโฆรอสิวิสอสนิวิจกฺกสุสานรณภูมิชลิตองฺคารกาสุอาทย วิย มหาภยํ หุตฺวา อุปฏฺฐหนฺติ, ตสฺส ‘‘อตีตา สงฺารา นิรุทฺธา, ปจฺจุปฺปนฺนา นิรุชฺฌนฺติ, อนาคตาปิ เอวเมว นิรุชฺฌิสฺสนฺตี’’ติ ปสฺสโต เอตสฺมิํ ฐาเน ยตุปฏฺฐานํ ญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''แก่ผู้ที่เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งภังคานุปัสสนาอันมีอารมณ์เป็นความแตกแ่งสังขารทั้งปวง สังขารทั้งหลายอัจำแนกในภพ ๓ โยนิ ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ย่อมปรากฏเป็นภัยใหญ่ เหมือนสิงโต เสือโคร่ง เสือดาว หมี หมาใน ยักษ์ รากษส โคดุ หมอดุ ช้างที่กำลังเมาและดุ งูพิษที่น่ากลัว อสนีบาต จักร ป่าช้า สนามรบ หลุมถ่านเพลิงที่ลุกโชนเป็นต้น แก่บุรุษที่ขี้ขลาดผู้ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ด้วยความสุข แก่ผู้ที่เห็นว่า ‘‘สังขารทั้งหลายที่เป็นอดีตดับไปแล้ว สังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันกำลังดับไป สังขารทั้งหลายที่เป็นอนาคตก็จะดับไปอย่างนี้นั่นเอง’’ ในที่นี้ ภยตุปัฏฐานญาณย่อมเกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''ตสฺส ตํ ภยตุปฏฺฐนญาณํ อาเสวนฺตสฺส ภาเวนฺตสฺส พหุลีกโนฺตสฺส สพฺพภวโยนิคติฐิติสตฺตาวาเสสุ เนว ตาณํ น เลณํ น คติ น ปฏิสรณํ ปญฺญายติ, สพฺพภวโยนิคติฐิตินิวาสคเตสุ สงฺขาเรสุ เอสงฺขาเรปิ ปตฺถา วา ปรามาโส วา น โหติ, ตโย ภวา วีตจฺจิตงฺคารปุณฺณา องฺคารกาสุโย วิย, จตฺตาโร มหาภูตา โฆรวิสา อาสิวิสา วิย, ปญฺจกฺขฺธา อุกฺขิตฺตาสิกา วธกา วิย, ฉ อชฺฌตฺติกายตนานิ สุญฺญคาโม วิย, ฉ พาหิรายตนานิ คามฆาตกโจรา วิย, ตฺตวิญฺญาณฏฺฐิติโย นว จ สตฺตาวาสา อกาทสหิ อคฺคีหิ อาทิฺตา สมฺปชฺชลิตา สโชติภูตา วิย จ, สพฺเพ สงฺขารา คณฺฑภูตา โรคภูตา สลฺลภูตา อฆภูตา อาพาธภูตา วิย จ นิรสฺสาทา นิรสา มหาอาทีนวราสิภูตา หตฺวา อุปฏฺฐหนฺติ, สุเขน ชีวิตุกามสฺส ภีรุกปุริสสฺส รมณีาการสณฐิตมฺปิ สวาฬกมิว วนคนํ, สสทฺทูลา วิย คุหา, สคาหรกฺขสํ วิย อุทกํ,ุสฺสิตขคฺคา วิย ปจฺจตฺถิกา, สวิสํ วิย โภชํ, สโจโร วิย มคฺโค, อาทิตฺตมิว อคารํ, อุยฺยุตฺตเสนา วิย รณภูมิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''แก่ผู้่เสพ เจิญ ทำให้มากซึ่งยตุปัฏฐนญาณนั้น ในภพ โยนิ ติ ฐิติ และสัตตาวาสทังปวง ย่อมไม่ปรกฏซึ่งี่พึ่ง ที่หลบภัย คติ หือที่อาศัย ในสังขารทั้งหลายที่ไปในภพ โยนิ คติ ฐิติ และนิวาสทั้งปวง แม้ในสังขารเดียวกไม่มีความปรารถาหรือารยึดมั่น ภพทั้ง ๓ ย่อมปรากฏเหมือนหลุมถานเพลิงที่เต็ไปด้วยถ่านเพลิงที่ไม่มีเปลว ธาตุทัง ๔ ย่อมปรากฏเหมือนงูพิษที่มีพิษร้ายแรง ขันธ์ทั้ง ๕ ย่อมปรากฏเหมือนเพชฌฆาตที่ยกดาบขึ้น อายตนะภายนทั้ง ๖ ย่อมปรากฏเมือนบ้านร้าง อายตนะภายนอกทั้ง ๖ ย่อมปรากฏเหมือนโจรผู้ทำลายบ้าน วิญาณฐิติทั้ง ๗ และสัตตาวาสทั้ง ๙ ยอมปรากฏเหมือนถูกไฟ ๑๑ องเผาไหม้ ลุกโชน เป็นประกาย ละังขารทังปวงย่อมปรากฏเหมือนเป็นฝี เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นอาพาธ เป็นสิ่งไม่มีรส ไม่มีอัสสาทะ เป็นกองอาทีนวะหญ่ เหมือป่าทึบที่มีสัตว์ร้ายแม้จะมีรูปราง่าเพลิดเพลิน เหมือนถ้ำที่มีเสือดาว เหมือนน้ำที่มีจระเข้และรากษส เหมือนศัตรูที่ยกดาบขึ้น เหมือนอาหารที่มีพิษ เหมือนทางที่มีโจร เหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ เหมือนสนามรบที่มีกองทัพพร้อมรบ แก่บุรุษที่ขี้ขลาดผู้ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ด้วยวามสุข'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยถา หิ โส ปุริโส เอตานิ สวาฬกวนคหนาทีนิ อาคมฺม ภีโต สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต สมนฺตโต อาทีนวเมว ปสฺสติ, เอวเมว โส โยคาวจโร ภคานุปสฺสนาวเสน สสงฺขาเรสุ ภยโต อุปฏฺฐิเตสุ สมนฺตโต นิรสํ นิรสฺสาทํ อาทีนวเมว ปสฺสติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เหมือนอย่างที่บุรุษนั้น เมื่อเข้าไปหาป่าทึบที่มีสัตว์ร้ายเป็นต้นเหล่นี้ ย่อกลัว สะดุ้ง ขนลุก เห็นแต่อาทีนวะรอบด้าน ฉันใด โยคาวจรนั้น เมือสังขารทั้งปวงปรากฏโดยความเป็ัยด้วยอำนาจภังคานปัสสนา ก็ย่อมเห็นแ่อาทีนวะที่ไม่มีรส ไม่มีอัสสาทะ รอบด้าน ฉันนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สฺเสวํ ปสฺสโต อาทีวานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปชฺชตฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''่ผู้ที่เห็นอย่งนั้น อาทีนวานุปัสสนาญาณย่เกิดขึ้น'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''โส เอวํ สพฺพสงฺขาเร อาทีนวโต สมฺปสฺสนฺโต สพฺพภวโยนิคติวิญฺญาณฏฺฐิติสตฺตาวาสคเต สเภทเก สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ อุกฺกณฺฐติ นาภิรมติฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ผู้นั้นเมื่พิจาณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นอาทีนวะอย่างนั้น ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมอึดอัด ย่อมไม่เพลดเพลินในสังขารทั้งหลาที่มีเภท อันไปในภพ โยนิ คติ วิญญาณฐิติ และัตตาวาสทั้งปวง'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''เสยฺยถาปิ นาม จิฺตกูฏปพฺพตปาทาภิรโต สุวณฺณราชหโส สุจิมฺหิ จณฺฑลคามทฺารอาวาเฏ นาภิรมติ, สตฺตสุ มหาเรสุเยว อภิรมติวเมว อยํ โยคีราชหํโส สุปริทิฏฺฐาทีนเว สเภทเก สงฺขารเต นาภรมติ, ภาวนารามตาย ปน ภาวนารติยา มนนาคตตฺตา ตฺตสุ อนุปสฺสนาสุเยว อภิรติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เปรียบเหมือนหงส์ทองราชหงส์ที่เพลิดเพลินอยู่ที่เชิงเขาจิตตกูฏ ย่อมไม่เพลิดเพลินในหลุมที่ประตูบ้านจัณฑาลอันสกปรก ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะในสระใหญ่ทั้ง ๗ เท่านั้น ฉันใด โยีราชหงส์นี้ก็ย่อมไม่เพลิดเพลินในสังขารทั้งหลายที่มีเภท อันมีอาทีนวะถูกเห็นดีแล้ว ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะในอนุปัสสนาทั้ง ๗ เท่านั้น เพราะประกอบด้วยความยินดีในภาวนาและความรื่นรมย์ในภาวนา ฉันนั้น'' 
 + 
 +* อฏฐ.: '''ยถา จ สุวณฺณปญฺชเรปิ ปกฺขิตฺโต สีโห มิราชา นาภิรมติ, ติโยชนสหสฺสวิตฺถเต ปน หิมวนฺเตเยว รมติ,วมยมฺปิ โยคีสีโห ติวิเธ สุคตภเปิ าภิรมติตีสุ อนุปสฺสนาสุเว รมติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และเหมือนอย่างี่ราชสีห์แห่งเนื้อที่ถูกขังไว้แม้ในกรงทอง ย่อมไม่เพลดเพลิน ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในหิมวันต์ี่กว้างสามพันยชน์เท่านั้น ฉันใด โยคีสีห์นี้ก็ย่อมไม่เพลิดเพลินแม้ในสุคติภพทั้งสาม ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในอนุปัสสนาทั้งสามเท่านั้น ฉันนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยถา จ สพฺพเสโต สตฺตปฺปติฏฺโฐ อิทฺธิมา เวหาสงฺคโม ฉทฺทนฺโต นาคราชา นครมชฺเฌ นาภิรมติ, หิมวติ ฉทฺทนฺตรหเทเยว รมติ, เอวมยํ โยคีวรวารโณ สพฺพสฺมิมฺปิ สงฺขารคเต นาภิรมติ, ‘‘อนุปฺปาโท เขม’’นฺติอาทินา (ปฏิ. ม. ๑.๕๓) นเยน นิทฺทิฏฺเฐ สนฺติปเทเยว รมติ, ตนฺนินฺนตปฺโปณตปฺปพฺภารมานโส โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และเหมือนอย่างที่พญานาคราชชื่อฉัททันต์ ีขาวทั้งตัว มีเท้า ๗ เท้า มีฤทธิ์ ไปในากาศ ย่อมไม่เพลิดเพลินท่ามกลางนคร ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในสระฉัททันต์ในหมวันต์เท่านั้น ฉันใด โคีวรวารณะนี้ก็ย่อไม่เพลิดเพลินในสังขารทั้งปวง ย่อมรื่นรมย์เฉพาะในสันติบทอันแสดงไว้โดยนัยว่า ‘‘วามไม่กิดเป็นเขมะ’’ เป็นต้น (ปฏิสัมภิทามรรค ๑.๕๓) มีใจน้อมไป โอนไป โน้มไปสู่สิ่งนั้น'' 
 + 
 +อฏฺฐ.: '''เอตฺตาวตา ตสฺส นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ อุปฺปนฺนํ โหตีติฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''ด้วยเพียงเท่านี้ นิพพิทานุปัสสนาญาณของเขาย่อมเกิดขึ้นแล้ว'
 + 
 +== [๙] มุญฺจิตุกมฺยตาฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขาุเปกฺขสุ ญาณํ == 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มุญฺจิตุมฺยตาปิสงฺขาสฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณนฺติ มุญฺจิตุํ จชิตุํ กาเมติ อิจฺฉตีติ มุญฺจิตุกาโม, มุญฺจิตุกามสฺส ภาโว มุญฺจิตุกมฺยตาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ''' ความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะปล่อย จะสละ จึงชื่อว่า ''ุญฺจิตุกโม'' ภาวะแห่งผู้ที่ปรารถนาจะปล่อนั้น ชื่ว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปฏิสฺขาติ ุปปริกฺขตีติ ปฏิสงฺขา, ปฏิสงฺขานํ วา ปฏิสงฺขาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ่อพิจาณาโดยแยคาย จึงชื่อว่า ''ปฏิสงฺขา'' หรืว่ากาจารณาโดแยบคายนั้น ชื่อว่า ''ปฏิขา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สนฺติฏฺฐติ อชฺฌุปกฺขตีติ นฺิฏฺฐนาสนฺติฏฺฐนํ วา สนฺติฏฺฐนาฯ 
