หน้านี้มีไว้อ่านอย่างเดียว คุณสามารถอ่านข้อความต้นฉบับ ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้สอบถามผู้ดูแลระบบถ้าคุณคิดว่านี่คือข้อผิดพลาด ==== คาถามและคาตอบ ๔ – ๔.๖ บรรลุมรรคผลด้วยเพียงขณิกสมาธิได้หรือไม่ === วิสุทธิมรรคกล่าวว่านั่นเป็นเพียงโวหาร ไม่ใช่อุปจารสมาธิแท้ เพราะว่าอุปจารสมาธิแท้นั้นใกล้เคียงต่อฌานสมาธิ แต่โยคีไม่สามารถบรรลุฌานด้วยจตุธาตุววัฏฐาน เมื่อเห็นธาตุ ๔ ในแต่ละกลาป ก็จะมีสมาธิที่ลึก มีแสงอันสว่าง สุกใส มีรัศมี ถึงกระนั้นก็บรรลุฌานโดยมีธาตุเหล่านั้นเป็นอารมณ์ไม่ได้ มีเหตุผลสองอย่างคือ: ๑) การเห็นธาตุ ๔ ในแต่ละกลาปเป็นการเห็นรูปปรมัตถ์ และการเห็นรูปปรมัตถ์นั้นลึกซึ้ง บุคคลจึงบรรลุฌานโดยมีรูปปรมัตถ์เป็นอารมณ์ไม่ได้ ๒) แม้สมาธิที่แยกแยะรูปกลาปนั้นจะลึก แต่ก็ยังไม่ลึกเท่ากับฌานสมาธิ เพราะอะไร? เพราะรูปกลาปดับไปทันทีที่เกิด ซึ่งหมายความว่า อารมณ์นั้นเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น บุคคลจึงบรรลุฌานด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ '''อุปจารสมาธิ''' คือช่วงจิต ๓ ดวง หลังจากมโนทวาราวัชชนจิตและก่อนโคตรภูจิตของฌาน *(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน)* <br> *สมาปัตติวิถี* ดู “ตาราง ๑: วิถีจิตเมื่อได้ฌาน (ฌานสมาปัตติวิถี)” หน้า ๙๖ '''วิ.สมาธินิเทศ''' ข้อ ๓๐๘ (การเจริญจตุธาตุววัฏฐาน) อธิบายว่า เพราะว่าจตุธาตุววัฏฐานมีอารมณ์เป็นสภาวธรรม บุคคลย่อมถึงเพียงแค่'''อุปจารสมาธิ''' ไม่ถึงอัปปนา (คือฌาน) '''วิสุทธิมรรคมหาฎีกา''' อธิบายว่า นี่เรียกว่าอุปจาระโดยเป็นเพียงแค่โวหาร (คือคำพูดที่ติดปาก) '''วิสุทธิมรรค''' <br> *อนุสสติกัมมฐานนิเทส* ข้อ ๑๗๗ (กถาว่า'''ด้วยมรณสติ''') อธิบายว่า แต่เพราะว่าการปฏิบัติเริ่มต้นไปสู่การบรรลุที่เป็นโลกุตตระ และการบรรลุอรูปฌานที่ ๒ และที่ ๔ แม้ว่าอารมณ์ของกรรมฐานเหล่านั้นก็เป็นสภาวธรรม ถึงกระนั้นสมาธิก็ย่อมถึงอัปปนาคือฌาน ดูรายละเอียดอื่นในเชิงอรรถ ๔๓๓ หน้า ๓๕๒