หน้านี้มีไว้อ่านอย่างเดียว คุณสามารถอ่านข้อความต้นฉบับ ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้สอบถามผู้ดูแลระบบถ้าคุณคิดว่านี่คือข้อผิดพลาด '''คาถามและคาตอบ ๑ – นิวรณ์ ๕''' { หน้า ๑๐๙ } ครอบงาด้วยความเกลียดชังหรือความไม่พอใจ ก็จะไม่สามารถตั้งจิตไว้ที่อารมณ์กรรมฐานได้ดี '''นิวรณ์ที่สาม''' คือ '''ความหดหู่เซื่องซึม''' ถ้าใจอ่อนกำลัง หรือไม่สนใจในอารมณ์กรรมฐาน ความหดหู่เซื่องซึมก็จะเกิดขึ้นได้ แต่บางครั้งก็อาจง่วงเพราะเหนื่อย ป่วย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ '''นิวรณ์ที่สี่''' คือ '''อุทธัจจกุกกุจจะ''' คือความฟุ้งซ่านและความเดือดร้อนใจ ถ้าใจนั้นฟุ้งซ่าน ก็จะเป็นเหมือนกองขี้เถ้าเมื่อก้อนหินมากระทบ ขี้เถ้าก็จะฟุ้งกระจายไปทั่ว คือจิตใจย่อมฟุ้งซ่าน ดังนั้น เมื่อเจริญกรรมฐาน โยคีไม่พึงคลายความเพียร ไม่พึงปล่อยใจออกนอกอารมณ์กรรมฐาน มิฉะนั้น ความฟุ้งซ่านก็จะเกิด ส่วนความเดือดร้อนใจ เป็นความเสียใจในกรรมชั่วที่ทำไปแล้ว หรือในกรรมดีที่ไม่ได้ทำในอดีต สำหรับนิวรณ์นี้ก็เช่นกัน ต้องทุ่มเทให้เกิดสติที่มีกำลัง ต้องพยายามห้ามอุทธัจจกุกกุจไม่ให้เกิด '''นิวรณ์ที่ ๕''' คือ '''วิจิกิจฉา''' เป็นความสงสัยในวัตถุ ๘ อย่าง ได้แก่ ๑. ความสงสัยในพระพุทธเจ้า ๒. ความสงสัยในพระธรรม ๓. ความสงสัยในพระสงฆ์ ๔. ความสงสัยในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ๕. ความสงสัยในขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต คือในอดีตชาติ ๖. ความสงสัยในขันธ์ ๕ ที่เป็นอนาคต คือในชาติต่อๆ ไป ๗. ความสงสัยในขันธ์ ๕ ทั้งที่เป็นอดีตและอนาคต คือทั้งชาติอดีตและอนาคต ๘. ความสงสัยในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมายรวมเอาขันธ์ทั้ง ๕ ในปัจจุบัน