== ๑๗. จริยานานตฺตญาณนิทฺเทโส == === [๖๘] === *ปิฏก.: กถํ จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ? *ปิฏก.แปล: ปัญญาในการกำหนดจริยา ย่อมเป็นญาณในความต่างแห่งจริยาอย่างไร? *ปิฏก.: จริยาติ ติสฺโส จริยาโย – วิญฺญาณจริยา, อญฺญาณจริยา, ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: จริยา ได้แก่ จริยา ๓ อย่าง คือ '''วิญฺญาณจริยา''' '''อญฺญาณจริยา''' '''ญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทเส วิญฺญาณจริยาติอาทีสุ อารมฺมเณ จรตีติ จริยา, วิญฺญาณเมว จริยา วิญฺญาณจริยาฯ *อฏฺฐ.แปล: ในนิทเทสแห่งจริยานานัตตญาณ ในคำว่า '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นต้น ชื่อว่า '''จริยา''' เพราะย่อมเที่ยวไปในอารมณ์ วิญญาณนั่นเองเป็นจริยา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: อญฺญาเณน จรณํ , อญฺญาเณน วา จรติ, อญฺญาเต วา จรติ, อญฺญาณสฺส วา จรณนฺติ อญฺญาณจริยาฯ *อฏฺฐ.แปล: การเที่ยวไปด้วยอัญญาณ หรือย่อมเที่ยวไปด้วยอัญญาณ หรือย่อมเที่ยวไปในอัญญาต หรือการเที่ยวไปของอัญญาณ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ญาณเมว จริยา, ญาเณน วา จริยา, ญาเณน วา จรติ, ญาเต วา จรติ, ญาณสฺส วา จรณนฺติ ญาณจริยาฯ *อฏฺฐ.แปล: ญาณนั่นเองเป็นจริยา หรือจริยาด้วยญาณ หรือย่อมเที่ยวไปด้วยญาณ หรือย่อมเที่ยวไปในญาต หรือการเที่ยวไปของญาณ ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: กตมา วิญฺญาณจริยา? *ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นไฉน? *ปิฏก.: ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, ทสฺสนฏฺโฐ จกฺขุวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, ทิฏฺฐตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ [อภินิโรปนวิปากมโนธาตุ (สฺยา.)] วิญฺญาณจริยา รูเปสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา รูเปสุฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการเห็น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''จกฺขุวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการเห็น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกเห็นแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรูปทั้งหลาย *อฏฺฐ.: ทสฺสนตฺถายาติ รูปทสฺสนตฺถาย ปวตฺตาฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทสฺสนตฺถาย''' คือ ซึ่งเป็นไปเพื่อการเห็นรูป *อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ ภวงฺคสนฺตานโต อปเนตฺวา รูปารมฺมเณ จิตฺตสนฺตานํ อาวชฺเชติ นาเมตีติ อาวชฺชนํ, วิปากาภาวโต กรณมตฺตนฺติ กิริยา, กุสลากุสลวเสน น พฺยากตาติ อพฺยากตาฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ ชื่อว่า '''อาวชฺชน''' เพราะย่อมอาวชฺเช (น้อมไป) น้อมจิตตสันตานจากภวังคสันตานไปสู่อารมณ์คือรูป ชื่อว่า '''กิริยา''' เพราะเป็นเพียงการกระทำเนื่องจากไม่มีวิบาก ชื่อว่า '''อพฺยากตา''' เพราะไม่พยากรณ์ด้วยอำนาจกุศลและอกุศล *อฏฺฐ.: ทสฺสนฏฺโฐติ ปสฺสนฺติ เตน, สยํ วา ปสฺสติ, ทสฺสนมตฺตเมว วา ตนฺติ ทสฺสนํ, ทสฺสนเมว อตฺโถ ทสฺสนฏฺโฐฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทสฺสนฏฺโฐ''' คือ ชื่อว่า '''ทสฺสน''' เพราะย่อมเห็นด้วยสิ่งนั้น หรือตนเองย่อมเห็น หรือเป็นเพียงการเห็นเท่านั้น สภาพเป็นเพียงการเห็นนั่นเอง ชื่อว่า '''ทสฺสนฏฺโฐ''' *อฏฺฐ.: จกฺขุวิญฺญาณนฺติ กุสลวิปากํ วา อกุสลวิปากํ วาฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''จกฺขุวิญฺญาณํ''' คือ กุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก *อฏฺฐ.: ทิฏฺฐตฺตาติ อทิฏฺเฐ สมฺปฏิจฺฉนสฺส อภาวโต จกฺขุวิญฺญาเณน รูปารมฺมณสฺส ทิฏฺฐตฺตาฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ทิฏฺฐตฺตา''' คือ เพราะรูปารมณ์ถูกเห็นแล้วด้วยจักษุวิญญาณ เนื่องจากไม่มีสัมปฏิจฉนะในสิ่งที่ยังไม่ถูกเห็น *อฏฺฐ.: อภินิโรปนา วิปากมโนธาตูติ ทิฏฺฐารมฺมณเมว อาโรหตีติ อตินิโรปนา, อุภยวิปากา สมฺปฏิจฺฉนมโนธาตุฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ''' คือ ชื่อว่า '''อตินิโรปนา''' เพราะย่อมขึ้นสู่อารมณ์ที่ถูกเห็นแล้วนั่นเอง ได้แก่ สัมปฏิจฉนะมโนธาตุที่เป็นวิบากทั้งสอง *อฏฺฐ.: อภินิโรปิตตฺตาติ รูปารมฺมณํ อภิรุฬฺหตฺตาฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อภินิโรปิตตฺตา''' คือ เพราะรูปารมณ์ถูกขึ้นสู่แล้ว *อฏฺฐ.: วิปากมโนวิญฺญาณธาตูติ อุภยวิปากา สนฺตีรณมโนวิญฺญาณธาตุฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' คือ สันตีรณมโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบากทั้งสอง *อฏฺฐ.: เอส นโย โสตทฺวาราทีสุปิฯ *อฏฺฐ.แปล: นัยนี้ย่อมมีแม้ในโสตทวารเป็นต้น *อฏฺฐ.: สนฺตีรณานนฺตรํ โวฏฺฐพฺพเน อวุตฺเตปิ อฏฺฐกถาจริเยหิ วุตฺตตฺตา ลพฺภตีติ คเหตพฺพํฯ *อฏฺฐ.