หน้านี้มีไว้อ่านอย่างเดียว คุณสามารถอ่านข้อความต้นฉบับ ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้สอบถามผู้ดูแลระบบถ้าคุณคิดว่านี่คือข้อผิดพลาด ====== อารัมภบท – ทุกขอริยสัจและทุกขสมุทยั ====== ปัจจุบันเป็นต้น) นี่หมายความว่า การรู้และการเห็นปัญจขันธ์ ก็คือการรู้และการเห็นอาการ ๑๑ อย่างของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ขันธ์แรกในอุปาทานขันธ์ ๕ อาจเรียกแค่ว่า “รูป” โดยอุปาทานขันธ์ที่เหลือทั้ง ๔ คือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็อาจเรียกแค่ว่า “นาม” ดังนั้น อุปาทานขันธ์ ๕ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “นามรูป” เพื่อรู้และเห็นนามรูปตามความเป็นจริง เราต้องรู้และเห็นว่า นามรูปเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไรด้วย คือต้องรู้และเห็นว่าในภพที่มีขันธ์ ๕ (ปัญจโวการภพ) นามนั้นอาศัยรูป ปัญจโวการภพก็คือโลกของขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายปัญจโวการภพไว้ในโลกสูตร ในสูตรนี้ พระองค์ทรงอธิบายนามรูปโดยความเป็นธาตุ ๑๘ คือทวาร ๖, อารมณ์ ๖, และวิญญาณ ๖ โดยพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า จากอีกมุมหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงเรียกนามรูปว่า “อายตนะ ๖” (คือ ๖ อย่างภายใน และอีก ๖ อย่างภายนอก) ซึ่งเป็นคาที่พระผู้มีพระภาคทรงใช้เมื่อทรงอธิบายปฏิจจสมุปบาท พระองค์ทรงอธิบายธรรมะตามจริตและปัญญาของผู้ฟังตลอดคาสอนของพระองค์ทั้งหมด ดังนั้น แม้พระองค์จะได้ทรงอธิบายนามรูปไว้โดยหลายนัย แต่ก็หมายถึงสิ่งเดียวกันนั่นเอง (ดูคาถามและคาตอบ ๒.๒ หน้า ๑๓๕ และเชิงอรรถ ๕๒๖ หน้า ๔๒๕ จากอรรถกถา) ====== อรรถกถาจูฬนิทเทสปารายนวรรค ====== '''บทว่า รูปนิสฺสิต นาม''' นามอาศัยรูป คือนามในปัญจโวการภพ ท่านเรียกว่า นามอาศัยรูป เพราะไม่ละรูปเป็นไป. *** '''ส. สฬา. โยคักเขมีวรรค โลกสมุทยสูตร (โลกสูตร) ข้อ ๑๐๗''' '''พจนานุกรมให้ความหมายของคาว่า “ทวาร”''' – ทางรับรู้อารมณ์