หน้านี้มีไว้อ่านอย่างเดียว คุณสามารถอ่านข้อความต้นฉบับ ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้สอบถามผู้ดูแลระบบถ้าคุณคิดว่านี่คือข้อผิดพลาด ====== คาถามและคาตอบ ๓ – ๓.๒ ความต่างระหว่างอุปจารสมาธิกับอัปปนาสมาธิ (หน้า ๑๗๔) ====== จุดหมายนั้น แต่นี่ไม่ใช่พระนิพพาน เพื่อจะบรรลุพระนิพพาน ก็จะต้องปฏิบัติตามวิสุทธิ ๗ ไปตามลำดับขั้น ถ้าไม่รู้นามปรมัตถ์ ไม่รู้รูปปรมัตถ์ ไม่รู้เหตุของนามรูป ก็จะบรรลุพระนิพพานไม่ได้ ความคิดว่า การถึงการไม่รู้อะไรเป็นพระนิพพาน เป็นปัญหา ดังนั้น จึงน่าจะต้องอธิบายเพิ่มเติม พระนิพพานเป็น '''วิสังขารธรรม''' คือไร้การปรุงแต่ง ส่วนสังขารธรรมก็คือนามรูปและเหตุของนามรูป โดยพระนิพพานก็ปราศจากสังขารธรรมเหล่านั้น จิตที่รู้พระนิพพานนั้นเรียกว่า '''วิสังขารคตจิต''' คือจิตที่เข้าไปรู้วิสังขารธรรม แต่จิตเองไม่ใช่วิสังขารธรรม คือจิตที่เห็นแจ้งพระนิพพานนั้นต้องมีการปรุงแต่ง ตัวอย่างเช่น จิตที่เกิดเมื่อพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์เข้าผลสมาบัติและเห็นพระนิพพาน ก็คือ '''อรหัตผลจิต''' ซึ่งประกอบด้วยเจตสิกที่เกิดร่วมกัน ถ้าอรหัตผลจิตนั้นเข้าโดยอาศัยปฐมฌาน จิตก็ย่อมเป็น '''ปฐมฌานอรหัตผลจิต''' ซึ่งประกอบด้วยเจตสิก ๓๗ ประเภท หลักการนี้ก็เหมือนกันในมรรคญาณและผลญาณที่เหลือทั้งหมด โดยเกิดร่วมกันกับเจตสิกที่เกิดด้วยกัน มรรคญาณและผลญาณทั้งหมดมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ และพระนิพพานมีลักษณะคือความสุขอันสงบ เมื่อพระอริยะเข้าผลสมาบัติ ก็ย่อมรู้พระนิพพาน และด้วยผลญาณนั้น ก็จะเพลิดเพลินในสุขอันสงบคือพระนิพพาน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าผลสมาบัติแล้วกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างได้ระงับแล้ว เราก็ไม่ได้รู้อะไรๆ เลยในช่วงนั้น” เพราะก่อนจะเข้าผลสมาบัติ ผู้เข้าสมาบัติต้องอธิษฐานว่า ผลสมาบัตินั้นจะดำรงอยู่นานเท่าไร เช่น ชั่วโมงหรือสอง