ปกติย่อมไม่วอกแวกออกไปจากอารมณ์ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับไตรลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี่ก็เรียกว่าขณิกสมาธิ
ถ้าโยคีสามารถเห็นนามรูปปรมัตถ์และเหตุของนามรูปอย่างละเอียดถี่ถ้วนและชัดเจน โดยที่ไม่ต้องเจริญสมถกรรมฐาน ก็แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเจริญสมถะ ถ้าไม่เช่นนั้น ก็พึงอบรมสมถกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพัฒนาสมาธิให้เพียงพอเพื่อให้เห็นนามรูปปรมัตถ์และเหตุของนามรูปได้
แต่ในสมาธิสูตรของขันธสังยุต พระพุทธเจ้าตรัสว่า
สมาธึ, ภิกฺขเว, ภาเวถ; สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูต ปชานาติ
(ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง)
ดังนั้น โยคีจึงควรอบรมสมาธิเพื่อให้รู้ขันธ์ ๕ เหตุเกิดและความดับของขันธ์ ๕ เพื่อให้รู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของขันธ์ ๕ โดยความดับไปจะเห็นได้ในอรหัตมรรคและเมื่อปรินิพพาน
อนึ่ง ในสมาธิสูตรของสัจจสังยุต พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลพึงอบรมสมาธิเพื่อให้รู้อริยสัจ ๔ ถ้าบัดนี้โยคีต้องการพิจารณาเพียงแค่เวทนา พึงทราบความต่อไปนี้ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายไว้ในปฐมอปริชานนสูตร ว่า
ดูการอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกันด้วยในเชิงอรรถ ๔๓ หน้า ๔๒