แปล: แม้โวฏฐัพพนะอันมีในลำดับแห่งสันตีรณะจะไม่ถูกกล่าวไว้ ก็พึงถือเอาว่าย่อมได้ เพราะถูกกล่าวไว้โดยอาจารย์ผู้แต่งอรรถกถา *ปิฏก.: สวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, สวนตฺโถ โสตวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, สุตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการฟัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''โสตวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการฟัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกฟังแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในเสียงทั้งหลาย *ปิฏก.: ฆายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, ฆายนฏฺโฐ [ฆายนตฺโถ (สฺยา. ก.)] ฆานวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, ฆายิตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการดม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''ฆานวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการดม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกดมแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในกลิ่นทั้งหลาย *ปิฏก.: สายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รเสสุ, สายนฏฺโฐ ชิวฺหาวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รเสสุ, สายิตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการลิ้ม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''ชิวฺหาวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการลิ้ม ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกลิ้มแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในรสทั้งหลาย *ปิฏก.: ผุสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, ผุสนฏฺโฐ กายวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, ผุฏฺฐตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการถูกต้อง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''กายวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการถูกต้อง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกถูกต้องแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย *ปิฏก.: วิชานนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, วิชานนฏฺโฐ มโนวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, วิญฺญาตตฺตา อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ, อภินิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อการรู้แจ้ง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''มโนวิญฺญาณ''' ซึ่งมีสภาพเป็นเพียงการรู้แจ้ง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''วิปากมโนธาตุ''' ซึ่งเป็นการอภินิโรปนา เพราะถูกรู้แจ้งแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย '''วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ''' เพราะถูกอภินิโรปิตแล้ว ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ในธรรมทั้งหลาย *อฏฺฐ.: วิชานนตฺถายาติ ธมฺมารมฺมณสฺส เจว รูปาทิอารมฺมณสฺส จ วิชานนตฺถายฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิชานนตฺถาย''' คือ เพื่อการรู้แจ้งทั้งธรรมารมณ์และอารมณ์คือรูปเป็นต้น *อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ มโนทฺวาราวชฺชนจิตฺตํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ มโนทวาราวัชชนจิต *อฏฺฐ.: วิชานนฏฺโฐติ ตทนนฺตรชวนวเสน อารมฺมณสฺส วิชานนเมว อตฺโถ, น อญฺโญฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิชานนฏฺโฐ''' คือ สภาพเป็นเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ด้วยอำนาจชวนะอันมีในลำดับนั้นนั่นเอง ไม่ใช่อย่างอื่น *อฏฺฐ.: อุปริ อกุสลชวนานํ วิปสฺสนามคฺคผลชวนานญฺจ วิสุํ วุตฺตตฺตา เสสชวนานิ อิธ คเหตพฺพานิ สิยุํฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะอกุศลชวนะและวิปัสสนามรรคผลชวนะทั้งหลายถูกกล่าวไว้แยกต่างหากในเบื้องบน ชวนะที่เหลือพึงถือเอาในที่นี้ *อฏฺฐ.: ‘‘กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา’’ติอาทิวจนโต (ปฏิ. ม. ๑.๗๐) ปน หสิตุปฺปาทจิตฺตชวนเมว คเหตพฺพํฯ *อฏฺฐ.แปล: แต่เพราะคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา'''” เป็นต้น (ปฏิสัม. ม. ๑.๗๐) จึงพึงถือเอาเฉพาะหสิตุปปาทจิตตชวนะเท่านั้น *อฏฺฐ.: ฉสุ ทฺวาเรสุ อเหตุกานํเยว จิตฺตานํ วุตฺตตฺตา ทฺเว อาวชฺชนานิ ทฺเว ปญฺจวิญฺญาณานิ ทฺเว สมฺปฏิจฺฉนานิ ตีณิ สนฺตีรณานิ เอกํ หสิตุปฺปาทจิตฺตนฺติ อฏฺฐารส อเหตุกจิตฺตานิเยว วิญฺญาณจริยาติ เวทิตพฺพานิฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะจิตทั้งหลายที่เป็นอเหตุกะเท่านั้นถูกกล่าวไว้ในทวารทั้ง ๖ จึงพึงทราบว่าอเหตุกจิต ๑๘ ดวงเท่านั้น คือ อาวัชชนะ ๒ ปัญจวิญญาณ ๒ สัมปฏิจฉนะ ๒ สันตีรณะ ๓ หสิตุปปาทจิต ๑ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' === [๖๙] === *ปิฏก.: วิญฺญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน วิญฺญาณจริยา? *ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร? *ปิฏก.: นีราคา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: อิทานิ วิสยวิชานนมตฺตฏฺเฐน วิญฺญาณจริยาติ ทสฺเสตุํ นีราคา จรตีติอาทิมาห, วิญฺญาณญฺหิ ราคาทิสมฺปโยเค สทฺธาทิสมฺปโยเค จ อวตฺถนฺตรํ ปาปุณาติ, เตสุ อสติ สกาวตฺถายเมว ติฏฺฐติฯ *อฏฺฐ.แปล: บัดนี้ เพื่อแสดงว่าชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถที่เป็นเพียงการรู้แจ้งวิสัย จึงกล่าวคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ” เป็นต้น เพราะวิญญาณเมื่อประกอบกับราคะเป็นต้น และเมื่อประกอบกับศรัทธาเป็นต้น ย่อมถึงภาวะอื่น เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่มี ย่อมตั้งอยู่ในภาวะของตนเท่านั้น *อฏฺฐ.: ตสฺมา นีราคาทิวจเนน เตสํ วุตฺตวิญฺญาณานํ วิญฺญาณกิจฺจมตฺตํ ทสฺเสติฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ด้วยคำว่า '''นีราคา''' เป็นต้น จึงแสดงเพียงวิญญาณกิจของวิญญาณทั้งหลายที่กล่าวแล้วนั้น *อฏฺฐ.: นตฺถิ เอติสฺสา ราโคติ นีราคาฯ *อฏฺฐ.