== ๑๕. วตฺถุนานตฺตญาณนิทฺเทโส == === [๖๖] === *ปิฏก.: กถํ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํ? *ปิฏก.แปล: ปัญญาในการกำหนดภายใน เป็นญาณในความต่างแห่งวัตถุอย่างไร? *ปิฏก.: กถํ อชฺฌตฺตธมฺเม ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายที่เป็นภายในอย่างไร? *ปิฏก.: จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ, โสตํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ, ฆานํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ, ชิวฺหํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ, กายํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ, มนํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดจักษุว่าเป็นภายใน ย่อมกำหนดโสตะว่าเป็นภายใน ย่อมกำหนดฆานะว่าเป็นภายใน ย่อมกำหนดชิวหาว่าเป็นภายใน ย่อมกำหนดกายว่าเป็นภายใน ย่อมกำหนดมนะว่าเป็นภายใน *อฏฺฐ.: วตฺถุนานตฺตญาณนิทฺเทเส จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถตีติ อชฺฌตฺตภูตํ จกฺขุํ ววตฺถเปติฯ *อฏฺฐ.แปล: ในวตฺถุนานตฺตญาณนิทฺเทส คำว่า “จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ” หมายความว่า ย่อมกำหนดจักษุที่เป็นภายในไว้ *อฏฺฐ.: ยถา โส จกฺขุํ ววตฺถเปติ, ตถา วตฺตุกาโม กถํ จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถตีติ ปุจฺฉิตฺวา ปุน จกฺขุ อวิชฺชาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถตีติอาทินา ววตฺถาปนาการํ ทสฺเสติฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะต้องการจะกล่าวว่าเขาย่อมกำหนดจักษุอย่างไร จึงถามว่า “กถํ จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ” แล้วจึงแสดงอาการแห่งการกำหนดด้วยคำว่า “จกฺขุ อวิชฺชาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ” เป็นต้น *ปิฏก.: กถํ จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดจักษุว่าเป็นภายในอย่างไร? *ปิฏก.: จกฺขุ อวิชฺชาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ, จกฺขุ ตณฺหาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ, จกฺขุ กมฺมสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ, จกฺขุ อาหารสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ, จกฺขุ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ, จกฺขุ อุปฺปนฺนนฺติ ววตฺเถติ, จกฺขุ สมุทาคตนฺติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าจักษุเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่าจักษุเกิดจากตัณหา ย่อมกำหนดว่าจักษุเกิดจากกรรม ย่อมกำหนดว่าจักษุเกิดจากอาหาร ย่อมกำหนดว่าจักษุอาศัยมหาภูตรูปทั้งสี่ ย่อมกำหนดว่าจักษุเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำหนดว่าจักษุมาประชุมกันแล้ว *อฏฺฐ.: ตตฺถ อวิชฺชาตณฺหา อตีตา อุปตฺถมฺภกเหตุโย, กมฺมํ อตีตํ ชนกเหตุ, อาหาโร อิทานิ อุปตฺถมฺภกเหตุฯ *อฏฺฐ.แปล: ในข้อความนั้น อวิชชาและตัณหาเป็นเหตุอุปถัมภ์ในอดีต กรรมเป็นเหตุให้เกิดในอดีต อาหารเป็นเหตุอุปถัมภ์ในปัจจุบัน *อฏฺฐ.: เอเตน จกฺขูปตฺถมฺภกานิ อุตุจิตฺตานิ คหิตาเนว โหนฺติฯ *อฏฺฐ.แปล: ด้วยข้อความนี้ อุตุและจิตอันเป็นปัจจัยอุปถัมภ์แห่งจักษุก็ถูกรวบรวมไว้แล้ว *อฏฺฐ.: จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ อุปโยคตฺเถ สามิวจนํ, จตฺตาริ มหาภูตานิ อุปาทิยิตฺวา ปวตฺตนฺติ อตฺโถฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย” สามิวจนะใช้ในอรรถแห่งอุปโยคะ หมายความว่า ย่อมเป็นไปโดยอาศัยมหาภูตรูปทั้งสี่ *อฏฺฐ.: เอเตน ปสาทจกฺขุภาโว ทสฺสิโต โหติ, สสมฺภารภาโว ปฏิกฺขิตฺโตฯ *อฏฺฐ.แปล: ด้วยข้อความนี้ ความเป็นปสาทจักษุได้ถูกแสดงไว้แล้ว ความเป็นสสัมภาร (รวมทั้งส่วนประกอบอื่น) ได้ถูกปฏิเสธแล้ว *อฏฺฐ.: อุปฺปนฺนนฺติ อทฺธาวเสน, สนฺตติขณวเสน วา ปจฺจุปฺปนฺนํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “อุปฺปนฺนํ” หมายถึงสิ่งที่เป็นปัจจุบันโดยกาล หรือโดยสันตติและขณะ *อฏฺฐ.: สมุทาคตนฺติ เหตุโต สมุฏฺฐิตํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “สมุทาคตํ” หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุ *อฏฺฐ.: เอตฺตาวตา วิปสฺสนาปุพฺพภาเค จกฺขุววตฺถานํ ทสฺสิตํฯ *อฏฺฐ.