 +ฏฺฐ.แปล: ย่อมตั้งมั่น ย่อมวงเฉย จึงชื่อ่า ''นฺติฏฺฐนา'' หรืว่าการตั้งมั่นนั้น ชื่อว่า ''สนฺติฏฺฐนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มุญฺจิตุกมฺยตา จ สา ปฏิสงฺขา จ สนฺตฏฺฐนา จาติ มุญฺจิตุมฺยตาปฏิขานฺติฏฺฐนาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ุญจิตุกมฺยตา'' ก็ดี ''ปฏิสงฺขา'' ก็ดี ''สนฺติฏฺฐนา'' ก็ดี ดังนี้รวมกันจึงชื่อว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิติ ปุพฺพภาเค นิพฺพิทาญาเณน นิพฺพินฺนสฺส อุปฺปาทาทีนิ ปริจฺจชิตุกามตา มุญฺจิตุกมฺยตาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ในเบื้องต้น คามปรารถนาะละอุปาทาทิของบุคคลผู้เบื่อห่าด้วยนิพพิทาญาณ ชื่อว่า ''มุญฺจิตุกมฺยตา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มุญฺจนสฺส อุปายกรณตฺถํ มชฺเฌ ปฏิงฺขานํ ปฏิสงฺขาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในท่ามกลาง การพิจารณาดยแยบคายเพื่อกระทำอุบายแห่งการปล่อย ชื่อว่า ''ปฏิสงฺขา'
 + 
 +* อฏฺฐ.: มุญฺจิตฺวา อวสาเน อชฺฌุเปกฺขนํ สนฺติฏฺฐนาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในที่สุด เมื่อปล่อยแล้ว วางเฉย ชื่ว่า ''สนฺติฏฺฐนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอํ อวตฺถาเภเทน ติปฺปการา ปญฺญา สงฺขารานํ อชฺฌเปกฺขนาุ ญาณํ, มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนาสงฺขาตานํ อตฺถเภเทน ภินฺนานํ ติฺสนฺนมฺปิ ปญฺญานํ สงฺขารุเปกฺขํ อิจฺฉนฺเตน ปน ‘‘ปญฺญา’’ติ จ ‘‘สงฺขารุเปกฺขาสู’’ติ จ พหุวจนํ กตํ, อวตฺถาเภเทน ภินฺนสฺสาปิ เอกตฺตา ‘‘ญาณ’’นฺติ เอกวจนํ กตนฺติ เวทิตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ปัญญาอันมีสามประการโดยความต่างแห่งอวตถา ย่อมเป็นญาณในอาการวางเฉยต่อสังขารทั้งหลาย ส่วนเมื่อประสงค์จะแสดงความเป็นสังขารุเปกขาของปัญญาทั้งสามันต่างกันโดอวตถา อันีชื่อว่ามุญจิตุกัมยตา ปฏิสังขา สันติฏฐนา จึงกะทำพหุวจนะว่า ‘‘ปญฺญา’’ และ ‘‘สงฺขาุเปกฺขาสุ’’ แม้จะต่างกันโดยอวตถาก็ตาม แต่เพราะวามเป็นหนึ่งเดยวกัน จึงกระทำเอกวจนะวา ‘‘ญาณํ’’ ดังน้พึงทราบ 
 + 
 +ฏฺฐ.: วุตฺตญฺจ – ‘‘ยา จ มุญฺจิตุกมฺยตา ยา จ ปฏิสฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา, อิเม ธมฺมา เอกฏฺฐา, พฺยญฺชนเมว นาน’’นฺติ (ปฏิ. ม. ๑.๒๒๗)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และได้ตรัสไว้แล้วว่า ‘‘มุญจิตุกัมยตาก็ดี ปฏิสังขานุปัสสนาก็ดี สังขารุเปกขากดี ธรรมเหล่าี้มีอรรถอย่างเดียวกัน มีพยัญชนะ่างกันเท่านั้น’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เกจิ ปน ‘‘สงฺขารุเกฺขาสูติ พหวจนํ สมถวิปสฺสนาวเสน สงฺขาุเปกฺขานํ พหุตฺตา’’ตปิ วทนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บางท่านกล่าวว่า ‘‘คำว่า งฺขารุเปกฺขาุ เป็นพหุวจนะ เพราะสังขารุเปกขาทั้งหลายมีมากโดยสมถะและวิปัสสนา’’ ดังนี้ก็มี 
 + 
 +* อฏฐ.: งฺขารุเปกฺขาสูติ จ กิริยาเปกฺขนฺติ เตพพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ พึงทราบว่าหมายถึงการวางเฉยอันเป็นกิริยา 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อวตฺถาเภเทน ปน เตน นิพฺพิทาญาน นิพฺพินฺทนฺตสฺส อุกฺกณฺฐนฺตสฺส สพฺพภวยนิคติวิญฺญาณฏฺฐิติตฺตาวาสคเตสุ สเภทเกสุ สงฺขาเรสุ จิตฺตํ น สฺชติ น ลคฺคติ น พชฺฌติ, สพฺพสงฺขรคตํ มุญฺจิตุกามํ ฉฑฺเฑตุกามํ โหติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ส่วโดยคว่างแห่งอวตถา จตขงบคคลผู้เบื่อหน่าย ผู้ระอาอยู่ด้วยนิพพิทาญาณนั้น ย่อมไม่ติด ไม่ข้อง ไม่ถูกมัดในสังขารทั้งหลายอันมีประเทเดีวกัน อันเป็นไปในภพ ยนิ คิ วิญญาณฐิติ สัตตาวาสทั้งปวง ย่มเป็นผู้ปรารถนาจะปล่อย จะทิ้งซึ่งสังขารทั้งปวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อถ วา ยถา ชาลพฺภนฺตรคต มจฺ, สปฺปมุขคโต มณฺฑูโก, ปญฺชรปกฺขโต วกุกฺกุโฏ, ทฬฺหปาสวสคโต มิโค, ตุณฺฑิกหตฺถคต สปฺโป, มหาปงฺกปกฺขนฺโท กุญฺชโร, สุปณฺณมุขคโต นาคราชา, ราหุมุขปวิฏฺฐ จนฺโท, สปตฺตปริกฺขิตฺโต ปุริโสติเอวมาทโย ตโต ตโต มฺุจิตุกามา นิสฺสริตุกามาว โหนฺติ, เอวํ ตสฺส โยคิโน จิตฺตํ สพฺพสฺมา สงฺขารคตา มุจฺจิตุกามํ นิสฺสริตุกามํ โหติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนปลาที่ติดอยู่ในข่าย กบที่ตกอยู่ในปากงู ไก่ป่าที่ถูกขังไว้ในกรง เนื้อที่ติดอยู่ในบ่วงอันมั่นคง งูที่ถูกจับไว้ในมือของหมองู ช้างที่จมลงในนใหญ่ นาคราชที่ตกอยู่ในปากครุฑ จันทร์ที่ถูกกลืนข้าไปในปาราหู บุรุษที่ถูกข้าศึกแวดล้อม ดังนี้เ็น้น ย่อมปรารถนาจะพ้น จะหลุดออกจากที่นั้น ๆ ฉันใด จตของโยคีนั้นก็ย่อมเป็นผู้ปรารถนาจะพ้น จะหลุดออกจากสังขารทั้งปวง ฉันนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวญฺหิ วุจฺจมาเน ‘‘มุจฺจิตุกามสฺส มุจฺจิตุกมฺยตา’’ติ ปาโฐ ยุชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อกล่าวอย่างนี้ บทว่า ‘‘มุจฺจิตุกามสฺส มุจฺจิตุกมฺยตา’’ ย่อมสมควร 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวญฺจ สติ ‘‘อุปฺปาทํ มุญฺจิตุกมฺยตา’’ติอาทีสุ ‘‘อุปฺปาา มุจฺจิตุกมฺยตา’’ติอาทิ วตฺตพฺพํ โหติ, ตสฺมา ปุริโม เอว อตฺโถ สุนฺทรตโรฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และเมื่อเป็อย่างนี้ ในคำว่า ‘‘อุปฺปาทํ มุญฺจตุกมฺยตา’’ เป็นต้น ก็ควรกล่าวว่า ‘‘อุปฺปาทา มุจฺจิตุกมฺยตา’’ เป็นต้น ฉะนั้น อรรถอันก่อนนั่นแลจึงงามกว่า 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อถสฺส สพฺพสงฺขาเรสุ วิคตาลยสฺส สพฺพสงฺขารคตํ มุญฺจิตุกามสส มุญฺจิุกมฺยตาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ต่อจากนั้น มุญจิตุกัมยตาญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ปราศจากอาลัยในังขารทั้งปวง ผู้ปรารถาจะปล่อยซึ่งสังขารทั้งปวง 
 + 
 +* อฏฐ.: โส เอวํ สพฺพภวโยนิคิวิญฺญาณฏฺฐิติสตฺตาวาสคเต สเภทเก สงฺขาเร มุญฺจิตุกาโม มุญฺจนสฺส อุปาสมฺปาทนตฺถํ ปุน เต เอว สงฺขาเร ปฏิสงฺขานุปสฺสนาญาเณน ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา วิปสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เขานั้นเมื่อปรารถนาจะปล่อยสังขารทั้งหลายอันมีประเภทเดียวัน อันเป็นไปในภพ โยนิ ติ ิญญณฐิติ สัตตาวาสทั้งปวง ดังนี้ เพื่อใ้ถึงพร้อซึ่งอุบายแห่งการปล่อย จึงพิจารณาสังารเหล่านั้นนั่นแลีกด้วยปฏิสัขานุปัสสนาญาณ โดยยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวญฺหิ วิปสฺสโต สฺส อนิจฺจวเสน นิมิตํ ปฏิงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติ, ทุกฺขวเสน ปวตฺตํ ปฏิสงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติ, อนตฺตวเสน นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ปฏิสงฺขาญาณํ อุปฺปชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อเขากำลงพิจารณาอยู่อย่างี้ ปฏิสังขาญาณอันมีนิมิตโดยความเป็นอนิจจังย่อมเกิดขึ้น ปฏิสังขาญาณอันมีปวัตติโดยความเป็นทุกข์ย่อมเกิดขึ้น ปฏิังขาญาณอันมีทั้งนิมิตและปวัตติโดยความเป็นอนัตตาย่อมเกิดขึ้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: โส ปฏิสงฺขานุปสฺสนาญาเณน ‘‘สพฺเพ สงฺขารา สุญฺญา’’ติ ทิสฺวา ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา สงฺขาเร ปริคฺคณฺหนฺโต ภยญฺจ นนฺทิญฺจ วิปฺปหาย ภริยาย โทสํ ทิสฺวา วิสฺสฏฺฐภริโย วิย ปุริโส ตสฺสา ภริยาย สงฺขาเรสุ อุทาสีโน โหติ มชฺฌตฺโต, ‘‘อห’’นฺติ วา ‘‘มม’’นฺติ วา น คณฺหาติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เขานั้นเห็นด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณว่า ‘‘สังขารทั้งปวงว่างเปล่า’’ แล้วยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ กำหนดสังขารทั้งหลาย ละภัยและความเพลิดเพลินเสีย เห็นโทษแห่งภรรยา เหมอนุรุษผู้สละภรรยาแล้ว ย่อมป็ผู้วางเฉย เป็นผู้เป็นกลางต่อสังขารทั้งหลายเหมอนตอภรรยานั้น ย่อมไม่ถือว่า ‘‘เรา’’ หรือว่า ‘‘ของเรา’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต ตีสุ ภเวสุ จิตฺตํ ปติลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อเารู้เห็นยู่อย่านี้ จิตในภพทั้งสามย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เสยฺยถาปิ นาม ปุมปลาเส อีสกํ โปเณ อุทกผุสิตานิ ปติลียนฺติ ปฏิกุฏนฺติ ปฏิตฺตนฺติ น สมฺปสาริยนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เปรียบเหมือนหยดน้ำบนใบบัวทีเอียงเล็กน้อย ย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เสยฺยถาปิ วา ปน กกฺกุฏปตฺตํ วา นฺหาุททฺทุลํ วา อคฺคมฺหิ ปกฺขิตฺตํ ปติลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น มฺปสาริยติ, เอวํ ตสฺส ตีสุ ภเวสุ ิตฺตํ ปติลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิตฺตติ น สมฺปสาริยติ, อุเปกฺขา สณฺฐาติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: หรือเปรียบเหมือนขนไก่หรือเอ็นที่โยนเข้าไปในไฟ ย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก ฉันใด จิตของเขานั้นในภพทั้งสามก็ย่อมถอยกลับ ย่อมหดตัว ย่อมหันกลับ ย่อมไม่แผ่ขยายออก ฉันนั้น อุเบกขาย่อมตั้งมั่น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวมสฺส สงฺขารุเปกฺขาาณํ อุปปนฺนํ โหติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ดังนี้สังขารุเปกขาญาณของเขาย่อมเกิดขึ้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิมินา สงฺขารุเปกฺขาญาเณน สทฺธิํ อุปริ คตฺรภุญาณฺส สาธกํ อนุโลมญาณํ ปุพฺพาปรญาเณหิ อวฺุตมฺปิ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพฯ 
