แล้วเจริญ เมตตา กรุณา และ มุทิตา แต่ละอย่างให้ถึง ตติยฌาน เมื่อออกจากตติยฌานแล้ว พึงพิจารณาพรหมวิหารทั้ง ๓ ว่ามีโทษ คือใกล้กับความติดข้อง ใกล้กับความยินดีและความยินร้าย กับปีติและโสมนัส ต่อจากนั้น พึงพิจารณา จตุตถฌาน ของ อุเบกขาพรหมวิหาร ว่าเป็นธรรมที่สงบ แล้วเจริญ อุเบกขา ต่อบุคคลผู้เป็นกลางๆ โดยพิจารณาว่า “สัตบุรุษผู้นี้มีกรรมเป็นของตน (อย สปฺปุริโส กมฺมสฺสโก)” ท่าอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งบรรลุจตุตถฌานและได้วสีทั้ง ๕ ของฌานนั้น เพราะมีฐานคือตติยฌานของการเจริญเมตตา กรุณา และมุทิตา ก็จะใช้เวลาไม่นานเลยเพื่อเจริญอุเบกขาจนได้จตุตถฌาน หลังจากนั้น พึงเจริญอุเบกขาต่อผู้เป็นที่เคารพและเป็นที่รัก ผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง และผู้เป็นคู่เวร ต่อไป ให้เจริญอุเบกขาต่อตนเองอีก ต่อผู้เป็นที่เคารพหรือเป็นที่รัก ผู้เป็นกลางๆ และผู้เป็นคู่เวร จนกระทั่งได้ขจัดความต่างของบุคคลเหล่านั้นกับตนเอง ในที่สุด ก็พึงเจริญอุเบกขาต่อสัตว์ทั้งปวงในจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุดโดยอาการ ๑๓๒ ดังที่กล่าวไปแล้ว การเจริญพรหมวิหาร ๔ จึงจบแล้วดังนี้
**
กรรมฐาน ๔ อย่าง คือ เมตตา พุทธานุสสติ อสุภกรรมฐาน และ มรณสติ ทั้งหมดเรียกว่า “เครื่องป้องกัน ๔” หรือ “อารักขกรรมฐาน ๔” เพราะกรรมฐานเหล่านี้ป้องกันโยคีจากภัยอันตรายต่างๆ จึงควรศึกษาและเจริญกรรมฐานเหล่านี้ ก่อนจะเริ่มวิปัสสนากรรมฐาน เพราะเราได้สนทนาเรื่องวิธีเจริญเมตตาไปแล้ว ณ บัดนี้ จึงเพียงต้องสนทนาเรื่องวิธีเจริญอารักขกรรมฐาน ๓ อย่างที่เหลือ เริ่มต้นที่ พุทธานุสสติ