แปล: ด้วยข้อความเพียงเท่านี้ การกำหนดจักษุในส่วนเบื้องต้นแห่งวิปัสสนาได้ถูกแสดงไว้แล้ว *ปิฏก.: จกฺขุ อหุตฺวา สมฺภูตํ, หุตฺวา น ภวิสฺสตีติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าจักษุเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เมื่อมีแล้วจักไม่เป็นต่อไป *อฏฺฐ.: อหุตฺวา สมฺภูตนฺติอาทีหิ อนิจฺจานุปสฺสนาฯ *อฏฺฐ.แปล: ด้วยคำว่า “อหุตฺวา สมฺภูตํ” เป็นต้น เป็นอนิจจานุปัสสนา *อฏฺฐ.: ปุพฺเพ อุทยา อวิชฺชมานโต อหุตฺวา สมฺภูตํ, อุทฺธํ วยา อภาวโต หุตฺวา น ภวิสฺสติฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะยังไม่มีก่อนการเกิดขึ้น จึงเรียกว่าเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เพราะไม่มีหลังจากความดับไป จึงเรียกว่าเมื่อมีแล้วจักไม่เป็นต่อไป *ปิฏก.: จกฺขุํ อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ, จกฺขุ อทฺธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ววตฺเถติ, จกฺขุ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ววตฺเถติ ฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดจักษุโดยความเป็นสิ่งมีที่สุด ย่อมกำหนดว่าจักษุไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีวิปริณามธรรมเป็นปกติ ย่อมกำหนดว่าจักษุเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เกิดจากปัจจัย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา *อฏฺฐ.: อนฺตวนฺตโตติ อนฺโต อสฺส อตฺถีติ อนฺตวา, อนฺตวา เอว อนฺตวนฺโต ยถา ‘‘สติมนฺโต, คติมนฺโต, ธิติมนฺโต จ โย อิสี’’ติ (เถรคา. ๑๐๕๒)ฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “อนฺตวนฺตโต” หมายความว่า มีที่สุดอยู่ จึงชื่อว่ามีที่สุด และเพราะมีที่สุดนั่นเองจึงชื่อว่าอนฺตวนฺโต เหมือนอย่างว่า “สติมนฺโต คติมนฺโต ธิติมนฺโต จ โย อิสี” (เถรคาถา ๑๐๕๒) *อฏฺฐ.: ตโต อนฺตวนฺตโต, ภงฺควิชฺชมานโตติ อตฺโถฯ *อฏฺฐ.แปล: ดังนั้น คำว่า “อนฺตวนฺตโต” จึงหมายถึงโดยมีความแตกทำลายอยู่ *อฏฺฐ.: อทฺธุวนฺติ สพฺพาวตฺถานิปาติตาย, ถิรภาวสฺส จ อภาวตาย น ถิรํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “อทฺธุวํ” หมายถึงไม่มั่นคง เพราะตกไปในภาวะทั้งปวง และเพราะความไม่มีแห่งความเป็นของมั่นคง *อฏฺฐ.: อสสฺสตนฺติ น นิจฺจํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “อสสฺสตํ” หมายถึงไม่เที่ยง *อฏฺฐ.: วิปริณามธมฺมนฺติ ชราย เจว มรเณน จาติ ทฺเวธา วิปริณามปกติกํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “วิปริณามธมฺมํ” หมายถึงมีวิปริณามเป็นปกติโดยสองอย่าง คือโดยความแก่และโดยความตาย *อฏฺฐ.: จกฺขุ อนิจฺจนฺติอาทีนิ จกฺขุํ อนิจฺจโตติอาทีนิ จ วุตฺตตฺถานิฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “จกฺขุ อนิจฺจํ” เป็นต้น และคำว่า “จกฺขุํ อนิจฺจโต” เป็นต้น มีความหมายตามที่กล่าวไว้แล้ว *ปิฏก.: จกฺขุํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ, โน นิจฺจโต; ทุกฺขโต ววตฺเถติ, โน สุขโต; อนตฺตโต ววตฺเถติ, โน อตฺตโต; นิพฺพินฺทติ, โน นนฺทติ; วิรชฺชติ, โน รชฺชติ; นิโรเธติ, โน สมุเทติ; ปฏินิสฺสชฺชติ, โน อาทิยติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่โดยความเป็นของเที่ยง ย่อมกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่ใช่โดยความเป็นสุข ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่โดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ใช่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่ใช่กำหนัด ย่อมทำให้ดับ ไม่ใช่ทำให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ใช่ถือเอา *ปิฏก.: อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ, ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ, อนตฺตโต ววตฺเถนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ, นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทิํ ปชหติ, วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ, นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ, ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติฯ *ปิฏก.