แปล: ราคะไม่มีแก่จิตนี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''นีราคา''' *อฏฺฐ.: นิราคาติ รสฺสํ กตฺวาปิ ปฐนฺติ ฯ *อฏฺฐ.แปล: อ่านว่า '''นิราคา''' โดยทำเป็นรัสสะก็มี *อฏฺฐ.: โส ปน รชฺชนวเสน ราโคฯ *อฏฺฐ.แปล: แต่ราคะนั้น ได้แก่ ความยินดีด้วยอำนาจการติด *ปิฏก.: นิทฺโทสา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: อิตเรสุ ทุสฺสนวเสน โทโสฯ *อฏฺฐ.แปล: ในข้ออื่น ๆ โทสะได้แก่ความประทุษร้ายด้วยอำนาจการทำลาย *ปิฏก.: นิมฺโมหา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: มุยฺหนวเสน โมโหฯ *อฏฺฐ.แปล: โมหะได้แก่ความหลงด้วยอำนาจความมืด *ปิฏก.: นิมฺมานา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: มญฺญนวเสน มาโนฯ *อฏฺฐ.แปล: มานะได้แก่ความถือตัวด้วยอำนาจการสำคัญตน *ปิฏก.: นิทฺทิฏฺฐิ จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: วิปรีตทสฺสนวเสน ทิฏฺฐิฯ *อฏฺฐ.แปล: ทิฏฐิได้แก่ความเห็นผิดด้วยอำนาจการเห็นวิปริต *ปิฏก.: นิอุทฺธจฺจา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: อุทฺธตภาโว, อวูปสนฺตภาโว วา อุทฺธจฺจํฯ *อฏฺฐ.แปล: อุทธัจจะได้แก่ภาวะที่ฟุ้งซ่าน หรือภาวะที่ไม่สงบ *ปิฏก.: นิพฺพิจิกิจฺฉา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: วิจิกิจฺฉา วุตฺตตฺถาฯ *อฏฺฐ.แปล: วิจิกิจฉามีความหมายตามที่กล่าวแล้ว *ปิฏก.: นานุสยา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: อนุเสนฺตีติ อนุสยาฯ *อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''อนุสยา''' เพราะย่อมนอนเนื่อง *อฏฺฐ.: ‘‘นิรนุสยา’’ติ วตฺตพฺเพ นานุสยาติ วุตฺตํ, โสเยวตฺโถฯ *อฏฺฐ.แปล: เมื่อควรกล่าวว่า “นิรนุสยา” ก็กล่าวว่า “นานุสยา” ความหมายก็อย่างเดียวกันนั่นเอง *อฏฺฐ.: ปริยุฏฺฐานปฺปตฺตานเมเวตฺถ อภาโว เวทิตพฺโพฯ *อฏฺฐ.แปล: ในที่นี้พึงทราบความไม่มีแห่งอนุสัยที่ถึงซึ่งปริยุฏฐานเท่านั้น *อฏฺฐ.: น หิ วิญฺญาณจริยา ปหีนานุสยานํเยว วุตฺตาฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะ '''วิญฺญาณจริยา''' มิได้ถูกกล่าวไว้เฉพาะของผู้มีอนุสัยอันละได้แล้วเท่านั้น *ปิฏก.: ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ยา จ นีราคาทินามา, สา ราคาทีหิ วิปฺปยุตฺตาว นาม โหตีติ ปริยายนฺตรทสฺสนตฺถํ ราควิปฺปยุตฺตาติอาทิมาหฯ *อฏฺฐ.แปล: และชื่อว่า '''นีราคา''' เป็นต้นนั่นเอง ย่อมเป็นอันวิปปยุตต์จากราคะเป็นต้นนั่นเอง เพื่อแสดงนัยอื่นจึงกล่าวคำว่า “ราควิปปยุตตา” เป็นต้น *ปิฏก.: โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: มานวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: อนุสยวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: กุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ปุน อญฺเญหิ จ วิปฺปยุตฺตตํ ทสฺเสตุํ กุสเลหิ กมฺเมหีติอาทิมาหฯ *อฏฺฐ.แปล: อีกทั้งเพื่อแสดงความวิปปยุตต์จากอย่างอื่น ๆ ด้วย จึงกล่าวคำว่า “กุสเลหิ กมฺเมหิ” เป็นต้น *อฏฺฐ.: กุสลานิเยว ราคาทิวชฺชาภาวา อนวชฺชานิฯ *อฏฺฐ.แปล: กุศลทั้งหลายนั่นเอง ชื่อว่า '''อนวชฺชานิ''' เพราะปราศจากโทษคือราคะเป็นต้น *ปิฏก.: อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: กณฺเหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: สุกฺเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ปริสุทฺธภาวกเรหิ หิริโอตฺตปฺเปหิ ยุตฺตตฺตา สุกฺกานิฯ *อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''สุกฺกานิ''' เพราะประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะอันกระทำภาวะบริสุทธิ์ *ปิฏก.: สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ปวตฺติสุขตฺตา สุโข อุทโย อุปฺปตฺติ เอเตสนฺติ สุขุทฺรยานิ, สุขวิปากตฺตา วา สุโข อุทโย วฑฺฒิ เอเตสนฺติ สุขุทฺรยานิฯ *อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า '''สุขุทฺรยานิ''' เพราะการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้มีสุขเป็นไป หรือชื่อว่า '''สุขุทฺรยานิ''' เพราะการเจริญของสิ่งเหล่านี้มีสุขเป็นวิบาก *ปิฏก.: ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: วุตฺตวิปกฺเขน อกุสลานิ โยเชตพฺพานิฯ *อฏฺฐ.แปล: อกุศลทั้งหลายพึงประกอบด้วยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว *ปิฏก.: สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: วิญฺญาเต จรตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในวิญญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: วิญฺญาเต จรตีติ วิญฺญาเณน วิญฺญายมานํ อารมฺมณํ วิญฺญาตํ นาม, ตสฺมิํ วิญฺญาเต อารมฺมเณฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปในวิญญาต” คือ อารมณ์อันถูกรู้แจ้งด้วยวิญญาณ ชื่อว่า '''วิญฺญาต''' ในอารมณ์อันเป็นวิญญาตนั้น *อฏฺฐ.: กิํ วุตฺตํ โหติ? นีลวณฺณโยคโต นีลวตฺถํ วิย วิญฺญาณโยคโต วิญฺญาตํ วิญฺญาณํ นาม โหติ, ตสฺมิํ วิญฺญาเณ จรตีติ วิญฺญาณจริยาติ วุตฺตํ โหติฯ *อฏฺฐ.