====== พุทธประสงค์สำหรับสาวกและคำสอน – สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ====== { หน้า ๔๒๓ }
เช่น ลมหายใจเป็นกลุ่มของจิตตชรูปกลาป ถ้าแยกแยะรูปกลาปเหล่านั้น ก็จะเห็นว่า มีรูป ๙ ประเภทในแต่ละรูปกลาป ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี กลิ่น รส อาหาร และเสียง กระดูกก็เป็นฆนะของรูปกลาปเช่นกัน ถ้าเป็นกระดูกที่มีวิญญาณครอง ก็จะมีรูปกลาปทั้งหมด ๕ ประเภท ถ้าแยกแยะรูปกลาปเหล่านั้น ก็จะเห็นว่ามีรูป ๔๔ ประเภท
ดังนั้น ในกายานุปัสสนา พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนกรรมฐาน ๒ ประเภท ได้แก่ สมถะ และ วิปัสสนา
ในกายานุปัสสนา พระองค์ทรงรวมอานาปานสติและอาการ ๓๒ ของกายเป็นต้น ดังนั้น เมื่อโยคีกาลังเจริญอานาปานสติ ก็เป็นการเจริญกายานุปัสสนา สมถะกรรมฐานเหล่านั้นรวมอยู่ในกายานุปัสสนา เมื่อสำเร็จการเจริญสมถกรรมฐานแล้ว โยคีก็จะเปลี่ยนไปเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งก็คือการกำหนดรู้และแยกแยะรูปนาม
แต่ถ้ากำหนดรู้เพียงแค่เวทนา จิต และผัสสะเท่านั้น นั่นไม่พอที่จะได้วิปัสสนาญาณ ต้องกำหนดรู้เจตสิกที่เหลือด้วย เมื่อได้กำหนดรู้นามรูปแล้ว ก็จะต้องกำหนดรู้เหตุในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นั่นเป็นปัจจยปริคคหญาณ
หลังจากปัจจยปริคคหญาณ เมื่อได้ปฏิบัติจนถึงขั้นวิปัสสนาแล้ว ก็อาจให้ความสำคัญแก่รูป แก่เวทนา แก่จิต หรือแก่ผัสสะ การให้ความสำคัญไม่ได้ดูหัวข้อ “วิธีแยกแยะรูปกลาป” หน้า 220 และ “ตาราง ๕ – ประเภทของรูปในกาย” หน้า 248