แปล: เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละนันทิ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ เมื่อทำให้ดับ ย่อมละสมุทัย เมื่อสละคืน ย่อมละอาทาน *ปิฏก.: เอวํ จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: อย่างนี้แล ย่อมกำหนดจักษุว่าเป็นภายใน *ปิฏก.: กถํ โสตํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ? โสตํ อวิชฺชาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ…เป.… เอวํ โสตํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดโสตะว่าเป็นภายในอย่างไร? ย่อมกำหนดว่าโสตะเกิดจากอวิชชา …เป.… อย่างนี้แล ย่อมกำหนดโสตะว่าเป็นภายใน *ปิฏก.: กถํ ฆานํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ? ฆานํ อวิชฺชาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ…เป.… เอวํ ฆานํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดฆานะว่าเป็นภายในอย่างไร? ย่อมกำหนดว่าฆานะเกิดจากอวิชชา …เป.… อย่างนี้แล ย่อมกำหนดฆานะว่าเป็นภายใน *ปิฏก.: กถํ ชิวฺหํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดชิวหาว่าเป็นภายในอย่างไร? *ปิฏก.: ชิวฺหา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, ชิวฺหา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, ชิวฺหา กมฺมสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, ชิวฺหา อาหารสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, ชิวฺหา จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ, ชิวฺหา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา สมุทาคตาติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าชิวหาเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่าชิวหาเกิดจากตัณหา ย่อมกำหนดว่าชิวหาเกิดจากกรรม ย่อมกำหนดว่าชิวหาเกิดจากอาหาร ย่อมกำหนดว่าชิวหาอาศัยมหาภูตรูปทั้งสี่ ย่อมกำหนดว่าชิวหาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำหนดว่าชิวหามาประชุมกันแล้ว *ปิฏก.: ชิวฺหา อหุตฺวา สมฺภูตา, หุตฺวา น ภวิสฺสตีติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าชิวหาเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เมื่อมีแล้วจักไม่เป็นต่อไป *ปิฏก.: ชิวฺหํ อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ, ชิวฺหา อทฺธุวา อสสฺสตา วิปริณามธมฺมาติ ววตฺเถติ, ชิวฺหา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดชิวหาโดยความเป็นสิ่งมีที่สุด ย่อมกำหนดว่าชิวหาไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีวิปริณามธรรมเป็นปกติ ย่อมกำหนดว่าชิวหาเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เกิดจากปัจจัย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา *ปิฏก.: ชิวฺหํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ, โน นิจฺจโต…เป.… ปฏินิสฺสชฺชติ, โน อาทิยติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดชิวหาโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่โดยความเป็นของเที่ยง …เป.… ย่อมสละคืน ไม่ใช่ถือเอา *ปิฏก.: อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ…เป.… ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติฯ *ปิฏก.แปล: เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญา …เป.