หลังจากนั้น พึงขยายนิมิต เช่น นิมิตของปฐวีกสิณ ให้ไม่มีที่สิ้นสุด หรือให้มากสุดตามความต้องการ จากนั้นพึงแทนที่รูปธรรม คือกสิณทั้งหมดด้วยอากาศ แล้วตั้งสมาธิอยู่กับอากาศนั้นว่า “อากาศ อากาศ” หรือ “อากาศไม่มีที่สิ้นสุด อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” สิ่งที่เหลือก็คือ อากาศไม่มีที่สิ้นสุดในที่ที่กสิณเคยอยู่
ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ พึงกำหนดรู้และตั้งสมาธิอยู่กับอากาศ ณ จุด ๆ หนึ่งในปฐวีกสิณนิมิต แล้วขยายนิมิตนั้นให้เต็มจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการแทนที่นิมิตทั้งหมดของปฐวีกสิณด้วยอากาศอันไม่มีที่สิ้นสุด
พึงตั้งสมาธิอยู่ต่อไปกับนิมิตของอากาศอันไม่มีที่ที่สุดจนบรรลุฌาน แล้วพึงเจริญวสีทั้ง ๕ นี่เป็นอรูปฌานที่ ๑ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า อากาสานัญจายตนฌาน คือ ฌานอันมีที่ตั้งคืออากาศอันไม่มีที่สิ้นสุด
นั้นว่า ‘อิม มยา นิพฺพิณฺณ รูปํ อารมฺมณ กโรติ’ ฌานนี้ กระทารูปที่เราเบื่อหน่ายให้เป็นอารมณ์’ ว่า ‘ฌานนี้มีข้าศึกคือโสมนัสอยู่ใกล้’ และว่า ‘ฌานนี้หยาบกว่าสันตวิโมกข์’ ดังนี้
แต่ว่า ในรูปาวจรจตุตถฌานนี้ ไม่มีความหยาบแห่งองค์ ก็รูปาวจรจตุตถฌานนี้ มีองค์ ๒ เท่านั้น โดยประการใด แม้อรูปฌานทั้งหลาย ก็มีองค์ ๒ โดยประการนั้นเหมือนกันแล
พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะสยาดออธิบายเพิ่มขึ้นอีกว่า “เรากาลังอธิบาความหมายของคาในวิสุทธิมรรค (ที่เพิ่งอ้างอิง) ในที่นี้ ธรรมทั้งหมดของจตุตถฌานถือเอากสิณเป็นอารมณ์ ไม่ใช่เพียงองค์ฌาน ๒ เท่านั้น ดังนั้น จึงใช้คาว่า ‘นามธรรม’ แต่ในนามธรรมเหล่านั้น องค์ฌาน ๒ เป็นธรรมที่เด่นสุด ดังนั้น จึงกล่าวองค์ฌาน ๒ นั้นไว้ในวงเล็บ”
วิธีเจริญอัปปนาสมาธิ