๕. ในวิธีที่ ๕ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของกรรมชรูป คือ เห็นว่า รูปทางทวารทั้ง ๖ เกิดขึ้นและดับไปในที่นั้นเอง และไม่ไปจากทวารหนึ่งสู่อีกทวารหนึ่ง ทุกๆ วันในช่วงชีวิต ๑๐๐ ปีนี้

๖. ในวิธีที่ ๖ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตตชรูป คือ เห็นไตรลักษณ์ของจิต ในเวลาที่ดีใจ มีความสุข และเมื่อเสียใจ มีความทุกข์ ทุกๆ วันในช่วงชีวิต ๑๐๐ ปีนี้

๗. ในวิธีที่ ๗ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตตชรูป คือ เห็นไตรลักษณ์ของรูปปัจจุบันที่ไม่มีวิญญาณครอง รูปจะไม่มีวิญญาณครองเมื่อไม่ประกอบร่วมกับกรรมชรูป กรรมชรูป เช่น ชีวิตินทรีย์ และปสาทรูปทั้ง ๕ ยกตัวอย่างเช่น เหล็ก เหล็กกล้า ทองแดง ทอง เงิน พลาสติก มุก พลอย สังข์ หินอ่อน ปะการัง ดิน หิน คอนกรีต และพืช รูปเช่นนั้นมีอยู่ในภายนอกเท่านั้น

เหล่านี้คือวิธีของรูปสัตตกะ

ในอรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของวิปัสสนาจิตที่เห็นไตรลักษณ์ในรูปด้วยรูปสัตตกะ ซึ่งหมายความว่า ในแต่ละวิธี อารมณ์ก็คือวิปัสสนาจิตก่อน ที่เห็นด้วยวิปัสสนาจิตต่อๆ ไป

วิปัสสนาจิต ก็คือ วิปัสสนาวิถีจิต มีมโนทวารวัชชนจิต ๑ ชวนจิต ๗ และบางครั้งตามด้วยตทาลัมพนะ ๒ ในมโนทวารวัชชนจิตมีนามธรรม ๑๒ อย่าง และในแต่ละชวนจิตมี (ดูหน้าต่อไป)