ปิฏก.: อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํฯ
ปิฏก.แปล: ปัญญาในอันกำหนดภายใน คือ ญาณในความต่างแห่งวัตถุ
อฏฺฐ.: อิทานิ ยสฺมา เหฏฺฐา สรูเปน นามรูปววตฺถานญาณํ น วุตฺตํ, ตสฺมา ปญฺจธา นามรูปปฺปเภทํ ทสฺเสตุํ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณนฺติอาทีนิ ปญฺจ ญาณานิ อุทฺทิฏฺฐานิฯ
อฏฺฐ.แปล: บัดนี้ เพราะเหตุที่ในตอนต้นยังมิได้กล่าวถึง นามรูปววัตถานญาณ โดยอาการที่เป็นสภาวะของตนไว้ ดังนั้น จึงแสดงความจำแนกแห่งนามรูปออกเป็น ๕ อย่าง เพื่อจะแสดงความนั้น จึงได้อุทเทศญาณทั้ง ๕ ว่า ปัญญาในอันกำหนดภายใน คือ ญาณในความต่างแห่งวัตถุ เป็นต้นไว้
อฏฺฐ.: สกเล หิ นามรูเป วุตฺเต ยํ ปริคฺคเหตุํ สกฺกา, ยญฺจ ปริคฺคเหตพฺพํ, ตํ ปริคฺคเหสฺสติฯ
อฏฺฐ.แปล: เพราะเมื่อกล่าวถึงนามรูปทั้งหมดแล้ว สิ่งใดที่สามารถจะกำหนดได้ และสิ่งใดที่ควรจะกำหนด ก็ย่อมจะกำหนดสิ่งนั้นได้
อฏฺฐ.: โลกุตฺตรนามญฺหิ ปริคฺคเหตุญฺจ น สกฺกา อนธิคตตฺตา, น จ ปริคฺคเหตพฺพํ อวิปสฺสนูปคตฺตาฯ
อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า โลกุตตรนาม นั้นไม่อาจจะกำหนดได้ เนื่องจากยังมิได้บรรลุ และก็ไม่ควรจะกำหนด เพราะไม่ใช่สิ่งที่ควรเข้าไปสู่วิปัสสนา
อฏฺฐ.: ตตฺถ อชฺฌตฺตววตฺถาเนติ ‘‘เอวํ ปวตฺตมานา มยํ อตฺตาติ คหณํ คมิสฺสามา’’ติ อิมินา วิย อธิปฺปาเยน อตฺตานํ อธิการํ กตฺวา ปวตฺตาติ อชฺฌตฺตาฯ
อฏฺฐ.แปล: ในข้อความนั้น คำว่า อชฺฌตฺตววตฺถาเน นั้น ความว่า ธรรมทั้งหลายที่ดำเนินไปโดยมีตนเป็นอธิการด้วยความตั้งใจว่า ‘‘เราทั้งหลายผู้ดำเนินไปอยู่อย่างนี้ จะเข้าถึงความถือว่าเป็นอัตตา’’ ดังนี้ จึงเรียกว่า อชฺฌัตตะ
อฏฺฐ.: อชฺฌตฺตสทฺโท ปนายํ โคจรชฺฌตฺเต นิยกชฺฌตฺเต อชฺฌตฺตชฺฌตฺเต วิสยชฺฌตฺเตติ จตูสุ อตฺเถสุ ทิสฺสติ ฯ
อฏฺฐ.แปล: ส่วนคำว่า อชฺฌัตตะ นี้ ปรากฏในอรรถ ๔ ประการ คือ โคจรอัชฌัตตะ, นิยกอัชฌัตตะ, อัชฌัตตอัชฌัตตะ และ วิสยอัชฌัตตะ
อฏฺฐ.: ‘‘เตน, อานนฺท, ภิกฺขุนา ตสฺมิํเยว ปุริมสฺมิํ สมาธินิมิตฺเต อชฺฌตฺตเมว จิตฺตํ สณฺฐเปตพฺพํ, อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๓๖๒) หิ อยํ โคจรชฺฌตฺเต ทิสฺสติฯ
อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นพึงตั้งจิตไว้ภายในนั่นเอง ในนิมิตแห่งสมาธิอันเป็นของก่อนนั่นเอง เป็นผู้ยินดีในภายใน มีจิตตั้งมั่น’’ เป็นต้น (ธัมมปทัฏฐกถา ๓๖๒) คำนี้ปรากฏในอรรถว่า โคจรอัชฌัตตะ
อฏฺฐ.: ‘‘อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ (ที. นิ. ๑.๒๒๘; ธ. ส. ๑๖๑), อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตี’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๗๓) นิยกชฺฌตฺเตฯ
อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ความเลื่อมใสภายใน’’ (ทีฆนิกาย ๑.๒๒๘; ธัมมสังคณี ๑๖๑), ‘‘หรือว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๒.๓๗๓) ปรากฏในอรรถว่า นิยกอัชฌัตตะ
อฏฺฐ.: ‘‘ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ, อชฺฌตฺติกา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ติกมาติกา ๒๐) อชฺฌตฺตชฺฌตฺเตฯ
อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘อายตนะที่เป็นภายใน ๖, ธรรมทั้งหลายที่เป็นภายใน’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ติกมาติกา ๒๐) ปรากฏในอรรถว่า อัชฌัตตอัชฌัตตะ
อฏฺฐ.: ‘‘อยํ โข, ปนานนฺท, วิหาโร ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ ยทิทํ สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อชฺฌตฺตํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรตี’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๓.๑๘๗) วิสยชฺฌตฺเต, อิสฺสริยฏฺฐาเนติ อตฺโถฯ
อฏฺฐ.แปล: ในข้อความว่า ‘‘ดูกรอานนท์ วิหารนี้แล ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้ว คือการเข้าถึงสุญญตาภายในอยู่ เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวง’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๓.๑๘๗) ปรากฏในอรรถว่า วิสยอัชฌัตตะ ความหมายว่า ในฐานะแห่งความเป็นใหญ่
อฏฺฐ.: ผลสมาปตฺติ หิ พุทฺธานํ อิสฺสริยฏฺฐานํ นามฯ
อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า ผลสมาบัติ นั้นชื่อว่าเป็นฐานะแห่งความเป็นใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
อฏฺฐ.: อิธ ปน อชฺฌตฺตชฺฌตฺเต ทฏฺฐพฺโพฯ
อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ พึงเห็นในอรรถว่า อัชฌัตตอัชฌัตตะ
อฏฺฐ.: เตสํ อชฺฌตฺตานํ ววตฺถาเน อชฺฌตฺตววตฺถาเนฯ
อฏฺฐ.แปล: ในอันกำหนดธรรมทั้งหลายที่เป็นภายในเหล่านั้น ชื่อว่า อชฺฌัตตววัตถานะ
อฏฺฐ.: วตฺถุนานตฺเตติ วตฺถูนํ นานาภาเว, นานาวตฺถูสูติ อตฺโถฯ
อฏฺฐ.แปล: คำว่า วตฺถุนานตฺเต ความว่า ในความต่างแห่งวัตถุทั้งหลาย, หรือในวัตถุอันต่าง ๆ กัน
อฏฺฐ.: เอตฺถ ชวนมโนวิญฺญาณสฺส ปจฺจยภูโต ภวงฺคมโนปิ จกฺขาทิปญฺจกํ วิย อุปฺปตฺติฏฺฐานตฺตา วตฺถูติ วุตฺโตฯ
อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้ ภวังคมโน ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งชวนมโนวิญญาณ ก็ถูกกล่าวว่าเป็นวัตถุ เหมือนจักษุเป็นต้นทั้ง ๕ เพราะเป็นที่เกิด
อฏฺฐ.: อาวชฺชนมฺปิ ตนฺนิสฺสิตเมว กาตพฺพํฯ
อฏฺฐ.แปล: แม้ อาวัชชนะ ก็พึงทำให้อาศัยสิ่งนั้นนั่นเอง