หน้านี้มีไว้อ่านอย่างเดียว คุณสามารถอ่านข้อความต้นฉบับ ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้สอบถามผู้ดูแลระบบถ้าคุณคิดว่านี่คือข้อผิดพลาด ==== คาถามและคาตอบ ๗ === ==== คาถาม ๗.๑๘ – ถ้าไม่มีอัตตาไม่มีตน ใครเป็นผู้กล่าวธรรมเทศนา (หน้า ๔๐๘) ==== พระพุทธเจ้า ไม่มีพระอาจารย์ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ สามารถเห็นเช่นนี้ได้ หากวิปัสสนาญาณมีกำลังพอ หากใครกำหนดรู้พระพุทธเจ้าด้วยวิปัสสนาญาณ ก็จะเห็นนามรูปปรมัตถ์ ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีอัตตาในที่ไหน ๆ โดยนัยเดียวกัน หากกำหนดรู้ตน หรือพ่อ หรือแม่ เป็นต้น ด้วยวิปัสสนาญาณ ก็จะเห็นเพียงแค่รูปนามปรมัตถ์ หรือขันธ์ ๕ ซึ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีอัตตาเลย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระอาจารย์ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ เป็นต้น ขันธ์ ๕ และเหตุของขันธ์ ๕ เรียกว่า '''สังขารธรรม''' ดังนั้น สังขารธรรมกำลังกล่าวถึงสังขารธรรม บางครั้งก็กล่าวถึงพระนิพพาน ซึ่งไม่มีอัตตาโดยประการทั้งปวง ดังนั้น จะกล่าวถึงความสัมพันธ์ (กับสิ่งที่ไม่มี) ได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครถามโยคีว่า “เขาของกระต่ายยาวหรือสั้น” แล้วควรจะตอบเขาว่าอย่างไร หรือถามว่า "ขนตัวของเต่าดำหรือขาว" จะตอบเขาว่าอย่างไร ถ้าอัตตาไม่มีโดยประการทั้งปวง ก็ไม่สามารถกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตตากับขันธ์ ๕ ได้ แม้พระพุทธองค์เองก็ไม่ทรงตอบคาถามเช่นนี้ ทำไมเล่า ถ้าโยคีกล่าวว่า "เขาของกระต่ายยาว" ซึ่งก็หมายความว่าโยคียอมรับว่ากระต่ายมีเขา และถ้ากล่าวว่า "เขาของกระต่ายสั้น" นั่นก็เป็นการยอมรับว่ากระต่ายมีเขาเช่นกัน อนึ่ง ถ้ากล่าวว่าเต่ามีขนตัวดำ ก็หมายความว่ายอมรับว่าเต่ามีขน ถ้ากล่าวว่าเต่ามีขนขาว นั่นก็เป็นการยอมรับว่าเต่ามีขนเช่นกัน โดยนัยเดียวกัน ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่าขันธ์ ๕ กับอัตตาสัมพันธ์กัน ก็จะหมายความว่าพระองค์ทรงยอมรับว่ามีอัตตา และถ้าตรัสว่าขันธ์ ๕ กับอัตตาไม่สัมพันธ์กัน นั่นก็เป็นการยอมรับอัตตาเช่นกัน นี่เป็นเหตุที่พระองค์ไม่ทรงตอบคาถามประเภทนี้