 +* อฏฺฐ.แล: พึงทรบว่า อุโลมญณอันเป็นสาธกแห่งโครภูญาณเบื้องบน พร้อมด้วยสังขารุเปกขาญาณนี้ แม้ไม่ได้กล่าวไว้ด้วยญาณก่อนและหลัง ก็ชื่อว่าได้กล่าวไว้แล้ว 
 + 
 +* อฏฺฐ.: วุตฺตญฺหิ ภควตา – 
 +‘‘โส วต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ กญฺจิ สงฺขารํ นิจฺจโต สมนุปสฺสนฺโต โลมิกาย ขนฺติยา สมนฺนาคโต วิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ, อนุโลมิกาย ขนฺติยา อสมนฺนาคโต สมฺมตฺตนิยามํ โกมิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ, สมฺมตฺตนิยามํ อนกฺกมมาโน โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตผลํ วา สจฺฉิกริสสตีติ เํ ฐานํ วิชฺชตี’’ติาทิ (อ. นิ. ๖.๙๘; ปฏิ. ม. 3.36)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้แล้วว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ โดยพิจารณาห็นสังขารใด ๆ โดยความเป็นของเที่ยง ดังนี้ ย่อมไม่มี  ข้อที่ผู้ไม่ประอบด้วยอนุโลมิกขันติ พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ดังนี้ ย่อมไม่มี  ข้อที่ผู้ไม่ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม พึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาัตติผล หรือสกทาคามิผล หรืออนาคามิผล หรืออรหัตตผล ดังนี้ ย่อมไม่มี’’ เป็นต้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: วุตฺตญฺจ ธมฺมเสนาตินา – 
 +‘‘กติหากาเหิ อนุโลมิํ ขนฺติํ ปิลภติ? กติหากาเรหิ สมมตฺตนยามํ โอกฺกมติ?ตฺตาลีสาย อากาเรหิ อนุโลมิกํ ขนฺติํ ปฏิลภติ, ตฺตลีสาย อากาเรหิ สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมตี’’ติอาทิ (ปฏิ. ม. 3.37)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และท่านธรรมเสนาบดีก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า ‘‘ย่อมได้ซึ่งอนุโลมิกขันติด้วยอากาเท่าไร ย่อมก้าวลงส่สัมมัตตนิยามดวยอาเท่าไร ย่อมได้ซึ่งอนุโลมิกขันติด้วยอาการสี่สิบ ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการสี่สิบ’’ เป็นต้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปฏฺฐาเน เจตํ วุตฺตํ ภควตา – 
 +‘‘อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโยฯ อนุโลมํ โวทานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย’’ติอาทิ (ปฏฺฐา. 1.1.417)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แลในปัฏฐานนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ล้วว่า ‘‘อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภูโดยอนันตรปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานโดยอนันตรปัจจัย’’ เป็นต้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺส หิ ตํ สงฺขารุเปกฺขาญาณํ อาเสวนฺตสฺส ภาเวนฺตสฺส พหุลีกโรนฺตสฺส อธโมกฺขสทฺธา พลวตรา โหติ, วีริยํ สุปคฺคหิตํ, สติ สูปฏฺฐิตา, จิตฺตํ สุสมาหิตํ, สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ติกฺตรํ ปวตฺตติฯ 
 +ฏฺฐ.แปล: จริอยู่ เมื่อเขานั้นเสพ เจิญ ทำให้มากซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้น อธิโมกขสัทธาย่อมมีกำลังมากกว่า วิริยะย่อมถูกประคองดี สติย่อมตั้งมั่นี จิตย่อมตั้งมั่นดี สังขารุเปกขญาณย่อมเป็นไปอย่างคมยิ่ง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺส อิทานิ มคฺโค อุปฺปชฺชิสฺสตีติ สงฺขารุเปฺขาย งฺขาเร ‘‘นิจฺจา’’ติ วา ‘‘ทุกฺขา’’ติ วา ‘‘อนตฺตา’’ติ วา สมฺมสิตฺวา ภวฺคํ โอตรติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อเาคิดว่า บัดนีมรรคจักเกิดขึ้น จึงกำหนดสังขรด้วยสัขารุเปกขาว่า ‘‘อนิจจา’’ หรือว่า ‘‘ุกขา’’ หรือวา ‘‘อนตตา’’ แลวลู่ภวังค์ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ภวงฺคานฺตรํ สงฺขารุเปกฺขาย กตนเยเนว สงฺขาเร ‘‘อนิจฺจา’’ติ วา ‘‘ทุกฺขา’’ติ วา ‘‘อนตฺตา’’ติ วา อารมฺมณํ กุรุมานํ อุปฺปชฺชติ มนทฺวาราวชฺชนํฯ 
 +* อฏฺฐ.แป: ต่อจาภวังค์ มโทวาราวัชชนะย่อมเกิดขึ้น โดยทำสังขารให้เป็นอารมณ์ว่า ‘‘อนิจจา’’ หรือว่า ‘‘ทุกขา’’ หรือว่า ‘‘อนัตตา’’ ด้วยนัยท่สังขารุเปกขาทำไวนั่นแล 
 + 
 +* อฏฺฐ.:นนฺตรํ ตเถว สงฺขาเร อารมฺมณํ กตฺวา ทฺเว ตณิ จฺตาริ วา ชวนจิตฺตานิ อุปฺปชฺชนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ต่อจากนั้น ชวนจิตสอง สาม หรืสี่ดวง ย่อมเกิดขึ้น โดยทำสังขารห้เป็อารมณ์อย่างเดียวกัน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ อนุโลมญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ญาณที่ประอบด้วยชวจิตนัน ชื่อว่อนุโลมญาณ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตญฺหิ ปุริมานญฺจ อฏฺฐนฺนํ วิปสฺสนาญาณานํ ตถกิจฺจตาย อนุโลมติ, อุริ จ ปตฺตพฺพาํ สฺตติํสาย โพธิปกฺขิยธมฺมาํ อนุโลเมิฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ญณนั้นย่ออนุโลมต่อวิปัสสนาญาณั้งแปดอันก่อน เพราะทำกิจเช่นเดยวกัน และยอมอนุโลมต่อโพธิักขิยธรมทั้งสมสิบเจ็ดอันพึงบรรลุในเบื้องบน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ยถา หิ ธมฺมิโก ราชา วินิจฺฉยฺฐาเน นิสินฺโน อฏฺฐนฺนํ โวหาริกมหามตฺตานํ วินิจฺฉยํ สุตฺวา อคติคมนํ ปหาย มชฺฌตฺโต หุตฺวา ‘‘เอวํ โหตู’’ติ อนุโมทมาโน เตสญฺจ วินิจฺฉยสฺส อนุโลเมติ, โปราณสฺส จ ราชธมฺมสฺสฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรงธรรม ประทับนั่งในที่วินิจฉัย เมื่อทรงฟังคำวินิจฉัยของมหาอำมาตย์ผู้ชำนาญโวหารทั้งแปด ทรงละอคติ ทรงเป็นผู้เป็นง ทรงอนุโมทนาว่า ‘‘จงเป็นอ่างนั้นถิด’’ ย่อมอนุโมทั้งตอคำวินิจฉัยของพวกเขานั้น และต่อราชธรรอันเก่าแก่ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตตฺถ ราชา วิย นุโลมญาณํ, อฏฺฐ โวหาริกมหามตฺตา วิย อฏฺฐ วิปสฺสนาญาณานิ, โปราณราชธมฺโม วิย สตฺตติส โพธิปกฺขิยธฺมา, ยถา ราชา ‘‘เอวํ โหตู’’ติ อนุโมทมาโน โวหาริกานญฺจ วินิจฺฉยฺส ราชธมฺมสฺส จ อนุโลิ, เอวมิํ อนิจฺจาทิวเสน สงฺขาเร อารพฺภ อุปฺปชฺชมานานํ อฏฺฐนฺนญฺจ วิปสฺสนาญาณานํ ตถกิจฺจตาย อนุโลเมติ, อุปริ จ ปตฺตพฺพานํ สตฺตติํสาย โพธิปกฺขิยธมฺมานํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในอุปมานั้น พระราชาเปรียบเหมือนอนุโลมญาณ มหาอำมาตย์ผู้ชำนาญโวหารทั้งปดเปรียบเหมือนวิปัสสนาญาณทั้งแปด ราชธรรมอันเก่าแก่เปรียบเหมือนโพธิปักขิยธรรมทั้งสามสิบเจ็ด ฉันใด พระราชาทรงอนุโมทนาว่า ‘‘จงเป็นอย่างนั้นเถิด’’ ย่อมอนุโลมทั้งต่อคำวินิจฉัยของพวกโวหาริก และต่อราชธรรม ฉันด ญาณี้ที่เกิดขึ้โดยอาศัยสังขารด้วยอาการอนิจจาทิ ก็ย่อมอนุโลมต่อวิปัสสนาญาณทั้งแปด เพราะทำกิจเช่นเดยวกัน และย่อมอนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรมทังสามสิบเจ็ดอันพึงบรรลุในเบื้องบน ฉันนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺมา อนุโลมญาณนฺติ วุจฺจติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ฉะนั้นจึงเรียว่อนุโลมญาณ 
 + 