… เมื่อสละคืน ย่อมละอาทาน *ปิฏก.: เอวํ ชิวฺหํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: อย่างนี้แล ย่อมกำหนดชิวหาว่าเป็นภายใน *ปิฏก.: กถํ กายํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดกายว่าเป็นภายในอย่างไร? *ปิฏก.: กาโย อวิชฺชาสมฺภูโตติ ววตฺเถติ, กาโย ตณฺหาสมฺภูโตติ ววตฺเถติ, กาโย กมฺมสมฺภูโตติ ววตฺเถติ, กาโย อาหารสมฺภูโตติ ววตฺเถติ, กาโย จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ, กาโย อุปฺปนฺโนติ ววตฺเถติ, กาโย สมุทาคโตติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่ากายเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่ากายเกิดจากตัณหา ย่อมกำหนดว่ากายเกิดจากกรรม ย่อมกำหนดว่ากายเกิดจากอาหาร ย่อมกำหนดว่ากายอาศัยมหาภูตรูปทั้งสี่ ย่อมกำหนดว่ากายเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำหนดว่ากายมาประชุมกันแล้ว *ปิฏก.: กาโย อหุตฺวา สมฺภูโต, หุตฺวา น ภวิสฺสตีติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่ากายเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เมื่อมีแล้วจักไม่เป็นต่อไป *ปิฏก.: กายํ อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ, กาโย อทฺธุโว อสสฺสโต วิปริณามธมฺโมติ ววตฺเถติ, กาโย อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโมติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดกายโดยความเป็นสิ่งมีที่สุด ย่อมกำหนดว่ากายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีวิปริณามธรรมเป็นปกติ ย่อมกำหนดว่ากายเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เกิดจากปัจจัย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา *ปิฏก.: กายํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ, โน นิจฺจโต; ทุกฺขโต ววตฺเถติ, โน สุขโต…เป.… ปฏินิสฺสชฺชติ, โน อาทิยติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดกายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่โดยความเป็นของเที่ยง ย่อมกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่ใช่โดยความเป็นสุข …เป.… ย่อมสละคืน ไม่ใช่ถือเอา *ปิฏก.: อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ, ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ…เป.… ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติฯ *ปิฏก.แปล: เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา …เป.… เมื่อสละคืน ย่อมละอาทาน *ปิฏก.: เอวํ กายํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: อย่างนี้แล ย่อมกำหนดกายว่าเป็นภายใน *ปิฏก.: กถํ มนํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดมนะว่าเป็นภายในอย่างไร? *ปิฏก.: มโน อวิชฺชาสมฺภูโตติ ววตฺเถติ, มโน ตณฺหาสมฺภูโตติ ววตฺเถติ, มโน กมฺมสมฺภูโตติ ววตฺเถติ, มโน อาหารสมฺภูโตติ ววตฺเถติ, มโน อุปฺปนฺโนติ ววตฺเถติ , มโน สมุทาคโตติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่ามนะเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่ามนะเกิดจากตัณหา ย่อมกำหนดว่ามนะเกิดจากกรรม ย่อมกำหนดว่ามนะเกิดจากอาหาร ย่อมกำหนดว่ามนะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำหนดว่ามนะมาประชุมกันแล้ว *อฏฺฐ.: มโนติ อิธ ภวงฺคมนสฺส อธิปฺเปตตฺตา อวิชฺชาสมฺภูโตติอาทิ ยุชฺชติเยวฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “มโน” ในที่นี้ เพราะหมายถึงภวังคมนะ จึงเข้ากันได้กับคำว่า “อวิชฺชาสมฺภูโต” เป็นต้น *อฏฺฐ.: อาหารสมฺภูโตติ เอตฺถ สมฺปยุตฺตผสฺสาหารมโนสญฺเจตนาหารวเสน เวทิตพฺพํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “อาหารสมฺภูโต” ในที่นี้ พึงทราบโดยความเป็นอาหารคือผัสสะที่สัมปยุตต์และอาหารคือมโนสัญเจตนา *อฏฺฐ.: อุปฺปนฺโนติ จ อทฺธาสนฺตติวเสนฯ *อฏฺฐ.แปล: และคำว่า “อุปฺปนฺโน” พึงทราบโดยกาลและโดยสันตติ *ปิฏก.: มโน อหุตฺวา สมฺภูโต, หุตฺวา น ภวิสฺสตีติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่ามนะเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เมื่อมีแล้วจักไม่เป็นต่อไป *ปิฏก.: มนํ อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ, มโน อทฺธุโว อสสฺสโต วิปริณามธมฺโมติ ววตฺเถติ, มโน อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโมติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดมนะโดยความเป็นสิ่งมีที่สุด ย่อมกำหนดว่ามนะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีวิปริณามธรรมเป็นปกติ ย่อมกำหนดว่ามนะเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เกิดจากปัจจัย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา *ปิฏก.: มนํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ, โน นิจฺจโต; ทุกฺขโต ววตฺเถติ, โน สุขโต; อนตฺตโต ววตฺเถติ, โน อตฺตโต; นิพฺพินฺทติ, โน นนฺทติ; วิรชฺชติ, โน รชฺชติ; นิโรเธติ, โน สมุเทติ; ปฏินิสฺสชฺชติ, โน อาทิยติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดมนะโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่โดยความเป็นของเที่ยง ย่อมกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่ใช่โดยความเป็นสุข ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่โดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ใช่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่ใช่กำหนัด ย่อมทำให้ดับ ไม่ใช่ทำให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ใช่ถือเอา *ปิฏก.: อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ, ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ, อนตฺตโต ววตฺเถนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ, นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทิํ ปชหติ, วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ, นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ, ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติฯ *ปิฏก.แปล: เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละนันทิ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ เมื่อทำให้ดับ ย่อมละสมุทัย เมื่อสละคืน ย่อมละอาทาน *ปิฏก.: เอวํ มนํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: อย่างนี้แล ย่อมกำหนดมนะว่าเป็นภายใน *ปิฏก.: เอวํ อชฺฌตฺตธมฺเม ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: อย่างนี้แล ย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายที่เป็นภายใน *ปิฏก.: ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ, ปชานนฏฺเฐน ปญฺญาฯ *ปิฏก.แปล: นั่นชื่อว่าญาณโดยอรรถแห่งการรู้ ชื่อว่าปัญญาโดยอรรถแห่งการรู้แจ้ง *ปิฏก.: เตน วุจฺจติ – ‘‘อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํ’’ฯ *ปิฏก.แปล: เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการกำหนดภายใน เป็นญาณในความต่างแห่งวัตถุ” *ปิฏก.: วตฺถุนานตฺตญาณนิทฺเทโส ปนฺนรสโมฯ *ปิฏก.แปล: วตฺถุนานตฺตญาณนิทฺเทส จบที่ ๑๕ *อฏฺฐ.: วตฺถุนานตฺตญาณนิทฺเทสวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ *อฏฺฐ.แปล: วตฺถุนานตฺตญาณนิทฺเทสวณฺณนา จบแล้ว == ๑๖. โคจรนานตฺตญาณนิทฺเทโส == === [๖๗] === *ปิฏก.: กถํ พหิทฺธา ววตฺถาเน ปญฺญา โคจรนานตฺเต ญาณํ? *ปิฏก.แปล: ปัญญาในการกำหนดภายนอก เป็นญาณในความต่างแห่งโคจรอย่างไร? *ปิฏก.: กถํ พหิทฺธา ธมฺเม ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายที่เป็นภายนอกอย่างไร? *ปิฏก.: รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติ, สทฺเท พหิทฺธา ววตฺเถติ, คนฺเธ พหิทฺธา ววตฺเถติ, รเส พหิทฺธา ววตฺเถติ, โผฏฺฐพฺเพ พหิทฺธา ววตฺเถติ, ธมฺเม พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดรูปว่าเป็นภายนอก ย่อมกำหนดสัททะว่าเป็นภายนอก ย่อมกำหนดคันธะว่าเป็นภายนอก ย่อมกำหนดรสะว่าเป็นภายนอก ย่อมกำหนดโผฏฐัพพะว่าเป็นภายนอก ย่อมกำหนดธรรมะว่าเป็นภายนอก *อฏฺฐ.: โคจรนานตฺตญาณนิทฺเทเส รูเป พหิทฺธา ววตฺเถตีติ อชฺฌตฺตโต พหิทฺธาภูเต รูปายตนธมฺเม ววตฺถเปตีติ อตฺโถฯ *อฏฺฐ.