[หน้า ๒๖๓]
ต่อๆ ไป ดังนั้น ในขณะที่ทากาละ โยคีแม้จะยังไม่ได้สมถวิปัสสนาที่เข้มแข็ง แต่เพราะสมถวิปัสสนาเป็นกุศลกรรมที่มีกำลัง นิมิตที่ดีย่อมปรากฏทางมโนทวาร และจุติจิตอาจเกิดโดยมีนิมิตนั้นเป็นอารมณ์ เพราะกุศลกรรมนี้ โยคีย่อมถึงสุคติ และในที่นั้นย่อมบรรลุพระนิพพานได้
แต่ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาจนถึงช่วงจิตที่ใกล้ตาย (มรณาสนฺนชวน) โยคีก็จะเป็นบุคคลประเภทแรกที่ระบุไว้ในโสตานุกถาสูตรซึ่งเพิ่งกล่าวถึง
คาถาม โยคีผู้ที่ผ่านการปฏิบัติแล้ว แต่ยังไม่ได้บรรลุพระนิพพาน จะสามารถบรรลุธรรมฐิติญาณได้หรือไม่ และถ้าได้ ญาณนั้นจะเสื่อมได้หรือไม่
คาตอบ โยคีสามารถบรรลุญาณนั้นได้ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายต่อสุสิมปริพาชกว่าว่า
*ปุพฺเพ โข สุสิม ธมฺมฏฺฐิติญาณ ปจฺฉา นิพฺพาเน ญาณ*
*สุสิมะ ธัมมฐิติญาณเกิดก่อน นิพพานญาณเกิดภายหลัง*
(มรรคญาณที่มีพระนิพพานเป็นที่สุด)
[หมายเหตุจากพระสูตร] ท่านสุสิมะเป็นปริพาชกที่เข้ามาเพื่อขโมยธรรมะ แต่พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าเธอจะบรรลุพระนิพพานภายใน ๒-๓ วัน จึงได้ให้อุปสมบท (อ้างถึง: ส.นิทานวรรค.ข้อ ๗๐, สุสิมสูตร)
[ความหมายตามพระมหาจุฬาแปล] สุสิมะ ธัมมฐิติญาณเกิดก่อน นิพพานญาณเกิดภายหลัง