 +== [๑๐] พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการออกและหันกลับจากภายนอก ชื่อว่าโคตรภูญาณ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณนฺติ เอตฺถ พหิทฺธาติ สงฺขารนิมิตฺตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํ''' ในที่นี้ คำว่า ''หิทฺธา'' หมายถึงสังขารนิมิต 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตญฺหิ อชฺฌตฺตจิตฺตสนฺตาน อกุสลกฺขนฺเธ อุปาทาย พิทฺธาติ วุตฺตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ สังขาริมิตนั้นได้ชื่อว่าภายนอก เพราะอาศัยอกุศลขันธ์ในกระแสจิตภายใน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตสฺมา พหิทฺธา สงฺขารนิมิตฺตมฺหา วุฏฺฐาติ วิตํ หุตฺวา อุทฺธํ ติฏฺฐตีติ วุฏฺฐานํ, วิวฏฺฏติ ปราวฏฺฏติ ปรฺมุขํ โตีติ วิวฏฺฏนํ, วุฏฺฐานญฺจ ตํ วิวฏฺฏนญฺจาติ วุฏฺฐานวิวฏฺฏนํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ฉะนั้น การออกจากสังขารนิิตภายก โดยเป็นผู้ปราศแล้วตั้อยู่ข้างบน ชื่อว่า ''วุฏฺฐาน'' การันกลับ การหันไปข้างอื่น การเป็นผ้หันหน้าไปข้างอื่น ชื่อว่า ''วิวฏฺฏน'' ั้งวุฏฐานและวิวัฏฏนนั้นรวมกันชื่อว่า ''วุฏฺฐานวิวฏฺฏน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เตเนวาห – 
 +‘‘โคตฺรภุญาณํ สมุทยสฺส อสมุจฺฉินฺทนโต ปวตฺตา น วุฏฺฐาติ, นิพฺพานารมฺมณโต ปน นิมิตฺตา วุฏฺฐาตติ เอกโต วุฏฺฐานํ โหตี’’ติ (วิสุทฺธิ. ๒.๘๒๗)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ด้วยเหตุนั้นทานจึงกล่าวว่า ‘‘โคตรภูญาณย่อมไม่ออกจากปวัตติ เพราะยังไม่ตัดสมุทัย แต่ย่อมออกจากนิมิตเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์ ดังนี้จึงป็วุฏฐานดานเดียว’’ 
 + 
 +ฏฺฐ.: ปุถุชฺชนโคตฺตาภิภวนโต อริยโคตฺตภาวนโต โคตฺรภุฯ 
 +* อฏฺฐ.แปลเพราะครอบงำปุถุชนโคตร เพราะยังอริยโคตรให้เจริญ จึงชื่อว่า ''โคตฺรภุ'
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิทญฺหิ อนุโลมญาณหิ ปทุมปลาสโต อุทกมิว สพฺพสงฺขารโต ปติลียมาจิตฺตสฺส อนุลมญาณฺส อาเสวนนฺเต ิมิตฺตํ นิพฺพานํ อารมฺมณํ กุรุมานํ ปุถุชฺชนโคตฺตํ ปุถุชฺชนสงฺขํ ปุถุชฺชนภูมิํ อติกฺกมมานํ อริยโคตฺตํ อริยสงฺขํ อริยภูมิํ โอกฺกมมานํ นิพฺพานารมฺมณ ปฐมาวตฺตนปฐมาโภคปฐมสมนฺนาารภูํ มคฺคสฺส อนนฺตรสมนนฺตราเสวนอปนิสฺสยนตฺถิวิคตวเสน ฉหิ อากาเรหิ ปจฺจยภาวํ สาธยมานํ สิขาปฺปตฺตํ วิปสฺสนาย มุทฺธภูตํ อปุนราวตฺตกํ อุปฺปชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ญาณนี้ย่อมกิดขึ้นในที่สุดแห่งการเสพอนุโลมญาณของจิที่กำลังถอยกลับจากสังขารทั้งปวง เหมือน้ำที่ถอยลับจากใบบัว ด้วยอนุโลมญาณทั้งหลาย โดยทำนิพพานอันไม่มีนิมิตให้เป็นอา์ กำลังก้าวล่วงปุถุชนโคตร ปุถุชนสังขยะ ปุถุชนภูมิ กำลังก้าวลงสู่อริยโคตร อริยสังขยะ อริยภูมิ ป็นปฐมาวัตตนะ ปฐมาโภค ปฐมสมันนาหารในนิพพานอารมณ์ กำลังยังปัจจัยภาพให้สำเร็จด้ยอการหก คือ อนันตะ สมันนันตะ อาเสนะ อุปนิสสยะ นัตถิ วิคตะ เป็นท่สุดแห่งวิปัสสนา เป็นอดแห่งวิปัสสนา ไม่กลับมาอีก 
 + 
 +== [๑๑] ทุภโต วุฏฺฐานววฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการออกและหันกลับจากทั้งสองด้าน ชื่อว่าญาณในมรรค 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ทุภโต วุฏนวิวฏฺฏเน ญฺญา มคฺเค ญาณนฺติ เอตฺถ ทุภโตติ อุภโต, ทฺวโตติ วา วุตฺตํ โหติฯ 
 +ฏฺฐ.แล: '''ทุภโต วุฏฐานวิวฏฺฏเน ญฺญา มคฺเค ญาณํ''' ในท่นี้ คำว่า ''ทุภโต'' หมาถึงทั้งสองด้าน หรือว่าจากสองอย่าง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: กิเลสานํ สมุจฺฉินฺทนโต กิเลเสหิ จ ตทนุวตฺตกกฺขนฺเธหิ จ นิพฺพานารมฺมณกรณโต พหิทฺธา สพฺพสงฺขารนิมิตฺเตหิ จ วุฏฺฐาติ วิวฏฺฏตีติ ทุภต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่ออกและหันกลับจากทั้งองด้าน เพราะัดกิเลส เพระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ จึงออกจากกิเลสและขันธ์อันเป็นไปตามกิเลสนั้น และจากสังขารนิมิตภายนอกทั้งปง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เตเนวาห – 
 +‘‘จตฺตาริปิ มคฺคญาณานิ อนิมิตฺตารมฺมณตฺตา นิมิตฺตโต วุฏฺฐหนฺติ, สมุทยสฺส สมุจฺฉินฺทนโต ปวตฺตา วุฏฺฐหนฺตีติ ทุภโต วุฏฺฐานานิ โหนฺตี’’ติ (วิสุทฺิ. ๒.๘๒๗)ฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ‘‘มรรคญาณทั้งสี่ ย่อมออกจากนิมิต เพราะมีอนิมิตเป็นอารมณ์ ย่อมออกจากปวัตติ เพราะตัดสมุทัย ดังนี้จึงเป็นวุฏฐานทั้งสองด้าน’’ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: มคฺเค ญาณนฺติ นิพฺพานํ มคฺคติ เปกฺขติ, นิพฺพานตฺถิเกหิ วา มคฺคียติ อนฺเวสียติ, กิเลเส วา มาเรนฺโต คจฺฉติ ปวตฺตตีติ มคฺโค, ตสฺมิํ มคฺเค ญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า ''มคฺเค ญาณํ'' ความว่า ย่อมแสวงหา ย่อมเพ่งดูนิพพาน หรือว่าถูกแสวงหา ถูกค้นหาโดยผู้ต้องการนิพพาน หรือว่าเป็นไปโดยฆ่ากิเลส จึงชื่อว่ามรรค ญาณในมรรคนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ชาติคฺคหเณน เอกวจนํ กตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: กระทำเอกวจนะดยการถือเอาชาติ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตญฺหิ โคตฺรภุญาณฺส อนนฺรํ นิพฺพนํ อารมฺมณํ กุรุมานํ สยํชฺเฌ กิเลเส นิรวเสสํ สมุจฺฉินฺทมานํ อนมตคฺคสํสารวฏฺฏทุกฺขสมุทฺทํ โสสยมานํ สพฺพาปายทฺวารานิ ปิทหมานํ สตฺตอริยนสมฺมุขีภาวํ กุรุมานํ อฏฺฐงฺคิํ มิจฺฉมคฺคํ ปชหมานํ สพฺพเวภยานิ วูปสมยมานํ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส โอรสปุตฺตภาวมุปนยมานํ อญฺญานิ จ อเนานิ อานิสํสสตานิ ปฏิลาภยมานํ มคฺคญาณํ อุปฺปชฺชติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ มรรคญาณนั้นย่อมเกิดขึ้นต่อจากโคตรภูญาณ โดยทนิพพานใ้เป็อารมณ์ กำลังตักิเลสอันควฆ่าเองใหหมสิน กำลังทำให้มหาสมุทรแห่งทุกข์ในสังสารัฏอันไม่มีเบื้องต้นแห้งลง กำลังปิดประตูอบาทั้งปวง กำลังทำใ้ถึงพร้อมซึ่งอริยทรัพย์ทั้งเจ็ด กำลังละมิจฉามรรคอันประกอบด้วยองค์แปด กำลังระงับเวรและภัยทั้งปวง กำลังนำไปส่ความป็นบุตรโดยชอบของพระสัมมสัมพุทธเจ้า แลกำลังให้ได้ซึ่งอานิงส์อื่นอีกหลายร้อยประการ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ฐาตุํ อจฺฉํ ปุริโส, ลงฺฆิตฺวา มาติกาย ปรตีเร; 
 +เวเคนาคมฺม ยถา, คณฺหิตฺวา โอริมติรตรุพทฺธํฯ 
 +รชฺชุํ วา ทณฺฑํ วา, อุลฺลงฺฆิตฺวาน ปารนินฺนตนุ; 
 +ปาราปนฺโน ปน ตํ, มุญฺจิย เวธํ ปติฏฺฐหติ ปาเรฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บุรุษผู้ปรารถนาจะยืนอยู่ เมื่อข้ามแม่น้ำใหญ่ไปสู่ฝั่ง้น ด้วยกำลงอันมาถึง ย่อมจับเชือกหรือไม้ที่ผูกไว้ที่ต้นไม้ฝั่งนี้ แล้วกระโดดข้ามไป ร่างกายโน้มไปสู่ฝั่งโน้น เมื่อึงฝั่งโน้นแล้ว จึงปล่อยเชือกหรือไม้นั้น แล้วตั้งมั่นอย่ที่ฝั่งโน้นด้วยความสั่นสะท้าน 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอวํ โยคาวจโร,ายมยมฺิ โอริเม ตีเร; 
 +ทิฏฺฐภโย อภเย ป, ฐาตุํ อิจฺฉํ อมตปาเรฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ฉันใด โยคาวจู้เห็นภัยในฝั่งนี้คือสักกายะ ปรารนาจะยืนอย่ในฝั่งโน้นคืออมตะอันไม่มีภัย 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อุทยพฺพยานุปสฺส , ปภุติเวเคน อาคโต รชฺชุํ; 
 +รูปาวฺหํ ณฺฑํ วา, ตทิตรขนฺธาวฺหยํ สมฺมาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อมาถึงด้วยกลังอันเริ่มต้นจากอุทยัพพยานุปัสสนา ย่อมจับเชือกอันมีชื่อว่ารูป รือไมอันมีชื่อว่าขันธ์อื่นอย่างถูกต้อง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: คณฺหิตฺวา อาวชฺชน, จิตฺเตน หิ ุพฺพวุตฺตนยโตว; 
 +อนุโลเมหุลฺลงฺฆิย, นิพฺพุตินินฺโน ตทาสโนปคโตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เมื่อจับด้วยจิตคืออาวัชชนะ ด้วยนัยที่กล่าวไว้ก่อนนั่นแล กะโดดข้มด้วยอนุโลมทั้งหลาย โน้มไปสู่นิพพาน เข้าถึงอาสนะนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ตํ มุญฺจิย โคตฺรภุนา, อลทฺธอาเสวเนน ตุ ปเวธํ; 
 +ปติโต สงฺขตปาเร, ตโต ปติฏฺฐาติ มคฺคญาเณนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แล้วปล่อยเชือหรือไม้นั้นด้วยโคตรภู ยังไม่ได้อาเสวนะ จึงสั่นสะท้าน ตกลงที่ฝั่งแห่งสังขตะ ต่อจากนั้นจึงตั้งมั่นด้วยมรรคญาณ 
 + 
 +* อฺฐ.: ปสฺสิตุกาโม จนฺทํ, จนฺเท ฉนฺนมฺิ อพฺภปฏเลหิ; 
 +ถุลกสุขุมสุขุเมสุ, อพฺเภสุ หเฏสุ วายุนา กมโตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บุุษผู้ปรารถนาจะเห็นจันทร์ เมจันทร์ถูกบังด้วยชั้นเมฆ ก้อนเมฆหยาบ ละเอียด และละเอียดยิ่ง ถูกพัดไปตามลำดับด้วยลม 
 + 
 +* อฏฺฐ.: จนฺทํ ปสฺเสยฺย นโร, ยถา ตเถวานุโลมญาเณหิ กมา; 
 +สจฺจจฺฉาทกโมเห, วินาสิเต เปกฺขเต หิ โคตฺรภุ อมตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมเห็นจันทร์ ฉันใด เมื่อโมหะอันปกปิดสัจจะถูกทำลายด้วยอนุโลมญาณตามลำดับ โคตรภูก็ย่อมเพ่งดูอมตะ ฉันนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: วาตา วิย เต จนฺทํ, อมตํ น หิ เปกฺขเรนุโลมานิ; 