แปล: ในโคจรนานตฺตญาณนิทฺเทส คำว่า “รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติ” หมายความว่า ย่อมกำหนดธรรมคือรูปายตนะที่เป็นภายนอกจากภายใน *ปิฏก.: กถํ รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดรูปว่าเป็นภายนอกอย่างไร? *ปิฏก.: รูปา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ รูปา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, รูปา กมฺมสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, รูปา อาหารสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, รูปา จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ, รูปา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ, รูปา สมุทาคตาติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่ารูปเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่ารูปเกิดจากตัณหา ย่อมกำหนดว่ารูปเกิดจากกรรม ย่อมกำหนดว่ารูปเกิดจากอาหาร ย่อมกำหนดว่ารูปอาศัยมหาภูตรูปทั้งสี่ ย่อมกำหนดว่ารูปเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำหนดว่ารูปมาประชุมกันแล้ว *อฏฺฐ.: อวิชฺชาสมฺภูตาติอาทิ อตฺตภาวปริยาปนฺนกมฺมชรูปตฺตา วุตฺตํฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “อวิชฺชาสมฺภูตา” เป็นต้น กล่าวไว้เพราะเป็นรูปที่เกิดจากกรรมอันรวมอยู่ในอัตภาพ *อฏฺฐ.: อาหาโรปิ หิ กมฺมชรูปสฺส อุปตฺถมฺภกปจฺจโย โหติฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะแม้แต่อาหารก็เป็นปัจจัยอุปถัมภ์แห่งรูปที่เกิดจากกรรม *ปิฏก.: รูปา อหุตฺวา สมฺภูตา, หุตฺวา น ภวิสฺสนฺตีติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่ารูปเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เมื่อมีแล้วจักไม่เป็นต่อไป *ปิฏก.: รูเป อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ, รูปา อทฺธุวา อสสฺสตา วิปริณามธมฺมาติ ววตฺเถติ ฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นสิ่งมีที่สุด ย่อมกำหนดว่ารูปไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีวิปริณามธรรมเป็นปกติ *ปิฏก.: รูปา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่ารูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เกิดจากปัจจัย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา *ปิฏก.: รูเป อนิจฺจโต ววตฺเถติ, โน นิจฺจโต; ทุกฺขโต ววตฺเถติ, โน สุขโต; อนตฺตโต ววตฺเถติ, โน อตฺตโต; นิพฺพินฺทติ, โน นนฺทติ ; วิรชฺชติ, โน รชฺชติ; นิโรเธติ, โน สมุเทติ; ปฏินิสฺสชฺชติ, โน อาทิยติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่โดยความเป็นของเที่ยง ย่อมกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่ใช่โดยความเป็นสุข ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่โดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ใช่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่ใช่กำหนัด ย่อมทำให้ดับ ไม่ใช่ทำให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ใช่ถือเอา *ปิฏก.: อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ, ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ, อนตฺตโต ววตฺเถนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ, นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทิํ ปชหติ, วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ, นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ, ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติฯ *ปิฏก.แปล: เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละนันทิ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ เมื่อทำให้ดับ ย่อมละสมุทัย เมื่อสละคืน ย่อมละอาทาน *ปิฏก.: เอวํ รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: อย่างนี้แล ย่อมกำหนดรูปว่าเป็นภายนอก *ปิฏก.: กถํ สทฺเท พหิทฺธา ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดสัททะว่าเป็นภายนอกอย่างไร? *ปิฏก.: สทฺทา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ…เป.… สทฺทา จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ, สทฺทา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ, สทฺทา สมุทาคตาติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าสัททะเกิดจากอวิชชา …เป.… ย่อมกำหนดว่าสัททะอาศัยมหาภูตรูปทั้งสี่ ย่อมกำหนดว่าสัททะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำหนดว่าสัททะมาประชุมกันแล้ว *อฏฺฐ.: สทฺทสฺส ปน อุตุจิตฺตสมุฏฺฐานตฺตา อวิชฺชาสมฺภูตาทิจตุกฺกํ น วุตฺตํฯ *อฏฺฐ.