ดังนั้น เพราะจตุธาตุววัฏฐานไม่ทำให้เกิดฌาน จึงเข้าใจได้ว่า อุปจารสมาธิ ซึ่งมีธาตุ ๔ ในแต่ละรูปกลาปเป็นอารมณ์นั้น ไม่ใช่อุปจารสมาธิจริง ๆ แต่เป็นขณิกสมาธิ ดังนั้น เราจึงจะสนทนากันในเรื่องขณิกสมาธิในวิปัสสนา ซึ่งวิสุทธิมรรคกล่าวไว้ในกถาว่าด้วยอานาปานสติ
ในที่นี้ พึงทราบว่าขณิกสมาธิในวิปัสสนาเป็นการเห็นอย่างละเอียดถี่ถ้วนซึ่งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนาม ถ้าไม่เห็นเช่นนั้นแล้ว จะมีขณิกสมาธิในวิปัสสนาได้อย่างไร นั่นเป็นไปไม่ได้
ถ้าโยคีสมถยานิกปราถนาจะเจริญวิปัสสนา พึงเข้าปฐมฌาน เช่น ปฐมฌานของอานาปานสติ นั่นเป็นสมถะ เมื่อออกจากฌานนั้นแล้ว พึงกำหนดรู้นามธรรม ๓๔ อย่างของปฐมฌาน และหลังจากนั้น กำหนดรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา โดยเห็นการเกิดขึ้นและดับไปของฌานสังขาร (ฌานธรรม) แล้ว พึงทำอย่างเดียวกันในทุติยฌานเป็นต้น
ในขณะที่กำหนดรู้ฌานธรรมอยู่ ก็ยังมีสมาธิที่สืบเนื่องกับฌาน ดังนั้น เมื่อโยคีตั้งสมาธิในความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของฌานธรรม เมื่อนั้นสมาธิก็ย่อมลึกซึ้ง ไม่วอกแวกไปกับอารมณ์อื่น ๆ นั่นเป็นขณิกสมาธิ เพราะอารมณ์นั้นเป็นไปเพียงชั่วขณะหนึ่ง คือทันทีที่เกิดขึ้นก็ดับไป
โดยนัยเดียวกัน เมื่อโยคีปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ หรือความเป็นอนัตตาของนามรูปปรมัตถ์และเหตุของนามรูป เมื่อนั้นใจโดยวิสุทธิมรรค อนุสสติกัมมฐานนิเทส ข้อ ๒๓๕ (กถาว่าด้วยอานาปานสติ)