 +ปุริโส อพฺภานิ ยถา, โคตฺรภุ น ตมํ วิโนเทติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ลมทั้งหลายไม่เห็นจันทร์ ฉันด อนุโลมทั้งลายก็ไม่เพ่งดูอมตะ ฉันนัน บุรุษไม่พัดเมฆให้หายไป ฉันใด โคตรภูก็ไม่กำัดความมืด ฉันนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ภมิตมฺหิ จกฺกยนฺเต, ฐิโต นโร อญฺญทินฺนสญฺญาย; 
 +อุสุปาเต ผลกสตํ, อเปกฺขมาโน ยถา วิชฺเฌฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บุรุษผู้ยืนอยู่ที่ล้อเกวียนที่กำลังหมุน ด้วยสัญญาที่ผู้อื่นใ้ไว้ เมื่อลกศรตกลง ย่อมเพ่งดูแผ่นไม้ร้อยแผ่น แล้วยิงถูก ฉันใด 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อวมิธ มคฺคญาณํ, โคตฺรภุนา ทินฺนสญฺญมวิหาย; 
 +นิพฺพาเน วตฺตนฺตํ, โลภกฺขนฺธาทิเก ทาเลติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้มรรคญาณกฉันนั้น เมื่อไม่ละสัญญาที่โคตรภุใ้ไว้ กำลังเป็นไปในนิพพาน ย่อมทำลายโลภขันธ์เป็น้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สํสารทกฺขชลธิํ , โสสยติ ปิทติ ทุคฺคติทฺวาํ; 
 +กุรุเต จ ริยธนินํ, มิจฺฉามคฺคญฺจ ปชหาติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมทำให้มหาสมุทรแห่งทุกข์ในสังสารแห้งลง ย่อมปิดประตูทุคติ ย่อมทำให้ถึงพร้อมซึ่งอริยทรัพย์ ย่อมละมิจฉามรรค 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เวรภยานิ สมยเต, กโรติ นาถสฺส โอรสสุตตฺตํ; 
 +อญฺเญ จ อเนกสเต, อานีสํเส ททาติ ญาณมิทนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมระงับเวรและภัยทั้งหลาย ย่อมกระทำให้เป็นบุตรโดยชอบของพระนาถะ และย่อมให้อานิสงส์อื่นอีกหลายร้อยประการ ญาณนี้ 
 + 
 +== [๑๒] ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ปญฺญา ผล ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: ปโยปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ปญฺญา ผเล ญาณํ ฯ 
 +* ปิฏก.แปล: ปัญญาในอาการะงับแห่งความเพียร ชื่อว่าญาณในผล 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณนฺติ เอตฺถ ปโยโคติ ภุโส โยโค, ผลสจฺฉิกิริยาย มคฺคภาวนาย อุภโต วุฏฺฐานปโยโค, ตสฺส ปโยคสฺส ปฏิปฺปสฺสมฺภนํ นิฏฺฐานํ ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณํ''' ในที่นี้ คำว่า ''ปโยค'' หมายถึควาเพียรอย่างแรง คือความเพียรแห่งการออกทั้งสองด้าเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล ด้วยการเจิญมรรค การระงับ กาสินสุดแห่งความเพียรนั้น ชื่อว่า ''ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิ'
 + 
 +อฏฺฐ.: กิํ ตํ? จตุมคฺคกิจฺจปริโยสานํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ความเพียรนั้นคืออะไร คือที่สุดแห่งกิจแห่งมรรคทั้งสี่ 
 + 
 +* อฏฺฐ.: สฺสา ปโยคปฏิปฺปสฺสทฺธิยา เหตุภูตาย ปวตฺตา ผเล ปญฺญา ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เป็นไปในผล เพราะมีปโยคปฏิปัสสัทธิเป็นเหตุ ชื่อว่า ''ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา'
 + 
 +* อฏฺฐ.: ผลติ วิปจฺจตีติ ผลํ, ตฺมํ ผเล ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล:อมให้ผล ย่อมสุกอม จึงชื่อว่าผล ญาณที่ประกอบด้วยผลนั้นในผลนั้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: เอเกกสฺส หิ มฺคญาณสฺส อนนฺตรา ตสฺส ตสฺเสว วิปากภูตานิ นิพฺพานารมฺมณานิ ตีณิ วา ทฺเว วา เอกํ วา ผลจิตฺตานิ อุปฺปชฺชนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: จริงอยู่ ต่อจากมรรคญาณแต่ละอย่าง ผลจิตสามดวง หรืองดวง หรือหนึ่งดวง อันเป็นวิบากแห่งมรรคนั้น ๆ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมเกิดขึ้น 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อนนฺตรวิปากตฺตาเยว โลกุตฺตรกุสลานํ ‘‘สมาธิมานนฺตริกญฺญมาหู’’ติ (ขุ. ปา. ๖.๕; สุ. นิ. ๒๒๘) จ, ‘‘ทนฺธํ อานนฺตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยายา’’ติ (อ. นิ. ๔.๑๖๒) จ อาทิ วุตฺตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราเป็นวิบากอันมีอนันตรภาพนั่นแล จึงด้ตัสไว้ว่า ‘‘เขากล่าวว่าสมาธิมีอนันตริกะ’’ และว่า ‘‘ย่อมถึงซึ่งอนันตริกะช้าเพความิ้นอาสวะ’’ เป็นต้น แก่โลกุตตรกุศลทั้งหลาย 
 + 
 +* อฏฺฐ.:ฺส ทฺเว อนุโลมาน, ตสฺส ตติยํ โคตฺรภุ, จตุตฺถํ มคฺคจิตฺตํ, ตีณิ ผลจิตฺตานิ โหนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ผู้ใดมีอนุโลมสองดวง ผู้นั้นมีโคตรภูเป็นดวงทีสาม มรรคจิตเป็นดวงที่สี่ ผลจิตสามวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ยสฺส ตีณิ อนุโลมานิ, ตสฺส จตุตฺถํ โคตฺรภุ, ปญฺจมํ มคฺคจิตฺตํ, ทฺเว ผลจิตฺตานิ โหนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ผูใดมีอนุโลมสามดวง ผู้น้นมีโคตรภูเป็นดวที่สี่ รรคจิตเป็นดวงที่ห้า ผลจิตสองดวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: ยสฺส จตฺตาริ อนุโลมานิ, ตสฺส ปญฺจมํ โคตฺรภุ, ฉฏฺฐํ มคฺคจิตฺตํ, เอกํ ผลจิตฺตํ โหติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ผู้ใดมีอนุโลมสี่ดวง ผู้นั้นมีโคตรภูเป็นดวงที่ห้า มรรคจิตเป็นดวงที่หก ผลจิตหนึ่งดวง 
 + 
 +* อฏฺฐ.: อิทํ มคฺควีถิยํ ผลํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: นี่คือผลในมรรควิถี 
 + 
 +* อฏฺฐ.: กาลนฺตรผลํ ปน สมาปตฺติวเสน อุปฺปชฺชมานํ นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส อุปฺปชฺชมานญฺจ เอเตเนว สงฺคหิตํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ส่วนผลในกาลอื่นที่เกิดขึ้นโดยสมาบัติ และที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ออกจากนิโรธ ก็สงเคราะห์เข้าในผลนี้เอง 
 + 
 +== [๑๓] ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน [ฉินฺนมนุปสฺสเน (สฺยา.), ฉินฺนวฏฺฏมนุปสฺสเน (สี. อฏฺฐ.)] ปญฺญา วิมุตฺติญาณํฯ''' 
 +ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในการพิจารณาเห็นสิ่งที่ถูกตัดขาดแล้วแห่งวัฏฏะ [ในฉบับสยามว่า ฉินฺนมนุปสฺสเน, ในฉบับสีหลและอรรถกถาว่า ฉินฺนวฏฺฏมนุปสฺสเน] คือ วิมุตติญาณ'
 + 
 +อฏฺฐ.: '''ฉินฺนวฏุมานุปฺสเน ปญฺญาติ เตน เตน อริยมคฺเคน สมจฺฉินฺนํ ํ ตํ อุปกฺกิเลสํ ปจฺฉา ปสฺสเน ปญฺญาฯ วิมุตฺติญาณนฺติ วิมุตฺติยา ญาณํฯ วิมุตฺตีติ จ อุปกฺกิเลเสหิ วิมุตฺตํ ปริสุทฺธํ จิตฺตํ, วิมุตฺตภาโว วาฯ ตสฺสา วิมุตฺติยา ชานํ ญณํ วิุตฺติญาณํฯ กิเลเสิ วิมตฺตํ จิตฺตตติมฺปิ กิเลเหิ วิมตฺตภาวมฺปิ ปจฺจเวกฺขนฺโต กิเลเสหิ น วินา ปจฺจเวกฺขตีติ เอเตน ปหีนกิเลสปจฺจเวกฺขณํ วุตฺตํ โหติฯ ‘‘วิมุตฺตฺมิํ วิมุตฺตมิติ ญาณํ หตี’’ติ (มหาว. ๒๓; ที. นิ. ๑.๒๔๘) หิ อิทเมว นฺธาย วุตฺตํฯ อวิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ ปน อวุตตมฺปิ อิมิาว วุตฺตํ โหตีติ คเหตพฺพํฯ วุตฺตญฺจ – ‘‘วุตฺตมฺหิ เอกธมฺเม,ย ธมฺมา เอกลกฺขณา เตน; วุตฺตา ภวนฺติ สพฺเพ, อิติ วุตฺโต ลกฺขโณ หาโร’’ติฯ (เนตฺติ. 4.5 นิทฺเทสวาร); ถ วา อรหโต อวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณาภาวา จตุนฺนํ อริยานํ ลพฺภมานํ ปหีนกิเลสปจฺจเวกฺขณเมว วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปักกิเลสแต่ละอย่างที่ถูกตัดขาดโดยประการเด็ดขาดด้วยมรรคอริยะแต่ละอย่าง ในภายหลัง. คำว่า '''วิมุตฺติญาณํ''' หมายความว่า ญาณแห่งวิมุตติ. ่วนคำว่า '''วิมตฺติ''' นั้น ได้แก่ จิตที่หลุดพ้นจากอุปักกิเลสแล้ว เป็นจิตที่บริสุทธิ์ หรือภาวะแห่งการหลุดพ้น. การรู้ซึ่งวิุตตินั้น ชื่อว่า วิมุตติญาณเมื่อพิจารณาทบทวทั้งกระแสจตที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว และทั้งภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ก็ย่อมพิจารณาทบทวนโดยไม่ปราศจากกิเลส (คือโดยอาศัยการพิจารณาถึงกิเลสที่ถูกละแล้ว) ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวถึงการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้วดังมีคำกล่าวไว้ว่า ‘‘เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณว่า หลุดพ้นแล้ว’’ (มหาวรรค ๒๓; ทีฆนิกาย ๑.๒๔๘คำกล่านั้นย่อมมุ่งหมายถึงข้อนี้เอง. ส่วนการพจารณาทบทวนกิเลสที่ังเหลืออยู่ แม้จะมิได้กล่าวไว้ดยตรง ก็พึงถือเอาว่าถูกกล่าวไว้ด้วยข้อนี้เอง. ดังมีคำกล่าวไว้แล้วว่า – ‘‘เมื่อกล่าวธรรมอย่างหนึ่งไว้แล้ว ธรรมทั้งหลายที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับธรรมนั้น ย่อมถูกกล่าวไว้ทั้งหมดด้วยธรรมนั้น ดังนี้ ชื่อว่า หาระชื่อลักษณะ’’ (เนตติปกรณ์ ๔.๕ นิทเทวาระ). หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะพระอรหัน์ไม่มีการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออยู่ จึงพึงทราบว่า การพิจรณาทบทวกิเลสที่ถูกละไปแล้ว ซึ่งมีแก่พระอริยะทั้งสี่ท่านเท่านั้น ที่ถูกกล่าวไว้.'' 
