ปี แบ่งเป็น ๕๐ วัย แต่ละวัยมี ๒ ปี และแบ่งเป็น ๑๐๐ วัย แต่ละวัยมีปีหนึ่ง ต่อจากนั้นแบ่งเป็น ๓๐๐ วัย แต่ละวัยมี ๔ เดือน แบ่งเป็น ๖๐๐ วัย แต่ละวัยมี ๒ เดือน และแบ่งเป็น ๒,๔๐๐ วัย แต่ละวัยมีครึ่งเดือน และท้ายสุดให้แบ่งวัน ๆ หนึ่งเป็น ๒ ส่วน และต่อจากนั้น ๖ ส่วน ในแต่ละกรณี ให้เห็นว่ารูปในวัยหนึ่งเกิดขึ้นและสิ้นไปในวัยนั้น ไม่ถึงวัยต่อไป ซึ่งแสดงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานั่นเอง
ต่อจากนั้น ให้แบ่งส่วนเพิ่มขึ้นอีกโดยการเคลื่อนไหวกายแต่ละอย่าง คือ ก้าว ถอย แล เหลียว คู้เข้า และเหยียดออก หลังจากนั้น แบ่งการก้าวเท้าออกเป็น ๖ ส่วน คือ ยก ย่าง ย้าย หย่อน เหยียบ ยัน ให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของรูปในแต่ละวัยของชีวิตที่มีอายุ ๑๐๐ ปีอย่างนี้
๓. ในวิธีที่ ๓ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของอาหารชรูป คือ ให้เห็นไตรลักษณ์ในรูปเมื่อหิว เมื่ออิ่ม และเห็นว่ารูปไม่เป็นไปต่อจากช่วงที่หิวไปยังช่วงที่อิ่ม แม้ในนัยตรงกันข้ามก็เช่นกัน ให้เห็นอย่างนี้ทุก ๆ วันในช่วงชีวิต ๑๐๐ ปีนี้
๔. ในวิธีที่ ๔ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของอุตุชรูป คือ เห็นไตรลักษณ์ของรูปเมื่อร้อน เมื่อหนาว และเห็นว่ารูปไม่เป็นไปต่อจากช่วงที่ร้อนไปยังช่วงที่หนาว แม้ในนัยตรงกันข้ามก็เช่นกัน ให้เห็นอย่างนี้ทุก ๆ วันในช่วงชีวิต ๑๐๐ ปีนี้
นี้หมายความว่าให้กำหนดรู้รูปทั้ง ๔ ประเภทที่เกิดขึ้นเนื่องจากการอุปถัมภ์ของอาหารชรูป หลักนี้ก็เหมือนกันสำหรับการกำหนดรู้กรรมชรูป จิตตชรูป และอุตุชรูป