{ หน้า ๒๕๗ }
วันนั้นเสร็จแล้ว ก็ได้แบกเอาไม้ที่ไหม้ครึ่งหนึ่งมัดหนึ่งไป แล้วเดินมาตามทางย่อย มีผมปล่อยไปทางข้างหลัง แล้วยืนหันหน้าไปทางพวกภิกษุ
พวกสามเณรเมื่อได้เห็นชายคนนั้นก็หยอกกันและกันว่า “นั่นบิดาของท่าน นั่นปู่ของท่าน นั่นลุงของท่าน” แล้วเดินหัวเราะไป จากนั้นจึงถามชายนั้นว่า “อุบาสก โยมชื่ออะไร” เมื่อได้ถามถึงชื่อ ชายนั้นเกิดความโศกแล้ว วางมัดไม้ที่แบกมาแล้วจัดแจงผ้านุ่ง อภิวาทพระมหาเถระเพื่อให้ท่านอยู่อีกครู่หนึ่ง พระภิกษุเหล่านั้นได้รอแล้ว
แต่พวกสามเณรที่มาถึงก็ยังหัวเราะแม้ยังอยู่ข้างหน้าพระมหาเถระ ชายผู้นั้นกล่าวกับพระมหาเถระว่า “ท่านผู้เจริญ พวกท่านหัวเราะเมื่อเห็นกระผม พวกท่านคิดว่าท่านได้ถึงพร้อมด้วยชีวิตของภิกษุด้วยเหตุเพียงจีวรของท่าน แต่แม้เอกัคคตาแห่งจิตท่านก็ยังไม่ได้”
“กระผมก็เคยเป็นนักบวชเหมือนกับพวกท่าน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอภิญญาและพละในพระศาสนานี้ สำหรับผม แม้อากาศก็เปรียบเหมือนปฐพี และปฐพีก็เปรียบเสมือนอากาศ แม้ที่ไกลก็เหมือนที่ใกล้ และที่ใกล้ก็เหมือนที่ไกล กระผมเห็นตลอดแสนจักรลาลในเพียงขณะหนึ่ง พวกท่านเห็นมือทั้งสองของผมไหมครับ บัดนี้ ไม่ต่างอะไรจากมือลิง”
ต่อจากนั้น จึงชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วกล่าวว่า “เมื่อนั่งใต้ต้นไม้นั่น ด้วยมือทั้งสองนี้แหละ ผมได้ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ ผมได้นั่งโดยมีพระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นปฐพีเพื่อเช็ดเท้าเหล่านี้แหละ นี่เป็นกำลังแห่งอภิญญาของผม แต่อนตรธานไปแล้วเพราะความประมาท ท่านทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย เพราะความประมาท ชนทั้งหลายย่อมถึงความพินาศเช่นนี้ แต่ผู้มีชีวิตด้วยความบากบั่นย่อมได้ที่สุดแห่งชาติ ชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น ให้เอาผมเป็นพยาน”