 + 
 +== [๑๔] ตทา สมทาคเต ธมฺเม ปฺสเน ปญฺญา ปจฺจวกฺขเณ ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ตทา สมุทาคเต [สมุปาคเต (สฺยา.)] ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในกาพิจารณาเห็ธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะนั้น [ในฉบับสยาม่า สมุปาคเต] คือ ญาณในการพจารณาทบทวน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญาติ ตทา มคฺคกฺขเณ ผลกฺขเณ จ สมุทาคเต ปฏิลาภวเสน จ ปฏิเวธวเสน จ สมาคเต สมฺปตฺเต สมงฺคิภูเต มคฺคผลธมฺเม จตุสจฺจธมฺเม จ ปสฺสนา เปกฺขณา ปชานนา ปญฺญาฯ ปจฺจเวกฺขเณ ญาณนฺติ นิวตฺติตฺวา ภุสํ ปสฺสนํ ชานนํ ญาณํฯ ิมินา จ ญาณทฺเยน ปจฺจเวกฺขณญณานิ วุตฺตานิ โหนฺติฯ โสตาปนฺนสฺส หิ มคฺควีถิยํ โสตาปตฺติผลปิโยสาเน จตฺตํ ภวงฺคํ โอตรติ, ตโต ภวงฺคํ อุปจฺฉินฺทิตฺวา คปจฺจเวกฺขณตฺถาย โนทฺวาราวฺชนํ อุปฺปชฺชติ, ตสฺมิํ นิรุทฺเธ ปฏิปฏิยา สฺต มคฺคปจฺจเวกฺขณชวนานีติฯ ปุน ภวงฺคํ โอตริตฺวา เตเนว นเยน ผลาทีนํ ปจฺจเวกฺขณตฺถาย อาวชฺชนาทีนิ อุปฺปชฺชนฺติฯ เยสํ อุปฺปตฺติยา เอส มคฺคํ ปจฺจเวกฺขติผลํ ปจฺจเวกฺขิ, ปหีนกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, อวสิฏฺฐกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติฯ โส หิ ‘‘อิมินา วตาหํ มคฺเคน อาคโต’’ติ มคฺคํ ปจฺจเวกฺขติ, ตโต ‘‘อยํ เม อานิสํโส ลทฺโ’’ติ ผลํ ปจฺจเวกฺขติ,ต ‘‘อิเม นาม เม กิเลา ปหีนา’’ิ ปหีนกิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, ตโต ‘‘อิเม นม เม กิเลสา อสิฏฺฐา’’ติ อุปริมคฺควชฺเฌ กิเลเส ปจฺจเวกฺขติ, อวสาเน ‘‘อยํ เม มฺโม อรมฺมณโต ปฏิลทฺโธ’’ติ อมตํ ิพฺพาํ ปจจเวกฺขติฯ อิติ โสตาปนฺนสฺส อริยสากสฺส ปญฺจ ปจฺจเวกฺขณานิ โหนฺติฯ ยถา จ โสตาปนฺนสฺส, เอวํ สกทาคามิอนาคามีนมฺปิฯ อรหโต ปน อวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ นาม นตฺถีติ จตฺตาริเยว ปจฺจเวกฺขณานิฯ เอวํ สพฺพานิ เอกูนวีสติ ปจฺจเวกฺขณญาณานิฯ อกฺกฏฺฐปริจฺเฉโทเยว เจโสฯ ปหีนาวสิฏฺฐกิเลสปจฺจเวกฺขณํ เสกฺขานํ โหิ วา น วาฯ ตสฺส หิ อภาวโตเยว มหานาโม สกฺโก ภควนฺตํ ปุจฺฉิ ‘‘โกสุ นาม เม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหีโน, เยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺตี’’ติอาทิ (ม. นิ. ๑.๑๗๕)ฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา''' หมายความว่า ปัญญาอันเป็นการเห็น การเพ่งดู การรู้แจ้ง ซึ่งมรรคผลธรรมและจตุัจจธรรม ที่เกดขึ้นพร้อมกัน ทีมาถึพร้อมกัน ที่ถึงพ้อมกัน ท่เป็นไปพร้อมกัน ด้วอำนาจแห่งารได้ และการแทงตลอด ในขณะมรรคและในขณะผลในเวลานั้น. คำว่า '''ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ''' หมายความว่า ญาณอันเป็นการเห็นอย่างแรงกล้า การรู้ โดยการหวนกลับมา. ด้วยญาณทั้งสองนี้ ญาณในการพิจารณาทบทวนทั้งหลายจึงถูกกล่าวไว้. สำหรับพระโสดาบัน ในมรรควิถี เมื่อสิ้นสุดลงแห่งโสดาปัติผล จิตย่อมลงสู่ภวังค์ ต่อจากนั้นเมื่อตัดภวัง์แล้ว มโนทวาราวัชชนะย่อมเกิดขึ้นเพกาพิจาณาทบทวนรรค เมื่อมโนทวาราวัชนะนั้นดับไปแล้ว ชวนะในกรพจารณาทบทวนมรรคเจ็ดดวงย่อมเกิดขึ้นามลำดับ. แล้วลงสูภวังค์อีกครั้งหนึ่ง แล้วอวัชชนะเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นเพื่อการพิจารณาทบทวนผลเป็นต้น โดยนัยเดียวกันนั้น. ด้วยการเกิดขึ้นแห่จิตเหล่านั้น พระโสดาบันย่อมพิจารณาทบทวนมรรค พิจารณาทบทวนผล พิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้ว พิจาณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออย่ และพิจารณาทบทวนนิพพาน. คือ พระองค์ย่อมพิจารณาทบทวนมรรคว่า ‘‘เราได้มาถึงด้วยมรรคนี้แล’’ จากนั้นพิจารณาทบทวนผลว่า ‘‘นี่คืออานิสงส์ที่เราได้แล้ว’’ จากนั้นพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้วว่า ‘‘กิเลสชื่อเหล่านี้ของเราถูกละไปแล้ว’’ จานั้นพิจารณาทบทวนกิเลสที่พึงละด้วยมรรคเบื้องบนว่า ‘‘กิเลสชื่อเล่าี้ของเรายังเหลืออยู่’’ ในที่สุพิจารณาทบทวนนิพพานอันเป็นอมตะว่า ‘‘ธรรมนี้เราด้แล้โดยเป็นอารมณ์’’. ดังนี้ พระอริยสวกผู้เป็นโสดาบันย่อมีการพิจารณาทบทวนห้าอย่าง. แะเช่นเียวกับของพระโสดาบัน ของพระสกทาคามีและพระอนาคามีก็เช่นเดียวกัน. ส่วนขอระอรหัน์ ไม่มีการพิจารณาทบทวนกิเลสที่ยังเหลืออย่ จึงมีการพิจารณาทบทวนเพียงสี่อย่างเท่านั้น. ดังนี้ ญาณในการพิจารณาทบทวนทั้งสิ้นมีสิบเก้า. นี่เป็นเพียงการกำนดโดยอย่างสงสุเท่านั้น. การพิจารณาทบทวนกิเลสที่ถูกละไปแล้วและที่ยังเหลืออยู่ ของพระเสขะ ย่อมมีหรือไม่มีก็ได้. เพราะความไม่มีแห่งการพิจารณานั้นเอง มหานามศากยะจึงได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘‘ธรรมออะไรเล่าที่ยังไม่ถูกละไปใภายในของข้าพระองค์ ซึ่งำให้ธรรมแหงโลภะทั้งหลยเข้าครอบงำจิตของข้าพระองค์ตั้งอยู่เป็นครั้งคราว’’ ดังนี้เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๑๗๕).'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอตฺถ ธมฺมฏฺฐิติญาณาทีนํ เอกาทสนฺนํ ญาณานํ วิภาวนตฺถาย อยํ อุปมา เวทิตฺพา – ยถา ปริโส ‘‘มจเฉ คเหฺสามี’’ติ มจฺฉขิปฺปํ คเหตฺวา ตทนรูเป อุทเก อสาเรฺวา ขิปฺปมุเขน หตฺถํ อตาเรตฺวา อนฺโตอุทเก กณฺหสปฺปํ มจฺฉสญฺญาย คีวาย ทฬฺหํ คเตฺวา ‘‘มหา วต มยา มจฺโฉ ลทฺโธ’’ติ ตุฏฺโฐ อุกฺขิปิตฺวา ปฺสนฺโต โสวตฺถิกตฺตยทสฺสเนน ‘‘สปฺโป’’ติ สญฺชานิตฺวา ภีโต อาทีนวํ ทิสฺวา คหเณ นิพฺพินฺโน มญฺจิุกาโม หุตฺวา มุญฺจนสฺส อุปายํ กโรนฺโต อคฺคนงฺคุฏฺฐโต ปฏฺฐาย หตฺถํ นิพฺเพเฐตฺวา พาหํ อุกฺขิปิตฺวา อุปริีเส ทฺเว ตโย วาเร ปริพฺภเมตฺวา สปฺปํ ทพฺพลํ กฺวา ‘‘คจฺฉ เร ทุฏฺฐปฺปา’’ติ ิสสชฺชิตฺวา เวเคน ถลํ อารุยฺห ฐิโตว ‘‘มหนฺตสฺส วต โภ สปฺปสฺส มุขโต มุตฺโตมฺหี’’ติ หฏฺโฐ อาคตมคฺคํ โอโลเกฺยฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในที่นี้ เพื่อแสดงให้เห็นชัดถึงญาณสิบเอ็ดอย่างมีธรรมฐิติญาณเป็นน อุปมานี้พึงทราบังนี้ – เหมือนชายคนหนึ่งคิดว่า ‘‘เราจกจับปลา’’ จึถือข่ายปลาไปทอดลงในน้ำที่เหมาะสม แล้วยื่นมือเข้าไปทางปากข่าย จับงูดำที่อยู่ในน้ำด้วยสัญญาว่าเป็นปลา โดยจับที่คออย่างแน่นหนา ดีใจว่า ‘‘ปลาใหญ่แลที่เราไดแล้ว’’ จึงยกขึ้นดู เมื่อเห็นเครื่องหมายสวัสดิกะั้งสาม จึงู้ว่า ‘‘เป็นู’’ เกิดกลัว เห็นโทษ เบื่อหน่ายในการับ ปรารถนาจะปล่อย จึงหาอุบายในการปล่อย โดยคลายมือออกตั้งแต่นิ้วหัวแม่มือ ยกแขนขึ้น แล้วหมุนงูรอบศีรษะองสามครั้งให้อ่อนแรงลง แล้วปล่อยไปว่า ‘‘จงไปเถด งูร้าย’’ แล้วรีบขึ้นสู่ฝังยืนอยู่ ดีใจว่า ‘‘เราพ้นจากปากงูตัวใหญ่นี้แล’’ จึงมองดูหนทางที่ตนมา.'