แปล: ความหมายคืออะไร? เหมือนผ้าสีเขียวชื่อว่า '''นีลวตฺถ''' เพราะประกอบด้วยสีเขียว ฉันใด วิญญาณก็ชื่อว่า '''วิญฺญาต''' เพราะประกอบด้วยวิญญาณ ฉันนั้น ย่อมเที่ยวไปในวิญญาณนั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ดังนี้ *ปิฏก.: วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่วิญญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ วุตฺตปฺปการสฺส วิญฺญาณสฺส วุตฺตปฺปการา จริยา โหตีติ อตฺโถฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่วิญญาณ” หมายความว่า จริยาตามประเภทที่กล่าวแล้วย่อมมีแก่วิญญาณตามประเภทที่กล่าวแล้ว *อฏฺฐ.: ‘‘วิญฺญาณสฺส จริยา’’ติ จ โวหารวเสน วุจฺจติ, วิญฺญาณโต ปน วิสุํ จริยา นตฺถิฯ *อฏฺฐ.แปล: และกล่าวว่า “จริยาของวิญญาณ” ด้วยอำนาจโวหาร แต่จริยาแยกต่างหากจากวิญญาณย่อมไม่มี *ปิฏก.: ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐนาติ – วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ ด้วยอรรถว่าปราศจากกิเลส ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐนาติ อิทํ วุตฺตปฺปการํ จิตฺตํ ราคาทิกิเลสาภาเวน ปกติยา เอว ปริสุทฺธํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ ด้วยอรรถว่าปราศจากกิเลส” คือ จิตตามประเภทที่กล่าวนี้บริสุทธิ์โดยปกตินั่นเอง เพราะไม่มีกิเลสคือราคะเป็นต้น *อฏฺฐ.: ตสฺมา วิชานนมตฺตเมว จริยาติ วิญฺญาณจริยาติ วุตฺตํ โหติฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า เป็นเพียงการรู้แจ้งเท่านั้นเป็นจริยา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: นิกฺเลสฏฺเฐนาติปิ ปาโฐฯ *อฏฺฐ.แปล: อ่านว่า “นิกฺเลสฏฺเฐน” ก็มี *ปิฏก.: อยํ วิญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: นี้คือ '''วิญฺญาณจริยา''' === กตมา อญฺญาณจริยา? === *ปิฏก.: กตมา อญฺญาณจริยา? *ปิฏก.แปล: '''อญฺญาณจริยา''' เป็นไฉน? *ปิฏก.: มนาปิเยสุ รูเปสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของราคะในรูปทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของราคะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาย มนาปิเยสูติ มนสิ อปฺเปนฺติ ปสีทนฺติ, มนํ วา อปฺปายนฺติ วฑฺเฒนฺตีติ มนาปานิ, มนาปานิเยว มนาปิยานิฯ *อฏฺฐ.แปล: ใน '''อญฺญาณจริยา''' คำว่า '''มนาปิเยสุ''' คือ ชื่อว่า '''มนาปานิ''' เพราะย่อมเข้าไปในใจ ย่อมเลื่อมใส หรือย่อมทำให้ใจเจริญ ชื่อว่า '''มนาปิยานิ''' เพราะเป็นมนาปะนั่นเอง *อฏฺฐ.: เตสุ มนาปิเยสุฯ *อฏฺฐ.แปล: ในมนาปิยะเหล่านั้น *อฏฺฐ.: ตานิ ปน อิฏฺฐานิ วา โหนฺตุ อนิฏฺฐานิ วา, คหณวเสน มนาปิยานิฯ *อฏฺฐ.แปล: แต่สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอิฏฐะหรืออนิฏฐะก็ตาม ชื่อว่า '''มนาปิยานิ''' ด้วยอำนาจการถือเอา *อฏฺฐ.: น หิ อิฏฺฐสฺมิํเยว ราโค อนิฏฺฐสฺมิํเยว โทโส อุปฺปชฺชติฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะราคะย่อมไม่เกิดขึ้นเฉพาะในอิฏฐะ และโทสะย่อมไม่เกิดขึ้นเฉพาะในอนิฏฐะ *อฏฺฐ.: ราคสฺส ชวนตฺถายาติ สนฺตติวเสน ราคสฺส ชวนตฺถาย ปวตฺตาฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ราคสฺส ชวนตฺถาย''' คือ ซึ่งเป็นไปเพื่อชวนะของราคะด้วยอำนาจสันตติ *อฏฺฐ.: อาวชฺชนกิริยาพฺยากตาติ จกฺขุทฺวาเร อโยนิโส มนสิการภูตา อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา มโนธาตุฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' คือ มโนธาตุอันเป็นอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะอันเป็นอโยนิโสมนสิการในจักษุทวาร *อฏฺฐ.: ราคสฺส ชวนาติ เยภุยฺเยน สตฺตกฺขตฺตุํ ราคสฺส ปวตฺติ, ปุนปฺปุนํ ปวตฺโต ราโคเยวฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ราคสฺส ชวนา''' คือ ความเป็นไปของราคะโดยมากถึง ๗ ครั้ง ราคะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้น *อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาติ อญฺญาเณน ราคสฺส สมฺภวโต อญฺญาเณน ราคสฺส จริยาติ วุตฺตํ โหติฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อญฺญาณจริยา''' หมายความว่า จริยาของราคะด้วยอัญญาณ เพราะราคะเกิดด้วยอัญญาณ *อฏฺฐ.: เสเสสุปิ เอเสว นโยฯ *อฏฺฐ.แปล: ในข้อที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน *ปิฏก.: อมนาปิเยสุ รูเปสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโทสะในรูปทั้งหลายอันไม่เป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโทสะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโมหะในวัตถุอันไม่มีการเพ่งดูด้วยอำนาจทั้งสองนั้น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโมหะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมินฺติ ราคโทสวเสน สมเปกฺขนวิรหิเต รูปารมฺมณสงฺขาเต วตฺถุสฺมิํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ''' คือ ในวัตถุอันเรียกว่ารูปารมณ์อันปราศจากการเพ่งดูด้วยอำนาจราคะและโทสะ *อฏฺฐ.: โมหสฺส ชวนตฺถายาติ วิจิกิจฺฉาอุทฺธจฺจวเสน โมหสฺส ชวนตฺถายฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''โมหสฺส ชวนตฺถาย''' คือ เพื่อชวนะของโมหะด้วยอำนาจวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ *อฏฺฐ.: อญฺญาณจริยาติ อญฺญาณสฺเสว จริยา, น อญฺญสฺสฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อญฺญาณจริยา''' คือ จริยาของอัญญาณนั่นเอง ไม่ใช่ของอย่างอื่น *ปิฏก.: วินิพนฺธสฺส มานสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; มานสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของมานะอันผูกพัน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของมานะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: