เจริญสมาธิ
การเห็นรูปแต่ละอย่างในรูปกลาปแต่ละประเภทเป็นการเห็นรูปปรมัตถ์ ซึ่งต้องใช้สมาธิที่มั่นคงและมีกำลัง จึงจะสามารถรู้และเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในพระสูตรต่างๆ เช่น *สมาธิสูตร* ใน *สัจจสังยุต* ไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้มีสมาธิย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง รู้ชัดอะไรตามความเป็นจริง คือ ๑. รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ๒. รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์)
สมาธิที่มั่นคงและมีกำลังเพื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงนี้เรียกว่า ฌาน อันเป็นบาทแห่งวิปัสสนา (*วิปสฺสนาปาทกชฺฌาน*) (ดูเชิงอรรถ ๓๓๔, หน้า ๑๗๓)
พระสูตรหลายสูตรกล่าวถึงสมาธินี้ เช่นใน *ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค สามัญญผลสูตร* ในที่นั้น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายวิธีเจริญฌานทั้ง ๔ แล้วจึงตรัสว่า “เมื่อจิตเป็นสมาธิ (*สมาหิเต*) บริสุทธิ์ (*ปริ-สุทฺเธ*) ผุดผ่อง (*ปริโยทาเต*) ไร้มลทิน (*อนงฺคเณ*) ปราศจากความเศร้าหมอง (*วิคตูปกฺกิเลเส*) อ่อน (*มุทุภูเต*) เหมาะแก่การใช้งาน (*กมฺมนิเย*) ตั้งมั่น (*ฐิเต*) ไม่หวั่นไหว (*อาเนญฺชปฺปตฺเต*) อย่างนี้ ภิกษุนั้น น้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ (*ญาณทสฺสนาย จิตฺต อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ*)”