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตตฺถ ตสฺส ปุริสสฺส มจฺฉสญฺญาย กณฺหสปฺปํ ทฬฺหํ คเหตฺวา ตุสฺสนํ วิย อิมสฺส โยคิโน อาทิโต พาลปุถุชฺชนสฺส อนิจฺจตาทิวเสน ภยานกํ ขนฺธปญฺจกํ นิจฺจาทิสญฺญาย ‘‘อหํ มมา’’ติ ทิฏฺฐิตณฺหาหิ ทฬฺหํ คเหตฺวา ตุสฺสนํ, ตสฺส ขิปฺปมุขโต สปฺปํ นีหริตฺวา โสวตฺถิกตฺตยํ ทิสฺวา ‘‘สปฺโป’’ติ สญฺชานนํ วิย สปฺปจฺจยนามรูปปริคฺคเหน ฆนวินิพฺโภคํ กตฺวา กลาปสมฺมสนาทีหิ ญาเณหิ ขนฺธปญฺจกสฺส อนิจฺจตาทิลกฺขณตฺตยํ ทิสฺวา ‘‘อนิจฺจํ ทุกฺขมนตฺตา’’ติ ตสฺส ววตฺถาปนํ , ตสฺส ภายนํ วิย อิมสฺส ภยตุปฏฺฐานญาณํ, สปฺเป อาทีนวทสฺสนํ วิย อาทีนวานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปคหเณ นิพฺพินฺทนํ วิย นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปํ มุญฺจิตุกามตา วิย มุญฺจิตุกมฺยตาญาณํ, มุญฺจนสฺส อุปายกรณํ วิย ปฏิสงฺขานุปสฺสนาญาณํ, สปฺปํ ปริพฺภเมตฺวา ทุพฺพลํ กตฺวา นิวตฺติตฺวา ฑํสิตุํ อสมตฺถภาวปาปนํ วิย ติลกฺขณาโรปเนน สงฺขารุเปกฺขานุโลมญาเณหิ สงฺขาเร ปริพฺภเมตฺวา ทุพฺพลํ กตฺวา ปุน นิจฺจสุขตฺตากาเรน อุปฏฺฐาตุํ อสมตฺถตาปาปนํ, สปฺปวิสฺสชฺชนํ วิย โคตฺรภุญาณํ, สปฺปํ วิสฺสชฺเชตฺวา ถลํ อารุยฺห ฐานํ วิย นิพฺพานถลํ อารุยฺห ฐิตํ มคฺคผลญาณํ, หฏฺฐสฺส อาคตมคฺโคโลกนํ วิย มคฺคาทิปจฺจเวกฺขณญาณนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในอุปมาน้น ความดีใจขอชายผู้นั้นที่จับงูดำอย่างแน่นหนาด้วยสัญญาว่าเป็นปลา เปรียบเหือนควีใจของโยคีผูนี้ในเบื้องต้นซึ่งเป็นปุถุชนผู้โง่เขลา ที่ยึดมั่นขันธ์ห้าอันน่ากลัวโดยความเป็นอนิจจตาเป็นต้น ด้วยทิฏฐิแลตัณหาว่า ‘‘เรา ของเรา’’ ด้วยัญญาว่าเป็นนิจจะเป็นต้น. การที่เขานำงูออกจากปากข่าย แล้วเห็นเครื่องหายวัสดกะทั้งสาม จึงรู้วา ‘‘เป็นู’’ เปรียบเหมือนการกำหนดนามรูปพร้อมด้วยปัจจัย ทำการแยกส่วนที่แน่นหนาออก แล้วเห็นลกษณะทั้สาคืออนิจจตาเป็นต้นแห่งขันธ์ห้าด้วยญาณมีการพิจารณากองรวมเป็นต้น แล้วกำหนดว่า ‘‘อนิจจัง ทุกขัง อนัตา’’. ความกลัวของเขา เปรียบเหมือนภยตุปัฏฐานญาณของโยคีนี้. การเห็นโษในงู เปรยบเหมือนอาทีนวานุปัสสนาญาณ. ความเบือหน่ายในการจับงู เปรียบเหมือนนิพพิทนุปัสสนาญาณ. ความปรารถนาจะปล่อยงู เปรียบเหมือนมุญจิตุัมยตาญาณ. การทำอุบายในการปล่อย เปรียบเหมือนปิสังขานุปัสสนาญาณ. การหมุนงูห้อ่อแรงจนไ่สามารถจะหนกลับากัดได้ เปรียบเหมือนการหมุนสังขารด้วสังขารุปกขาญาณแะอนุโลมญาณ โดยการยกลักษณะทั้งสามขึ้นตั้งไว้ จนทำให้สังขารออนแรงไามารถจะปรากฏด้วยอาการแห่งนจจะ สุขะ อัตตาได้อีก. การปลอยู เปรียบเหมือโคตรภูญาณ. การขึ้นสู่ฝ่งแลวยือยู่หลังจากปล่อยงูแล้ว ปรียบเหมืนมรรคผลญาณที่ขึ้นสู่ฝั่งนิพพานแล้วยืนอยู่. การมองดูหนทางที่มาของชายผู้ดีจ เปรียบเหมือมรรคาทิปัจจเวกขณญาณ.'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อิเมสญฺจ สุตมยญาณาทีนํ จุทฺทสนฺนํ ญาณานํ อุปฺปตฺติกฺกเมน ปฏิปตฺติกฺกเมน จ เทสนกฺกมสฺส กตตฺตา ปจฺจเวกฺขเณสุ ปฐมํ กิเลสปจฺจเวกฺขณํ โหติ, ตโต มคฺคผลนิพฺพานปจฺจเวกฺขณานีติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และเพราะลำดับแห่งการแสดงธรรมถูกกระทำไวตามลำดับแห่งการกิดขึ้นและตามลำดับแห่งกาปฏิบัติของญาณสิบส่อ่างมีสุตมยญาณเป็นต้นเหล่านี้ ในบรรดาารพิจารณาทบทนทั้งหลย การพิจารณาทบทวนกิเลสจึงเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเป็นการพิจารณาทบทวนมรรค ผล และนิพพาน ดังนี้พึงทราบ.'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ลกุตฺตรํ ฌานํ ภาเวติ นิยฺยานิกํ อปจยคามิํ ทิฏฺฐิคตานํ ปหานาย, กามราคพฺยาปาทานํ ตนุภาวาย, กามราคพฺยาปาทานํ อนวเสปฺปหานาย, รูปราคอรูปราคมานอุทฺธจฺจอวิชฺชานํ อนวเสสปฺปหานายา’’ิ (ธ. ส. ๒๗๗, ๓๖๑-๓๖๓) จ กิเลสปฺปหนํเยว ิกํ กตฺวา มคฺคปฏิปตฺติยา วุตฺตตฺตา ปฏิปตฺตานุรูเปเนว กิเลสปจฺจเวกฺขณสฺส อาทิภาโว ยุชฺชติ, อฏฺฐกถายํ วุตฺตกฺกโม ปน ทสฺสิโตเยวฯ โส ปน กโม ปญฺจวิโธ อุปฺปตฺติกฺกโม ปหานกฺกโม ปฏิปตฺติกฺกโม ภูมิกฺกโม เทสนกฺกโมติฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''และเพราะในคำว่า ‘‘ย่อมเจริญฌานโลกุตตระอันเป็นไปเพื่อการออกไป อันเป็นไปสู่ความสิ้นไป เพื่อละทิฏฐิคตทั้งหลาย เพื่อทำให้กามราคะและพยาบาทเบาบาง เพื่อละกามราคะและพยาบาทโดยไม่มีเหลือ เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาโดยไม่มีเหลือ’’ (ธรรมสังคณี ๒๗๗, ๓๖๑-๓๖๓) การละกิเลสถูกกล่าวไว้โดยให้เป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติแห่งมรรค การที่การพิจารณาทบทวนกิเลสเป็นอันดับแรกจึงย่อมสมควรตามการปฏิบัติ. ส่วนลำดับที่กล่าวไว้ในอรรถกถาได้แสดงไว้แล้ว. ลำดับนั้นมีห้าอย่าง คือ ลำดับแห่งการเกิดขึ้น ลำดับแห่งการละ ลำดับแห่งการปฏิบัติ ลำดับแห่งภูมิ และลำดับแห่งการแสดง.'
 + 
 +อฏฺฐ.: '''‘‘ปฐมํ กลลํ โหิ, กลลา โหติ อพฺพุทํ; อพฺพุทา ชายเต เปิ, เปสิ นิพพตฺตตี ฆโน’’ตฯ (ส. นิ. ๑.๒๓๕) – เอวมาทิ อุปฺปตฺติกฺกมฯ ‘‘ทฺสเนน ปหาพฺพา ธมฺมา,าวนาย ปหาตพฺพา มฺมา’’ติ (ธ. ส. ติกมาติกา ๘) เอวมาทิ ปหานกฺกโมฯ ‘‘ีลวิสุทฺธิ จิตฺตวิสุทฺธิ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ กงฺขาวิรณวิสุทฺธิ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ญาณทสฺสนวิสุทฺธี’’ติ อวมาทิ ปฏิปฺติกฺกโมฯ ‘‘กามาวจรา ธมฺมา, รูจรา ธมฺมา, อรูปาวจรา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ทุกมาติกา ๙๓-๙๕) เอวมาทิ ภูมิกฺกโมฯ ‘‘จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปฺจ พลนิ สตฺต พชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค’’ติ (ม. นิ. ๓.๔๓; มหานิ. ๑๙๑; จูฬนิ. เมตฺตคูมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๒๒) วา, ‘‘อนุปุพฺพิกถํ กเถสิฯ เสยฺยถิทํ – ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสี’’ิ (มหาว. ๓๑; ที. นิ. ๑.๒๙๘; ๒.๘๓) วา เอวมาทิ เทสกฺกโมฯ อิธ น จุททสนฺนํ าณานํ อุปฺปตฺติกฺกโม ปฏิปตฺติกฺกโม จ ตทุภยวเสน ปฏิปาฏิยา เทสิตตฺตา เทสนกฺกโม จาติ ตโย กมา เวทิตพฺพาฯ''' 
 +อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า ‘‘ในเบื้องต้นเ็นกลละ จากกลละเป็นอพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ เปสิจึงเกิดเป็นฆนะ’’ (สังยุตตนิกาย ๑.๒๓๕) ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดับแห่งการเกิดขึ้น. คำว่า ‘‘ธรรมที่พึงละด้วยการเห็น ธรรมที่พึงละด้วยการเจริ’’ (ธรรมสังคณี ติกมาติกา ๘) ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดับแห่งการละ. คำว่า ‘‘สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ’’ ดังน้เป็นต้น ชือว่าลำับแห่งการปฏิบัติ. คว่า ‘‘ธรรมในกามาวจร ธรรมในรูปาวจร ธรรมในอรูปาวจร’’ (ธรรมสังคณี ทุกมาติกา ๙๓-๙๕) ดังนี้ป็ต้น ชื่อว่าลำดับแห่งภูม. คำว่า ‘‘สติปัฏฐาสี่ สัมมัปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด’’ (มัชฌิมนิกาย ๓.๔๓; มหานิทเทส ๑๙๑; จูฬนิทเทส เมตตคูมาณวปจฉานิทเทส ๒๒) หรือคำว่า ‘‘ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ แสดงทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความ่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกาม แลอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ’’ (มหาวรค ๓๑; ทฆนิาย ๑.๒๙๘; ๒.๘๓) ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าลำดับแห่งการแดง. ในที่นี้พึงทราบลำดับสามอย่าง คือ ลำดับแห่งการเกิดขึ้นของญาณสิบสี่อย่าง ลำดับแห่งการปฏิบัิ และลำดับแห่งกรแสดง เพราะถูกแสดงไ้ตมลำดับด้วยอำาจแห่งทั้งสองนั้น.'' 
