เมื่อกำลังกำหนดรู้นาม โยคีต้องกำหนดรู้วิถีจิตประเภทต่างๆ ก่อน ซึ่งหมายความว่า โยคีต้องกำหนดรู้วิถีจิตแต่ละอย่างว่ามีจิตกี่ขณะ (จิตฺตขณ) และกำหนดรู้ชนิดของจิตในขณะต่างๆ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่นามปรมัตถ์ คือเหมือนกับเมื่อโยคีกำหนดรู้รูป ที่ต้องทาลายความหลงผิดในขณะ (ความเป็นกลุ่มก้อน) เกี่ยวกับรูปกลาป ในการกำหนดรู้นามนี้ โยคีก็ต้องทาลายความหลงผิดในขณะเกี่ยวกับวิถีจิตด้วยเหมือนกัน
วิถีจิตแต่ละวิถีประกอบด้วยขณะจิต (จิตฺตฺกฺขณ) ขณะจิตแต่ละขณะก็คือช่วงเวลาที่จิตดวงหนึ่งกับเจตสิกที่เป็นไปร่วมกันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป จิตดวงหนึ่งจะไม่เกิดขึ้นเดี่ยวๆ แต่ต้องเกิดขึ้นกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันเสมอ เช่นเดียวกัน เจตสิกจะไม่เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงหนึ่งตลอด ดังนั้น จิตกับเจตสิกที่เป็นไปร่วมกันจึงเกิดเป็นกลุ่มก้อน
เพื่อแยกแยะความเป็นกลุ่มก้อนเช่นนี้ โยคีต้องจำแนกขณะจิตแต่ละอย่าง รู้และเห็นจิตแต่ละขณะกับเจตสิกที่เกิดร่วมกัน นี่เป็นการรู้เห็นนามปรมัตถ์ชนิดต่างๆ ซึ่งละเอียดยิ่งกว่าการรู้เห็นรูปปรมัตถ์แต่ละอย่าง แต่ก็ยังรู้ได้ก็เพราะแสงสว่างแห่งสมาธิที่เจิดจ้าและมีกำลังที่ได้เจริญแล้ว และเพราะกำลังแห่งการกำหนดรู้ที่ได้อบรมเมื่อกำหนดรู้รูป
ดังที่กล่าวไว้แล้ว นามประกอบด้วยจิต ๘๙ อย่าง และเจตสิกที่เกิดร่วม ๕๒ อย่าง แต่จิต ๘ อย่างในจิตเหล่านั้นเป็นโลกุตตรจิต คือมรรคจิต ๔ และผลจิต ๔ และจะเกิดก็ต่อเมื่อโยคีเจริญวิปัสสนากับโลกิยจิต ๘๑ อย่างที่เหลือและกับเจตสิก ดูหน้า 33 หัวข้อ “การรู้และเห็นทุกข์อริยสัจ”