วินิพนฺธสฺสาติอาทีนิ มานาทีนํ สภาววจนานิฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วินิพนฺธสฺส''' เป็นต้น เป็นคำแสดงสภาวะของมานะเป็นต้น *อฏฺฐ.: ตตฺถ วินิพนฺธสฺสาติ อุนฺนติวเสน วินิพนฺธิตฺวา ฐิตสฺสฯ *อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า '''วินิพนฺธสฺส''' คือ ของสิ่งที่ผูกพันตั้งอยู่ด้วยอำนาจความยกตน *ปิฏก.: ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของทิฏฐิอันถูกยึดมั่น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของทิฏฐิ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ปรามฏฺฐายาติ รูปสฺส อนิจฺจภาวาทิํ อติกฺกมิตฺวา ปรโต นิจฺจภาวาทิํ อามฏฺฐาย คหิตายฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ปรามฏฺฐาย''' คือ ของสิ่งที่ถูกถือเอาโดยยึดมั่นความเป็นนิ่งเป็นต้นอันเป็นฝ่ายอื่น ล่วงเลยความเป็นอนิจจังเป็นต้นของรูป *ปิฏก.: วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอุทธัจจะอันถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอุทธัจจะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: วิกฺเขปคตสฺสาติ รูปารมฺมเณ วิกฺขิตฺตภาวํ คตสฺสฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''วิกฺเขปคตสฺส''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งภาวะอันฟุ้งซ่านในรูปารมณ์ *ปิฏก.: อนิฏฺฐงฺคตาย วิจิกิจฺฉาย ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของวิจิกิจฉาอันถึงซึ่งความไม่ตกลงใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของวิจิกิจฉา ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: อนิฏฺฐงฺคตายาติ อสนฺนิฏฺฐานภาวํ คตายฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อนิฏฺฐงฺคตาย''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งภาวะอันไม่ตกลงใจ *ปิฏก.: ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ; อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอนุสัยอันถึงซึ่งกำลัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอนุสัย ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ถามคตสฺสาติ พลปฺปตฺตสฺสฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ถามคตสฺส''' คือ ของสิ่งที่ถึงซึ่งกำลัง *ปิฏก.: มนาปิเยสุ สทฺเทสุ…เป.… มนาปิเยสุ คนฺเธสุ…เป.… มนาปิเยสุ รเสสุ…เป.… มนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ…เป.… มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของราคะในเสียงทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในกลิ่นทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในรสทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในโผฏฐัพพะทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ …เป.… ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของราคะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ธมฺเมสูติ รูปาทีสุ วา ธมฺมารมฺมณภูเตสุ วา ธมฺเมสุฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ธมฺเมสุ''' คือ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นรูปเป็นต้น หรือในธรรมทั้งหลายอันเป็นธรรมารมณ์ *ปิฏก.: อมนาปิเยสุ ธมฺเมสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโทสะในธรรมทั้งหลายอันไม่เป็นที่ชอบใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโทสะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมิํ วตฺถุสฺมิํ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของโมหะในวัตถุอันไม่มีการเพ่งดูด้วยอำนาจทั้งสองนั้น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของโมหะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: วินิพนฺธสฺส มานสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; มานสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของมานะอันผูกพัน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของมานะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของทิฏฐิอันถูกยึดมั่น ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของทิฏฐิ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอุทธัจจะอันถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอุทธัจจะ ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: อนิฏฺฐงฺคตาย วิจิกิจฺฉาย ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของวิจิกิจฉาอันถึงซึ่งความไม่ตกลงใจ ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของวิจิกิจฉา ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อชวนะของอนุสัยอันถึงซึ่งกำลัง ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ชวนะของอนุสัย ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' === [๗๐] === *ปิฏก.: อญฺญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน อญฺญาณจริยา? *ปิฏก.