แปล: ส่วนสัททะ เพราะเกิดจากอุตุและจิต จึงไม่กล่าวจตุกะว่า “อวิชฺชาสมฺภูตา” เป็นต้น *ปิฏก.: สทฺทา อหุตฺวา สมฺภูตา, หุตฺวา น ภวิสฺสนฺตีติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าสัททะเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เมื่อมีแล้วจักไม่เป็นต่อไป *ปิฏก.: สทฺเท อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ, สทฺทา อทฺธุวา อสสฺสตา วิปริณามธมฺมาติ ววตฺเถติ, สทฺทา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดสัททะโดยความเป็นสิ่งมีที่สุด ย่อมกำหนดว่าสัททะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีวิปริณามธรรมเป็นปกติ ย่อมกำหนดว่าสัททะเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เกิดจากปัจจัย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา *ปิฏก.: สทฺเท อนิจฺจโต ววตฺเถติ, โน นิจฺจโต…เป.… เอวํ สทฺเท พหิทฺธา ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดสัททะโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่โดยความเป็นของเที่ยง …เป.… อย่างนี้แล ย่อมกำหนดสัททะว่าเป็นภายนอก *ปิฏก.: กถํ คนฺเธ พหิทฺธา ววตฺเถติ? คนฺธา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, คนฺธา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ…เป.… เอวํ คนฺเธ พหิทฺธา ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดคันธะว่าเป็นภายนอกอย่างไร? ย่อมกำหนดว่าคันธะเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่าคันธะเกิดจากตัณหา …เป.… อย่างนี้แล ย่อมกำหนดคันธะว่าเป็นภายนอก *ปิฏก.: กถํ รเส พหิทฺธา ววตฺเถติ? รสา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, รสา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ…เป.… เอวํ รเส พหิทฺธา ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดรสะว่าเป็นภายนอกอย่างไร? ย่อมกำหนดว่ารสะเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่ารสะเกิดจากตัณหา …เป.… อย่างนี้แล ย่อมกำหนดรสะว่าเป็นภายนอก *ปิฏก.: กถํ โผฏฺฐพฺเพ พหิทฺธา ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดโผฏฐัพพะว่าเป็นภายนอกอย่างไร? *ปิฏก.: โผฏฺฐพฺพา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, โผฏฺฐพฺพา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, โผฏฺฐพฺพา กมฺมสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, โผฏฺฐพฺพา อาหารสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, โผฏฺฐพฺพา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติฯ โผฏฺฐพฺพา สมุทาคตาติ ววตฺเถติ…เป.… เอวํ โผฏฺฐพฺเพ พหิทฺธา ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าโผฏฐัพพะเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่าโผฏฐัพพะเกิดจากตัณหา ย่อมกำหนดว่าโผฏฐัพพะเกิดจากกรรม ย่อมกำหนดว่าโผฏฐัพพะเกิดจากอาหาร ย่อมกำหนดว่าโผฏฐัพพะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำหนดว่าโผฏฐัพพะมาประชุมกันแล้ว …เป.… อย่างนี้แล ย่อมกำหนดโผฏฐัพพะว่าเป็นภายนอก *อฏฺฐ.: โผฏฺฐพฺพานํ สยํ มหาภูตตฺตา ‘‘จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายา’’ติ น วุตฺตํฯ *อฏฺฐ.แปล: ส่วนโผฏฐัพพะ เพราะเป็นมหาภูตโดยตัวมันเอง จึงไม่กล่าวว่า “จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย” *ปิฏก.: กถํ ธมฺเม พหิทฺธา ววตฺเถติ? *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดธรรมะว่าเป็นภายนอกอย่างไร? *ปิฏก.: ธมฺมา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, ธมฺมา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, ธมฺมา กมฺมสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, ธมฺมา อาหารสมฺภูตาติ ววตฺเถติ, ธมฺมา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ, ธมฺมา สมุทาคตาติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าธรรมะเกิดจากอวิชชา ย่อมกำหนดว่าธรรมะเกิดจากตัณหา ย่อมกำหนดว่าธรรมะเกิดจากกรรม ย่อมกำหนดว่าธรรมะเกิดจากอาหาร ย่อมกำหนดว่าธรรมะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำหนดว่าธรรมะมาประชุมกันแล้ว *อฏฺฐ.: ธมฺมาติ เจตฺถ ภวงฺคมโนสมฺปยุตฺตา ตโย อรูปิโน ขนฺธา, ธมฺมายตนปริยาปนฺนานิ สุขุมรูปานิ จ กมฺมสมุฏฺฐานานิ, สพฺพานิปิ รูปาทีนิ จฯ *อฏฺฐ.