**นี่คือเอกสารรุ่น/ฉบับเก่า**
ลักขณาทิจตุกกะบาลี ที่เกี่ยวข้อง
ถ้าอ่านทั้งหมดนี้ไม่เข้าใจ แสดงว่าโมหะมีกำลังมาก วิสุทธิมรรคและมหาสติปัฏฐานสูตร แนะนำโมหจริตบุคคลให้เจริญอานาปานัสสติให้ต่อเนื่องก่อนจะทำกรรมฐานอื่นๆ. ที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่พะอ็อคตอยะชอบยกมาสอนสำหรับผู้ใหม่ ก็น่าจะเพราะเคร่งครัดในพระสูตรนี้.
พื้นฐานของการสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน คือ อโลภะเจตสิกในโสภณจิตุปบาททุกดวง. มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นผลของอโลภะเจตสิก จึงห้อมล้อมด้วยคนที่มีมนุษยธรรม ไม่ได้ออกล่ากันทุกผู้ทุกคนดุจสัตว์ป่า. หมายความว่า มนุษย์ทุกคนมีบุพเพกตปุญญตา ปฏิรูปเทสวาโสแล้ว มีพื้นฐานแล้วสำหรับโยนิโสมนสิการทำอัตตสัมมาปนิธิสัปปุริสูปนิสสย สปฺปุริสสํเสว กลฺลยาณมิตฺตตา เพื่อทำอเสวนา จ พาลานํ, ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา, ปูชา จ ปูชนียานํ. อโลภะเจตสิกในชาติปัจจุบันฝึกฝนได้ด้วยการให้ การบอกบุญ การอนุโมทนาบุญ ความอ่อนน้อม การช่วยเหลือผู้อื่น ไม่มีใจอยากได้ของผู้อื่น การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ตรงกับที่เกิดดับจริงๆ. ถามว่า ถ้าไม่ห้อมล้อมด้วยกัลยาณมิตร แล้วใครจะมาชักชวนอโลภะเจตสิกที่เป็นสสังขาริกให้เกิดขึ้นได้เล่า? คนจิตอ่อนแอจะทำอโลภะเจตสิกให้เกิดเองได้อย่างไร ถ้าไม่ขวนขวายหาเพื่อน จะมีบุญเกิดได้อย่างไรถ้าไม่มีเพื่อนชวนไปวัด ไม่มีเพื่อนชวนใส่ซอง ไม่มีเพื่อนชวนสวดมนต์ ไม่มีเพื่อนชวนรักษาศีล ไม่มีเพื่อนชวนนั่งสมาธิ? แค่เพื่อน รอบข้างยังมีอุปการะขนาดนี้ แล้วอาจารย์กรรมฐานดีๆ สักองค์ จะมีอุปการะขนาดไหน?
พื้นฐานของพระวินัยปิฎก คือ การสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน 1). แต่เพราะคนใหม่ๆ มักจะมีสมาทานเจตนา กำลังอ่อน เป็นสสังขาริก พื้นฐานของการสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน จึงได้แก่ ความสามัคคีของหมู่สหธรรมิก 8 2) เพราะการห้อมล้อมชักชวนของพระอริยเจ้า ทำให้กัลยาณปุถุชนมีกำลังใจจะปฏิบัติ, เพราะการห้อมล้อมชักชวนของอุคฆฏิตัญญูทำให้สุขาปฏิปทาทันธาภิญญามีกำลังใจฝึกอภิญญาด้วยสัมมัปปธาน 4 (ทิฏฐิจริต), เพราะการห้อมล้อมชักชวนของทิฏฐิจริตทำให้ตัณหาจริตมีกำลังใจฝึกสมถะคู่วิปัสสนาด้วยฌาน 4 และสติปัฏฐาน 4, เหมาะสมกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์". ภิกษุสามารถห้อมล้อมด้วยพระอริยเจ้าเป็นกัลยาณมิตร โดยอาศัยพระปาติโมกข์ 227 เพื่อฝึกตามโอวาทปาติโมกข์. และภิกษุนั้นสามารถหากัลยาณมิตรในระดับนิสสยาจารย์ได้ด้วยอาจาริยวัตร อันเตวาสิกวัตร ท่านจึงเลือกสองวัตรนี้ให้เป็นขันธกะแรกของวัตรทั้งปวง ซึ่งอยู่ต่อจากพระปาติโมกข์อีกทีหนึ่ง, วัตรทั้งสองนี้ เป็นบาทฐานของกัมมัฏฐานุคคหณนิทเทส ในวิสุทธิมรรคอีกที. ทั้งหมดนี้ ท่านย่นย่อลำดับไว้ให้ทั้งพระและฆราวาสใน ม.ม. กีฏาคิริสูตร.
พื้นฐานของ ที.สี. สุภสูตร อันเป็นพระสุตตันตปิฎก คือ พระวินัยปิฎกอันได้แก่การสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน เพื่อมางดเว้นกิเลสและฝึกฝนศีลสมาธิปัญญาแทนที่กิเลส ตามที.สี. สุภสูตร บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ (ออกจากกามคุณ 5 คือ สีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ). ในฆราวาสก็เหมือนกัน เพียงลดลงมาที่ศีล 5 และศีล 8 เพื่อมางดเว้นกิเลสและฝึกฝนศีล สมาธิปัญญาแทนที่กิเลส ตามที.สี. สุภสูตร บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ.
ที.สี. สุภสูตร (คล้าย ที.สี. สามัญญผลสูตร3)) คือ พื้นฐานก่อนฝึกวิปัสสนาญาณวิชชาที่ใช้ในการแทงตลอกลักขณาทิจจตุกบาลี.
ที.สี. สุภสูตร ถูกขยายความแล้วด้วยนิทเทสในตัวสูตรนั้นๆ และถูกขยายซ้ำด้วยมหาวรรคและปาถิกวรรค. ทีฆนิกาย ยังถูกท่านพระสารีบุตรและลูกศิษย์ขยายความไว้เพิ่มทั้งโดยพุทธพจน์และตัวท่านเองในมัชฌิมนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค และอภิธรรมปิฎก.
ลักขณาทิจตุกกะจากสัมโมหวิโนทนี
เมื่อมีพื้นฐานลกฺขณาทิจตุกกะจากเล่มที่แล้ว จะอ่านเล่มต่อไปนี้ไม่ยาก
ลักขณาทิจตุกกะจากวิสุทธิมรรค เป็นลักขณาทิจตุกะเพื่อการปฏิบัติ4)ฝึกฝน5)ปัญญาให้ชำนาญ6)และบริสุทธิ์ 7) คือ ฝึกฝนสีลมยปัญญาให้เป็นญาณชื่อสีลวิสุทธิ ฝึกฝนสมาทหนปัญญาให้เป็นสมาธิภาวนามยญาณชื่อว่าจิตตวิสุทธิ ฝึกฝนพลววิปัสสนาปัญญาให้เป็นญาณชื่อว่าญาณทัสสนวิสุทธิ 8)