แปล: '''อญฺญาณจริยา''' ชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร? *ปิฏก.: สราคา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ยสฺมา ราคาทโย อญฺญาเณน โหนฺติ, ตสฺมา ราคาทิสมฺปโยเคน อญฺญาณํ วิเสเสนฺโต สราคา จรตีติอาทิมาหฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะราคะเป็นต้นย่อมมีด้วยอัญญาณ เพราะฉะนั้น เพื่อวิเสสนะอัญญาณด้วยการประกอบกับราคะเป็นต้น จึงกล่าวคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ” เป็นต้น *อฏฺฐ.: ตตฺถ สราคา จรตีติ โมหมานทิฏฺฐิมานานุสยทิฏฺฐานุสยอวิชฺชานุสยชวนวเสน จริยา เวทิตพฺพาฯ *อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีราคะ” พึงทราบจริยาด้วยอำนาจชวนะของโมหะ มานะ ทิฏฐิ มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และอวิชชานุสัย *ปิฏก.: สโทสา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: สโทสา จรตีติ โมหอวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีโทสะ” ด้วยอำนาจชวนะของโมหะและอวิชชานุสัย *ปิฏก.: สโมหา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: สโมหา จรตีติ ราคโทสมานทิฏฺฐิอุทฺธจฺจวิจิกิจฺฉานุสยชวนวเสนฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีโมหะ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา และอนุสัย *ปิฏก.: สมานา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: สมานา จรตีติ ราคโมหกามราคภวราคาวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีมานะ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โมหะ กามราคะ ภวราคะ และอวิชชานุสัย *ปิฏก.: สทิฏฺฐิ จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: สทิฏฺฐิ จรตีติ ราคโมหกามราคาวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีทิฏฐิ” ด้วยอำนาจชวนะของราคะ โมหะ กามราคะ และอวิชชานุสัย *ปิฏก.: สอุทฺธจฺจา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: สอุทฺธจฺจา จรติ สวิจิกิจฺฉา จรตีติ โมหอวิชฺชานุสยชวนวเสนฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีอุทธัจจะ ย่อมเที่ยวไปอันมีวิจิกิจฉา” ด้วยอำนาจชวนะของโมหะและอวิชชานุสัย *ปิฏก.: สวิจิกิจฺฉา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: สานุสยา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันมีอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: สานุสยา จรตีติ เอตฺถาปิ วุตฺตนเยเนว เอเกกํ อนุสยํ มูลํ กตฺวา ตสฺมิํ จิตฺเต ลพฺภมานกเสสานุสยวเสน สานุสยตา โยเชตพฺพาฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันมีอนุสัย” ในที่นี้ก็นัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง พึงประกอบความเป็นสานุสยะด้วยอำนาจอนุสัยที่เหลืออันได้ในจิตนั้น โดยทำอนุสัยแต่ละอย่างเป็นมูล *ปิฏก.: ราคสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ราคสมฺปยุตฺตาติอาทิ สราคาทิเววจนเมวฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ราคสมฺปยุตฺตา” เป็นต้น เป็นเพียงคำไวพจน์ของ “สราคา” เป็นต้นนั่นเอง *อฏฺฐ.: สา เอว หิ จริยา สมฺปโยควเสน สห ราคาทีหิ วตฺตตีติ สราคาทิอาทีนิ นามานิ ลภติฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะจริยานั้นนั่นเองย่อมเป็นไปร่วมกับราคะเป็นต้นด้วยอำนาจสัมปโยค จึงได้ชื่อว่า “สราคา” เป็นต้น *อฏฺฐ.: ราคาทีหิ สมํ เอกุปฺปาเทกนิโรเธกวตฺเถการมฺมณาทีหิ ปกาเรหิ ยุตฺตาติ ราคสมฺปยุตฺตานีติอาทีนิ นามานิ ลภติฯ *อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า “ราคสมฺปยุตฺตา” เป็นต้น เพราะประกอบด้วยอาการมีอุปาทพร้อมกัน นิโรธพร้อมกัน วัตถุเดียวกัน อารมณ์เดียวกันเป็นต้น ร่วมกับราคะเป็นต้น *ปิฏก.: โทสสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: โมหสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: มานสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับมานะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ทิฏฺฐิสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับอุทธัจจะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับวิจิกิจฉา ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: อนุสยสมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: สาเยว จ ยสฺมา กุสลาทีหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา, อกุสลาทีหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา, ตสฺมาปิ อญฺญาณจริยาติ ทสฺเสตุํ กุสเลหิ กมฺเมหีติอาทิมาหฯ *อฏฺฐ.แปล: และจริยานั้นนั่นเอง เพราะวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลเป็นต้น และสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศลเป็นต้น เพราะฉะนั้นเพื่อแสดงว่าชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยเหตุนั้นด้วย จึงกล่าวคำว่า “กุสเลหิ กมฺเมหิ” เป็นต้น *ปิฏก.: อกุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยา ฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: กณฺเหหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: สุกฺเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *ปิฏก.: อญฺญาเต จรตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในอัญญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ตตฺถ อญฺญาเตติ โมหสฺส อญฺญาณลกฺขณตฺตา ยถาสภาเวน อญฺญาเต อารมฺมเณฯ *อฏฺฐ.แปล: ในคำนั้น คำว่า '''อญฺญาเต''' คือ ในอารมณ์อันไม่ถูกรู้ตามสภาวะ เพราะโมหะมีลักษณะเป็นอัญญาณ *ปิฏก.: อญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่อัญญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''อญฺญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: เสสํ วุตฺตตฺถเมวฯ *อฏฺฐ.