ปิฏก.แปล: ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นแม้ธรรมอันหนึ่งอื่นใด ที่กามฉันท์อันยังไม่เกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้น หรือว่ากามฉันท์อันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมีมากขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เหมือนอย่างสุภนิมิตต์นี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยไม่แยบคายซึ่งสุภนิมิตต์ กามฉันท์อันยังไม่เกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้นด้วย และกามฉันท์อันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมีมากขึ้น เพื่อความไพบูลย์ด้วย’’ ดังนี้ เป็นสูตรที่ ๑
อฏฺฐ.แปล: ในสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ คำว่า เอกธมฺมมฺปิ ในที่นี้ พึงทราบว่า ธรรม โดยอรรถว่าปราศจากสัตว์ เหมือนอย่างในข้อความว่า ‘‘ก็ในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ๑๒๑) เพราะฉะนั้น คำว่า เอกธมฺมมฺปิ จึงมีความหมายในที่นี้ว่า แม้ธรรมอันมีสภาวะอันเดียว อันปราศจากสัตว์
อฏฺฐ.แปล: ส่วนคำว่า อนุปฺปนฺโน วา ในที่นี้ พึงทราบว่าศัพท์ว่า วา มีอรรถว่ารวบรวม มิใช่อรรถว่าเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างในข้อความว่า ‘‘เพื่อความตั้งอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นอยู่แล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความเกิด’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๔๐๒; สังยุตตนิกาย ๒.๑๑) และ ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีประมาณเท่าใด ที่เป็นอเท้า หรือที่เป็นทวิบาท’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๔.๓๔; อิติวุตตกะ ๙๐)
อฏฺฐ.แปล: ก็ความหมายในที่นี้มีอยู่ว่า ธรรมใดที่กามฉันท์อันยังไม่เกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้นด้วย และกามฉันท์อันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมีมากขึ้น เพื่อความไพบูลย์ด้วย เราย่อมไม่เห็นธรรมอื่นใด นอกจากสุภนิมิตต์ เหมือนอย่างสุภนิมิตต์นั้น ดังนี้
อฏฺฐ.แปล: ในข้อความนั้น คำว่า อนุปฺปนฺโน หมายถึง ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ยังไม่ประจักษ์ ยังไม่ถึงพร้อม
อฏฺฐ.แปล: คำว่า กามจฺฉนฺโท หมายถึง กามฉันท์นีวรณ์ ที่ทรงขยายความไว้โดยนัยว่า ‘‘กามฉันท์ กามราคะ กามนันที กามตัณหาใดในกามทั้งหลาย’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ๑๑๕๖)
อฏฺฐ.แปล: คำว่า อุปฺปชฺชติ หมายถึง ย่อมบังเกิด ย่อมปรากฏ
อฏฺฐ.แปล: ก็กามฉันท์นั้นพึงทราบว่า เกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ หรือโดยอำนาจแห่งอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย เพราะมิฉะนั้นแล้ว ในสังสารวัฏอันหาเบื้องต้นมิได้ ย่อมไม่มีสิ่งที่ชื่อว่ายังไม่เกิดขึ้นเลย
อฏฺฐ.แปล: ในเรื่องนั้น กิเลสย่อมไม่ประพฤติเนือง ๆ แก่บุคคลบางคน โดยอำนาจแห่งวัตร แก่บุคคลบางคน โดยอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งคัมภีร์ ธุตังค์ สมาธิ วิปัสสนา การงานใหม่ เป็นต้น
อฏฺฐ.แปล: อย่างไร? บุคคลบางคนย่อมถึงพร้อมด้วยวัตร กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขากำลังทำขุททกวัตร ๘๒ มหาวัตร ๑๔ และเจดีย์อังคณะ โพธิอังคณะ ปานียมาฬกะ อุโบสถาคาร อาคันตุก คมิกวัตร อยู่ ต่อมาเมื่อเขาละวัตรเสียแล้ว เที่ยวไปในฐานะที่เป็นผู้มีวัตรขาดแล้ว อาศัยอโยนิโสมนสิการและสติวัสสัคคะ กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ
อฏฺฐ.แปล: บุคคลบางคนย่อมประกอบด้วยคัมภีร์ ถือเอาแม้เพียงนิกายเดียว สอง สาม สี่ หรือห้า นิกาย กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขากำลังถือเอา พุทธวจนะอันเป็นเตปิฎก โดยอรรถ โดยบาลี โดยอนุสนธิ โดยปุพพาปร กำลังสาธยาย กำลังกล่าว กำลังแสดง กำลังประกาศอยู่ ต่อมาเมื่อเขาละคัมภีร์กรรมเสียแล้ว เที่ยวไปในฐานะที่เป็นผู้เกียจคร้าน อาศัยอโยนิโสมนสิการและสติวัสสัคคะ กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ
อฏฺฐ.แปล: ส่วนบุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ทรงธุตังค์ สมาทานคุณแห่งธุตังค์ ๑๓ ประการแล้วประพฤติอยู่ กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขากำลังรักษาคุณแห่งธุตังค์อยู่ ต่อมาเมื่อเขาละธุตังค์ทั้งหลายเสียแล้ว เที่ยวไปในฐานะที่กลับไปสู่ความมักมาก อาศัยอโยนิโสมนสิการและสติวัสสัคคะ กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ
อฏฺฐ.แปล: บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ชำนาญแล้วในสมาบัติทั้ง ๘ กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขาดำรงอยู่โดยอำนาจแห่งอาวัชชนวสี เป็นต้น ในปฐมฌาน เป็นต้น ต่อมาเมื่อเขาเป็นผู้มีฌานเสื่อมแล้ว หรือเป็นผู้ละฌานเสียแล้ว ดำรงอยู่โดยประกอบในภัสสะ เป็นต้น อาศัยอโยนิโสมนสิการและสติวัสสัคคะ กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ
อฏฺฐ.แปล: ส่วนบุคคลบางคนย่อมเป็นผู้มีวิปัสสนา ดำรงอยู่โดยทำการงานในอนุปัสสนาทั้ง ๗ หรือในมหาวิปัสสนาทั้ง ๑๘ กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขาดำรงอยู่อย่างนั้น ต่อมาเมื่อเขาละวิปัสสนากรรมเสียแล้ว ดำรงอยู่โดยมากด้วยกายทัฬหี อาศัยอโยนิโสมนสิการและสติวัสสัคคะ กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ
อฏฺฐ.แปล: บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ทำการงานใหม่ สร้างอุโบสถาคาร โภชนศาลา เป็นต้น กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขาคิดถึงอุปกรณ์ของสิ่งเหล่านั้นอยู่ ต่อมาเมื่อนวกัมมะสำเร็จแล้ว หรือถูกละทิ้งแล้ว อาศัยอโยนิโสมนสิการและสติวัสสัคคะ กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ
อฏฺฐ.แปล: ส่วนบุคคลบางคนย่อมเป็นสัตว์บริสุทธิ์ผู้มาจากพรหมโลก กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสเพราะความที่เขายังไม่เคยเสพ ต่อมาเมื่อเขาได้เสพแล้ว อาศัยอโยนิโสมนสิการและสติวัสสัคคะ กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ ดังนี้ พึงทราบความเกิดขึ้นแห่งสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งความไม่ประพฤติเนือง ๆ ก่อน
อฏฺฐ.แปล: อย่างไรโดยอำนาจแห่งอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย? บุคคลบางคนในโลกนี้ได้รูปารมณ์เป็นต้นอันน่าพอใจที่ยังไม่เคยเสวยมาก่อน ราคะย่อมเกิดขึ้นแก่เขา อาศัยอโยนิโสมนสิการและสติวัสสัคคะในอารมณ์นั้น อย่างนี้ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย
อฏฺฐ.แปล: คำว่า อุปฺปนฺโน หมายถึง เกิดแล้ว ปรากฏแล้ว บังเกิดแล้ว อภินิพพัตติแล้ว ประจักษ์แล้ว
อฏฺฐ.แปล: คำว่า ภิยฺโยภาวาย หมายถึง เพื่อความมีอยู่บ่อย ๆ
อฏฺฐ.แปล: คำว่า เวปุลฺลาย หมายถึง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเป็นกอง
อฏฺฐ.แปล: ในเรื่องนั้น การที่กามฉันท์อันเกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วย่อมไม่ดับไป หรือว่าอันดับไปครั้งเดียวแล้วย่อมเกิดขึ้นอีกในวันรุ่งขึ้นนั้น ย่อมไม่ใช่ฐานะ แต่เมื่อกามฉันท์อันหนึ่งดับไปแล้ว ย่อมเกิดขึ้นอีก ๆ ในอารมณ์นั้น หรือในอารมณ์อื่น ชื่อว่าเป็นไปเพื่อความมีมากขึ้น เพื่อความไพบูลย์
อฏฺฐ.แปล: คำว่า สุภนิมิตฺตํ หมายถึง อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ ในข้อความว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลย่อมเกิดขึ้นมีนิมิตต์ มิใช่ไม่มีนิมิตต์’’ ในที่นี้คำว่า นิมิตต์ เป็นชื่อของปัจจัย ในข้อความว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบในอธิจิตต์ พึงทำในใจซึ่งนิมิตต์ ๕ เป็นครั้งคราว’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๑๖) ในที่นี้หมายถึงเหตุ ในข้อความว่า ‘‘เขาย่อมเสพ ย่อมเจริญนิมิตต์นั้น’’ (อังคุตตรนิกาย ๙.๓๕) ในที่นี้หมายถึงสมาธิ ในข้อความว่า ‘‘อาศัยนิมิตต์ใด ทำในใจซึ่งนิมิตต์ใด อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปในลำดับ’’ (อังคุตตรนิกาย ๖.๒๗) ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนา ส่วนในที่นี้ประสงค์ธรรมอันเป็นอิฏฐารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ ว่าเป็นสุภนิมิตต์
อฏฺฐ.แปล: คำว่า อโยนิโสมนสิกโรโต หมายถึง ผู้ทำในใจโดยอนุบาย โดยอำนาจแห่งมนสิการนี้ คือ ‘‘ในเรื่องนั้น อโยนิโสมนสิการเป็นอย่างไร? การทำในใจว่าเป็นนิจจ์ในสิ่งที่เป็นอนิจจ์ เป็นสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ เป็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตา เป็นสุภะในสิ่งที่เป็นอสุภะ อโยนิโสมนสิการ คืออุปปถมนสิการ หรือการอาวัชชนา อนุอาวัชชนา อาโภคะ สมันนาหาระ มนสิการแห่งจิต โดยวิปฏิรูปต่อสัจจะ นี้เรียกว่าอโยนิโสมนสิการ’’ (วิภังค์ ๙๓๖)