๘. จิตฟุ้งซ่าน (*วิกฺขิตฺตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตฟุ้งซ่าน” ๙. จิตเป็นมหัคคตะ (*มหคฺคตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตเป็นมหัคคตะ” ๑๐. จิตไม่เป็นมหัคคตะ (*อมหคฺคตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตไม่เป็นมหัคคตะ” ๑๑. จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า (*สอุตฺตรจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า” ๑๒. จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า (*อนุตฺตรจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า” ๑๓. จิตเป็นสมาธิ (*สมาหิตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตเป็นสมาธิ” ๑๔. จิตไม่เป็นสมาธิ (*อสมาหิตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตไม่เป็นสมาธิ” ๑๕. จิตหลุดพ้นแล้ว (*วิมุตฺตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว” ๑๖. จิตไม่หลุดพ้น (*อวิมุตฺตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตไม่หลุดพ้น”
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในอยู่ (อชฺฌตฺต) พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกอยู่ (พหิทฺธา) หรือพิจารณาเห็นจิตทั้งภายในและภายนอกอยู่ (อชฺฌตฺพหิทฺธา) พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในจิตอยู่
สมาธิ – จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสอง หลุดพ้นแล้ว – นี้กล่าวถึงจิตที่หลุดพ้นชั่วคราว เพราะเหตุแห่งโยนิโสมนสิการหรือเพราะนิวรณ์นั้นมีสมาธิข่มไว้ จิตไม่หลุดพ้น – จิตที่ยังไม่หลุดพ้น คู่ ๙-๑๐, ๑๑-๑๒, ๑๓-๑๔, ๑๕-๑๖ แต่ละคู่นี้ครอบคลุมจิตที่เป็นโลกิยทั้งหมด