แปล: ที่เหลือมีความหมายตามที่กล่าวแล้ว *ปิฏก.: อยํ อญฺญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: นี้คือ '''อญฺญาณจริยา''' === [๗๑] === *ปิฏก.: กตมา ญาณจริยา? *ปิฏก.แปล: '''ญาณจริยา''' เป็นไฉน? *ปิฏก.: อนิจฺจานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนิจฺจานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่ออนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' อนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: ทุกฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ทุกฺขานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อทุกขานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ทุกขานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: อนตฺตานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; อนตฺตานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่ออนัตตานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' อนัตตานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: นิพฺพิทานุปสฺสนตฺถาย…เป.… วิราคานุปสฺสนตฺถาย… นิโรธานุปสฺสนตฺถาย… ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนตฺถาย… ขยานุปสฺสนตฺถาย… วยานุปสฺสนตฺถาย… วิปริณามานุปสฺสนตฺถาย… อนิมิตฺตานุปสฺสนตฺถาย… อปฺปณิหิตานุปสฺสนตฺถาย… สุญฺญตานุปสฺสนตฺถาย… อธิปญฺญาธมฺมานุปสฺสนตฺถาย… ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย… อาทีนวานุปสฺสนตฺถาย… ปฏิสงฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา; ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: '''อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา''' เพื่อนิพพิทานุปัสสนา …เป.… เพื่อวิราคานุปัสสนา … เพื่อนิโรธานุปัสสนา … เพื่อปฏินิสสัคคานุปัสสนา … เพื่อขยานุปัสสนา … เพื่อวยานุปัสสนา … เพื่อวิปริณามานุปัสสนา … เพื่ออนิมิตตานุปัสสนา … เพื่ออัปปณิหิตานุปัสสนา … เพื่อสุญญตานุปัสสนา … เพื่ออธิปัญญาธัมมานุปัสสนา … เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ … เพื่ออาทีนวานุปัสสนา … เพื่อปฏิสังขานุปัสสนา ชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ปฏิสังขานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: วิวัฏฏนานุปัสสนา ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ญาณจริยายํ ยสฺมา วิวฏฺฏนานุปสฺสนาทีนํ อนนฺตรปจฺจยภูตา อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา นตฺถิ, ตสฺมา เตสํ อตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตํ อวตฺวา วิวฏฺฏนานุปสฺสนาทโยว วุตฺตาฯ *อฏฺฐ.แปล: ใน '''ญาณจริยา''' เพราะอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะอันเป็นอนันตรปัจจัยของวิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้นย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นจึงไม่กล่าวอาวัชชนะกิริยาอัพยากตะเพื่อสิ่งเหล่านั้น แต่กล่าวเฉพาะวิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้นเท่านั้น *อฏฺฐ.: อนุโลมญาณตฺถาย เอว หิ อาวชฺชนา โหติ, ตโต วิวฏฺฏนานุปสฺสนามคฺคผลานิฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะอาวัชชนา ย่อมมีเพื่ออนุโลมญาณนั่นเอง จากนั้นจึงมีวิวัฏฏนานุปัสสนา มรรค และผล *ปิฏก.: โสตาปตฺติมคฺโค ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: โสตาปัตติมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: โสตาปตฺติผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: โสตาปัตติผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ผลสมาปตฺตีติ เจตฺถ มคฺคานนฺตรชา วา โหตุ กาลนฺตรชา วา, อุโภปิ อธิปฺเปตาฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ผลสมาปตฺติ''' ในที่นี้ ทั้งที่เกิดในลำดับแห่งมรรค และที่เกิดในกาลอื่น ทั้งสองอย่างย่อมประสงค์เอา *ปิฏก.: สกทาคามิมคฺโค ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: สกทาคามิมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: สกทาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: สกทาคามิผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: อนาคามิมคฺโค ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: อนาคามิมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: อนาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: อนาคามิผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: อรหตฺตมคฺโค ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: อรหัตตมรรค ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: อรหตฺตผลสมาปตฺติ ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: อรหัตตผลสมาบัติ ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: ญาณจริยาติ เกนฏฺเฐน ญาณจริยา? *ปิฏก.แปล: '''ญาณจริยา''' ชื่อว่า '''ญาณจริยา''' ด้วยอรรถอะไร? *ปิฏก.: นีราคา จรตีติ – ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: นีราคา จรตีติอาทีสุ ราคาทีนํ ปฏิปกฺขวเสน นีราคาทิตา เวทิตพฺพา, วิญฺญาณจริยายํ ราคาทีนํ อภาวมตฺตฏฺเฐนฯ *อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า “ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากราคะ” เป็นต้น พึงทราบความเป็นนีราคาเป็นต้นด้วยอำนาจเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะเป็นต้น ส่วนใน '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอรรถที่เป็นเพียงความไม่มีแห่งราคะเป็นต้น *ปิฏก.: นิทฺโทสา จรตีติ – ญาณจริยา…เป.