 + 
 +== [๑๕] == 
 + 
 +* ปิฏก.:ฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดภายใน'''ือ '''ญาณในคามต่างแห่งวัตถุ''' 
 +* อฏฺฐ.: อิทานิ ยฺมา เหฏฺฐา สรูเปน นามรูปววฺถนญาณํ น ุตฺตํ, ตสฺมา ปญฺจา นามรูปปฺปเภทํ ทสฺเสตุํ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณนฺติอาทีนิ ปญฺจ ญาณานิ อุทฺทิฏฺฐานิฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บัดนี้ เพราะเหตุที่ในตอนต้นยังมิได้กล่าวถึง '''นามรูปววัตถานญาณ''' โดยอาการที่เป็นสภาวะของตนไว้ ดังนั้น จึงแสดงความจำแนกแห่งนามรูปออกเป็น ๕ อย่าง เพื่อจะแสดงความนั้น จึงได้อุทเทศญาณทั้ง ๕ ว่า '''ปัญญาในอันกำหนดภายใน''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งวัตถุ''' เป็นต้นไว้ 
 +* อฏฺฐ.: กเล หิ นามรูเป วุตฺเต ยํ ปริคฺคเหตุํ สกฺกา, ยญฺจ ปริคฺคเหตพฺพํ, ตํ ปริคฺคเหสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะเมือกล่าวถึนามรูปทั้งหมดแล้ว สิ่งใดที่สามารถจะกำหนดได้ และสิ่งใที่ครจะกำหนด ก็่อมจะกำนดสิ่งนั้นได้ 
 +* อฏฺฐ.: โลกุตฺตรนามญฺหิ ปริคฺคเหตุญฺจ น สกฺกา อนธิคตตฺตา, น จ ปริคฺคเหตพฺพํ อวิปสฺสนปคตฺตาฯ 
 +อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า '''โลกุตตรนาม''' นั้นไม่อาจจะกำหนดได้ เนื่องจากยังมิได้บรรลุ และก็ไม่ควรจะกำหนด เพราะไม่ใช่สิ่งที่ควรเข้าไปสู่วิปัสสนา 
 +อฏฺฐ.: ตตฺถ อชฺฌตฺตววตฺถาเนติ ‘‘เอวํ ปวตฺตมานา มยํ อตฺตาติ คหณํ คมิสฺสามา’’ติ อิมินา วิย อธิปฺปาเยน อตฺตานํ อธิการํ กตฺวา ปวตฺตาติ อชฺฌตฺตาฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อความนั้น คำว่า '''อชฌตฺตววตฺถเน''' นั้น ความว่า ธรรมทั้งหลายที่ดำเนินไปโดยมีนเป็นอธการด้วยความตั้งใว่า ‘‘เราทั้งหลายผู้ดำเนินไปอยู่อย่างนี้ จะเข้าถึงความถือว่าเป็นอัตา’’ ดังนี้ จึงเรียกว่า '''อชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: อชฺฌตฺตทฺโท ปนายํ โคจรชฺฌฺเต นิยกชฺฌตฺเต อชฺฌตฺตชฺฌตฺเต วิยชฌตฺเตติ จตูุ อตฺสุ ทิสฺสติ ฯ 
 +* อฏฺฐ.แล: ส่วนคำว่า '''อชฺฌัตตะ''' นี้ ปรากฏในอรรถ ๔ ประร คือ '''โคจรอัชฌัตตะ''', '''นิยกอัชฌัตตะ''', '''อัชฌัตตอัชฌัตตะ''' และ '''วิยอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘เตน, อานนฺท, ภิกฺขุนา ตสฺมิํเยว ปุริมสฺมิํ สมาธิิมิตฺเต อชฺฌตฺตเมว จิตฺตํ สณฺฐเตพพํ, อชฺฌตฺตรโต สมหิโต’’ติอาทีสุ (ธ. . ๓๖๒) หิ อยํ โคจรชฺฌตฺเต ทิสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นพึงตั้งจิตไว้ภายในนั่นอง ในนิมิตแห่งสมาธิอันเป็นของก่อนนั่นเอง เป็นผู้ยินดีในภายใน มีจิตตั้งมั่น’’ เป็นต้น (ธัมมปทัฏกถา ๓๖๒) คำี้รากฏในอรรถว่า '''โคจรอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฐ.: ‘‘อชฺฌตฺตํ สมฺปสทนํ (ที. นิ. ๑.๒๒๘; ธ. ส. ๑๖๑)อชฺฌตฺตํ วา ธมฺมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรี’’ติอาทีสุ (ที. ิ. ๒.๓๗๓) นิยกชฺฌตฺเตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล:ข้อความว่า ‘‘ความเลื่มใสภายใน’’ (ทีฆนิกาย ๑.๒๒๘; ธัมมสังคณี ๑๖๑), ‘‘หรือว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมั้งหลายภายใอยู่’’ เป็นต้น (ทีฆนิกย ๒.๓๗๓) ราฏในอรรถว่า '''นิยกอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ, อชฺฌตฺติกา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ติกมาติกา ๒๐) อชฺฌตฺตชฺฌตฺตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘อายตนะที่เป็นภายใน ๖, ธรมทั้งหลายที่เป็ภายใน’’ เป็นต้น (มสังคณี ติกมาติกา ๒๐) ปรากฏในอรรถว่า '''อัชฌัตตอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฐ.: ‘‘อยํ โข, ปนานนฺท, วิหาโร ตถาคตน อภิสฺพุทฺโธ ยทิทํ สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อฺฌตฺตํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรตี’’ติอทีสุ (ม. ิ. ๓.๑๘๗) วิสยชฺฌตฺเต, อิสฺสริยฏฺฐเนิ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกรอานนท์ วิหารน้แล ที่พระถาคตตรัสรู้แล้ว คือการเข้าถึงสุญญตาภายในอยู่ เพราะไม่ใส่ใจนมิตทั้งวง’’ เป็นต้น (มัชฌมนิกาย ๓.๑๘๗) รากฏในอรรถว่า '''วิสยอัชฌัตตะ''' ความหมายว่า ในฐานะแห่งความเป็นให่ 
 +* อฏฐ.: ผลสมปตฺติ หิ พุทฺธานํ อิสฺสริยฏฺฐานํ นามฯ 
 +อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า '''ผลสมาบัติ''' นั้นชื่อว่าเป็นฐานะแห่งความเป็นใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 
 +* อฏฺฐ.: อิธ ปน อชฺฌตฺตชฺฌตฺเต ทฏฺฐพฺโพฯ 
 +อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ พึงเห็นในอรรถว่า '''อัชฌัตตอัชฌัตตะ''' 
 +* อฏฺฐ.: เตสํ อชฺฌตฺตานํ ววตฺถาเน อชฺฌตฺตววตฺถาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.: ในอันกำหนดธรรมทั้งหลายที่เป็นภายในเหล่านั้น ชื่อว่า '''อชฺฌัตตววัตถาน''' 
 +* อฏฺฐ.: วตฺถุนานตฺเตติ วตฺถูนํ นานาภาเว, นานาวตฺถูสูติ อตฺโถฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วตฺถุนนตฺเต''' ความว่า ในความต่างแ่งวัตถุทั้งหลาย, หรือในวัตถุอันต่าง ๆ กัน 
 +* อฏฺฐ.: เอตฺถ ชวนโนวิญฺญณสฺส ปจฺจภูโต ภวงฺคมโนปิ จกฺขาทิปญฺจกํ วิย อุปฺปตฺติฏฺฐานตฺตา วตฺูติ วุตฺโตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้ '''ภวังคมโน'''เป็นปัจจัยแห่งชวนมโนวิญญาณ ก็ถูกกล่าวว่าเป็นวัตถุ เหมือนจักษุเป็นต้นทั้ง ๕ เพราะเป็นที่เกิด 
 +* อฏฺฐ.: อาวชฺชนมฺปิ นฺนิสฺสิตเมว กาตพฺพํฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แม้ '''อาวชชนะ''' ก็พึงทำใหอาศัยสิ่นั้นนันเง 
 + 
 +== [๑๖] == 
 + 
 +* ปิฏก.: พหิทฺธาวตฺถเน ปญฺญา โคจรนานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดภายนอก''' คือ '''ญาณในความต่างแห่งโคจร''' 
 +* อฏฺฐ.: พหิทฺธาติ ฉหิ อชฺฌตฺตชฺฌตฺตหิ หิภูเตสุ เตสํ วิสเยสุฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''พหิฺธา''' ความว่า ในวิสัยของธรรมเล่าที่อยู่นอกจากอัชฌัตตอัชฌัตตะั้ง ๖ 
 +* อฏฺฐ.: โคจรนานตฺเตติ วิสยนานตฺเตฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล:ว่า '''โคจรนานตฺเต''' ความว่า นความต่างแ่งวิสัย 
 + 
 +== [๑๗] == 
 + 
 +* ปิฏก.: จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: '''ปัญญาในอันกำหนดจริยา'''ือ '''ญาณในความต่างแห่งจริยา''' 
 +* อฏฺฐ.: จริยาววตฺถาเติ วิญฺญาณจริยาอญฺญาณจริยาญาณจริยาวเสน จริยานํ ววตฺถาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จริยาววตฺถาเน''' ความว่า ในอันกำหนดจริยาทั้งหลาย โดยอาการแห่งวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา และญาณจริยา 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘จริยววตฺถาเ’’ติ รสฺสํ กตฺวาิ ปฐนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: บางท่านก็อ่านว่า ‘‘จิยววัตถเน’’ โดยทำให้เป็นรัสสะด้วย 
 + 
 +== [๑๘] == 
 + 
 +* ปิฏ.: จตุธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ภูมินานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิก.แปล: '''ปัญญาในอันกำนดธรม ๔'''ือ '''ญาณในความต่างแ่งภูิ''' 
 +* อฏฺฐ.: จตุธมฺมววตฺถเนติ กามาวจรภูมิอาทีนํ จุทฺทสนฺนํ จตุกฺกานํ วเสน จตุนฺนํ จตุนฺนํ ธมฺมานํ ววตฺาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จตุธมฺมววตฺถาเน''' ความว่า ในอันกำหนดธรรมทั้หลาย ๔ อย่าง ๔ อย่าง โดยอาการแห่งจตุกกะั้ง ๑๔ คือกามาวจรภูมิเป็นต้น 
 +* อฏฺฐ.: ภูมติ จ ‘‘ภูมิคตญฺจ เวหาสฏฺฐญฺจา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๑.๑๓๖) ปถวิยํ วตฺตติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ส่วนำว่า '''ภูมิ''' ในข้อวามว่า ‘‘ทั้งที่อยู่ในพื้นดิน แะทั้งที่ตั้งอยู่ในอากาศ’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๑.๑๓๖) ย่อมใช้ในความหมายว่า แผ่นดิน 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘อภูมิํ ตาต, มา เสวา’’ติอาทีสุ (ชา. ๑.๖.๓๔) วิสเยฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกพ่อ อย่าเสพสิ่งที่ไม่ใช่ภมิ’’ เป็นตน (ชาตก ๑.๖.๓๔) ใช้ในความหมายว่า วิสัย 
 +* อฏฺฐ.: ‘‘สุขภูมิยํ กามาวจเ’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ๙๘๘) อุปฺปชฺชนฏฺฐาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ในกามาวจร อันเป็นภูิแห่งสุข’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ๙๘๘) ใช้ในความหมายว่า ที่เกิ 
 +* อฏฺฐ.: อิธ ปน โกฏฺฐาเส วตฺตติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ ใช้ในคามหมาว่า ส่วน 
 +* อฏฺฐ.: ปริจฺเฉเทติปิ วทนฺติฯ 
 +* อฏฺฐ.แป: บางท่านก็กล่าวว่า ใช้ในความหมายว่า ขอบเขต 
 + 
 +== [๑๙] == 
 + 
 +* ปิฏก.: นวธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํฯ 
 +* ปิฏก.แปล: '''ญญาในอันำหนดธรรม ๙''' คือ '''ญาในความต่างแห่งธรรม''' 
 +* อฏฺฐ.: นวธมฺมววตฺถานติ กามาวจรกุสลาทิวเสน ปาโมฺชมูลกวเสน โยนิโส มนสิการมูลกวเสน จ นวนฺนํ นวนฺนํ ธมฺมานํ ววตฺถาเนฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: คำวา '''วธมฺมววตฺถาเน''' ความว่า ในอันกำหนดธรรทั้งหลาย ๙ อยาง ๙ อย่าง โดยอาการแห่งกามาวจรกุศลป็นต้น โดยอาการที่มีปาโมชช์เป็นมูล และโดอาการที่มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล 
 +* อฏฺฐ.: อิเมสุ จ ปญฺจสุ ญาเณสุ ปฐมํ อชฺฌฺตธมฺมา ววตฺถาเปตพฺพาติ วตฺถุนานตฺเต ญาณํ ปฐมํ วุตฺตํ, ตโต เตสํ วิสยา ววตฺถาเปตพฺพาติ ตทนนฺตรํ โคจรนานตฺเต ญาณํ วุตฺตํ, ตโต ปรานิ ตีณิ ญาณานิ ติณฺณํ จตุนฺนํ นวนฺนํ วเสน คณนานุโลเมน วุตฺตานิฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: และในญาณทัง ๕ เหล่าี้ ญาณในความต่างแห่งวัตถุถูกล่าวไว้เปนอันดับแรก เพราะธรรมที่เป็นภายในควรกำหนดก่อน ต่อจากนั้น ิสัยของธรรมเหล่า้นควรกำหนด จึงกล่าวญาณในความตางแห่งโคจรต่อจากั้น ต่อจาญาณทั้ง ๓ ที่เหลือถูกกล่าวตามลำดับแห่งการนับโดยอาการแห่ง ๓ อย่าง ๔ อย่าง และ ๙ อย่าง