หมายความว่า พึงกำหนดรู้ธรรมะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แม้จะให้ความสำคัญแก่รูป แต่ก็ต้องไม่มองข้ามนามไป นั่นก็คือต้องกำหนดรู้เวทนา จิต และธรรมด้วย หรืออาจจะให้ความสำคัญแก่เวทนาแทน แต่การกำหนดรู้เวทนาเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องกำหนดรู้เจตสิกที่เกิดร่วมกัน อายตนะ และอารมณ์ด้วย อายตนะ ๕ และอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นรูป ในเรื่องจิตและธรรมก็นัยเดียวกัน
ดังนั้น ในที่นี้ วิปัสสนาก็คือการพิจารณาความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนามและเหตุของรูปนาม ธรรมเหล่านี้ดับไปในทันทีที่เกิด ดังนั้นจึงไม่เที่ยง ถูกเบียดเบียนโดยการเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็น
สติปัฏฐานมี ๔ อย่าง คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ธรรมก็คือส่วนที่เหลือของนามกาย พระพุทธองค์ทรงอธิบายธรรมว่าเป็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ขันธ์ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๔ ด้วย
ตามจริงแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกธรรมหมวดต่าง ๆ เหล่านี้ออกต่างหาก ๆ ได้ เพราะว่าหมวดหนึ่ง ๆ ย่อมรวมหมวดที่เหลือเข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น การเข้าใจอริยสัจ ๔ อย่างบริบูรณ์ก็คือการเข้าใจอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างบริบูรณ์ การเข้าใจอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างบริบูรณ์ก็คือการเข้าใจโพชฌงค์ ๗ อย่างบริบูรณ์ คือการเข้าใจนามรูป ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้นอย่างบริบูรณ์ ดังนั้น ต้องเข้าใจโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ อย่างบริบูรณ์จึงจะตรัสรู้ได้
พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้ากล่าวถึงวิปัสสนาโดยกำหนดรู้เพียงแค่เวทนาเท่านั้นในคำถามและคำตอบ ๔.๖ หน้า ๒๖๗