… นานุสยา จรตีติ – ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' …เป.… ย่อมเที่ยวไปอันปราศจากอนุสัย ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากราคะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโทสะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากโมหะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: มานวิปฺปยุตฺตา…เป.… ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา… อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา… วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา… อนุสยวิปฺปยุตฺตา… กุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… กณฺเหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สุกฺเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา… ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา… สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากมานะ …เป.… อันวิปปยุตต์จากทิฏฐิ … อันวิปปยุตต์จากอุทธัจจะ … อันวิปปยุตต์จากวิจิกิจฉา … อันวิปปยุตต์จากอนุสัย … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีโทษ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันเป็นกัณหะ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันเป็นสุกกะ … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นผล … อันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นผล … อันสัมปยุตต์กับกรรมทั้งหลายอันมีสุขเป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ – ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปอันวิปปยุตต์จากกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์เป็นวิบาก ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: ญาเต จรตีติ – ญาณจริยา ฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมเที่ยวไปในญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ญาเตติ ยถาสภาวโต ญาเตฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ญาเต''' คือ ในสิ่งที่ถูกรู้ตามสภาวะ *ปิฏก.: ญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ – ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: จริยาอย่างนี้ย่อมมีแก่ญาณ ฉะนั้นจึงชื่อว่า '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: อยํ ญาณจริยาฯ *ปิฏก.แปล: นี้คือ '''ญาณจริยา''' *ปิฏก.: อญฺญา วิญฺญาณจริยา, อญฺญา อญฺญาณจริยา, อญฺญา ญาณจริยาติฯ *ปิฏก.แปล: '''วิญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง '''อญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง '''ญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง *อฏฺฐ.: อญฺญา วิญฺญาณจริยาติอาทีหิ ติสฺสนฺนํ จริยานํ อญฺญมญฺญมสมฺมิสฺสตํ ทสฺเสติฯ *อฏฺฐ.แปล: ด้วยคำว่า “'''วิญฺญาณจริยา''' เป็นอย่างหนึ่ง” เป็นต้น ย่อมแสดงความไม่ปะปนกันและกันของจริยาทั้ง ๓ *อฏฺฐ.: วิญฺญาณกิจฺจมตฺตวเสน หิ อเหตุกจิตฺตุปฺปาทา วิญฺญาณจริยา, อญฺญาณกิจฺจวตํ ทฺวาทสนฺนํ อกุสลจิตฺตุปฺปาทานํ วเสเนว อญฺญาณจริยา, วิเสเสน ญาณกิจฺจการีนํ วิปสฺสนามคฺคผลานํ วเสน ญาณจริยาฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะอเหตุกจิตตุปปาทะทั้งหลายชื่อว่า '''วิญฺญาณจริยา''' ด้วยอำนาจที่เป็นเพียงวิญญาณกิจ '''อญฺญาณจริยา''' ด้วยอำนาจอกุศลจิตตุปปาทะ ๑๒ ดวงอันมีอัญญาณกิจนั่นเอง '''ญาณจริยา''' ด้วยอำนาจวิปัสสนา มรรค และผล อันกระทำญาณกิจโดยพิเศษ *อฏฺฐ.: เอวมิมา อญฺญมญฺญมสมฺมิสฺสา จ, วิปสฺสนํ ฐเปตฺวา สเหตุกกามาวจรกิริยากุสลา จ, สเหตุกกามาวจรวิปากา จ, รูปาวจรารูปาวจรกุสลาพฺยากตา จ ตีหิ จริยาหิ วินิมุตฺตาติ เวทิตพฺพาฯ *อฏฺฐ.แปล: ดังนี้ จริยาเหล่านี้ไม่ปะปนกันและกัน และกามาวจรกิริยากุศลอันมีเหตุ ยกเว้นวิปัสสนา กามาวจรวิบากอันมีเหตุ และรูปาวจระ อรูปาวจระ กุศลและอัพยากตะ พึงทราบว่าพ้นจากจริยาทั้ง ๓ *อฏฺฐ.: นิพฺพานารมฺมณาย วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ญาณจริยาย นิทฺทิฏฺฐตฺตา นิพฺพานมคฺคผลปจฺจเวกฺขณภูตานิ เสกฺขาเสกฺขานํ ปจฺจเวกฺขณญาณานิ ญาณจริยาย สงฺคหิตานีติ เวทิตพฺพานิฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะวิวัฏฏนานุปัสสนาอันมีนิพพานเป็นอารมณ์ถูกนิทเทศว่าเป็น '''ญาณจริยา''' พึงทราบว่าปัจจเวกขณญาณของเสกขะและอเสกขะ อันเป็นปัจจเวกขณะต่อนิพพาน มรรค และผล ย่อมถูกรวบรวมเข้าใน '''ญาณจริยา''' *อฏฺฐ.: ตานิปิ หิ วิเสเสน ญาณกิจฺจกราเนวาติฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะสิ่งเหล่านั้นก็กระทำญาณกิจโดยพิเศษนั่นเอง *ปิฏก.: ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ, ปชานนฏฺเฐน ปญฺญาฯ *ปิฏก.แปล: สิ่งนั้นชื่อว่า '''ญาณ''' ด้วยอรรถว่าถูกรู้ ชื่อว่า '''ปญฺญา''' ด้วยอรรถว่ารู้ชัด *ปิฏก.: เตน วุจฺจติ – ‘‘จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ’’ฯ *ปิฏก.แปล: เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการกำหนดจริยา ย่อมเป็นญาณในความต่างแห่งจริยา” *ปิฏก.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทโส สตฺตรสโมฯ *ปิฏก.แปล: จริยานานัตตญาณนิทเทส ที่ ๑๗ *อฏฺฐ.: จริยานานตฺตญาณนิทฺเทสวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ *อฏฺฐ.แปล: จริยานานัตตญาณนิทเทสวรรณนา จบแล้ว