แปล: คำว่า “ธมฺมา” ในที่นี้ หมายถึงขันธ์ที่เป็นอรูปิโนทั้งสามที่สัมปยุตต์ด้วยภวังคมนะ และสุขุมรูปทั้งหลายที่รวมอยู่ในธัมมายตนะซึ่งเกิดจากกรรม และรูปทั้งหลายทั้งปวงด้วย *อฏฺฐ.: อปิจ ยานิ ยานิ เยน เยน สมุฏฺฐหนฺติ, ตานิ ตานิ เตน เตน เวทิตพฺพานิฯ *อฏฺฐ.แปล: อนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุใด ย่อมพึงทราบสิ่งนั้นด้วยเหตุนั้น *อฏฺฐ.: อิตรถา หิ สกสนฺตานปริยาปนฺนาปิ รูปาทโย ธมฺมา สพฺเพ น สงฺคณฺเหยฺยุํฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะถ้าไม่เช่นนั้น ธรรมคือรูปเป็นต้นที่รวมอยู่ในสันตานของตนทั้งหมดก็จะไม่ถูกรวบรวมไว้ *อฏฺฐ.: ยสฺมา อนินฺทฺริยพทฺธรูปาทโยปิ วิปสฺสนูปคา, ตสฺมา เตสํ กมฺมสมฺภูตปเทน สงฺคโห เวทิตพฺโพฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะอนินทฺริยพัทธรูปเป็นต้นก็เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาได้ จึงพึงทราบการรวบรวมสิ่งเหล่านั้นด้วยบทว่า “กมฺมสมฺภูต” *อฏฺฐ.: เตปิ หิ สพฺพสตฺตสาธารณกมฺมปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานาฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะสิ่งเหล่านั้นก็เกิดจากอุตุอันมีกรรมเป็นปัจจัยร่วมกันของสัตว์ทั้งปวง *อฏฺฐ.: อญฺเญ ปน ‘‘อนินฺทฺริยพทฺธา รูปาทโย อวิปสฺสนูปคา’’ติ วทนฺติฯ *อฏฺฐ.แปล: แต่บางท่านกล่าวว่า “อนินทฺริยพัทธรูปเป็นต้นไม่เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา” *อฏฺฐ.: ตํ ปน – ‘‘สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ; อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา’’ติฯ (ธ. ป. ๒๗๗) – อาทิกาย ปาฬิยา วิรุชฺฌติฯ *อฏฺฐ.แปล: แต่คำกล่าวนั้นขัดกับบาลีมีอาทิว่า “สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา” (ธัมมปทัฏฐกถา ๒๗๗) *อฏฺฐ.: วุตฺตญฺจ วิสุทฺธิมคฺเค – ‘‘อิเธกจฺโจ อาทิโตว อชฺฌตฺตสงฺขาเร อภินิวิสิตฺวา วิปสฺสติ, ยสฺมา ปน น สุทฺธอชฺฌตฺตทสฺสนมตฺเตเนว มคฺควุฏฺฐานํ โหติ, พหิทฺธาปิ ทฏฺฐพฺพเมว, ตสฺมา ปรสฺส ขนฺเธปิ อนุปาทินฺนสงฺขาเรปิ อนิจฺจํ ทุกฺขมนตฺตาติ วิปสฺสตี’’ติ (วิสุทฺธิ. ๒.๗๘๔)ฯ *อฏฺฐ.แปล: และในวิสุทธิมรรคก็กล่าวไว้ว่า “ในธรรมวินัยนี้ บางคนย่อมลงมือวิปัสสนาโดยเริ่มจากสังขารที่เป็นภายในก่อน แต่เพราะการเห็นเพียงภายในอย่างเดียวไม่เป็นการออกจากมรรคได้ พึงเห็นภายนอกด้วย เพราะฉะนั้น จึงวิปัสสนาขันธ์ของผู้อื่นและสังขารที่ไม่ถูกยึดถือว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” (วิสุทธิมรรค ๒.๗๘๔) *อฏฺฐ.: ตสฺมา ปเรสํ จกฺขาทิววตฺถานมฺปิ อนินฺทฺริยพทฺธรูปาทิววตฺถานมฺปิ อิจฺฉิตพฺพเมว, ตสฺมา เตภูมกสงฺขารา อวิปสฺสนูปคา นาม นตฺถิฯ *อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น การกำหนดจักษุเป็นต้นของผู้อื่นและการกำหนดอนินทฺริยพัทธรูปเป็นต้นก็พึงปรารถนาได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีสังขารในไตรภูมิใดที่ชื่อว่าไม่เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา *ปิฏก.: ธมฺมา อหุตฺวา สมฺภูตา , หุตฺวา น ภวิสฺสนฺตีติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดว่าธรรมะเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เมื่อมีแล้วจักไม่เป็นต่อไป *ปิฏก.: ธมฺเม อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ, ธมฺมา อทฺธุวา อสสฺสตา วิปริณามธมฺมาติ ววตฺเถติ, ธมฺมา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดธรรมะโดยความเป็นสิ่งมีที่สุด ย่อมกำหนดว่าธรรมะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีวิปริณามธรรมเป็นปกติ ย่อมกำหนดว่าธรรมะเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เกิดจากปัจจัย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา *ปิฏก.: ธมฺเม อนิจฺจโต ววตฺเถติ, โน นิจฺจโต; ทุกฺขโต ววตฺเถติ, โน สุขโต; อนตฺตโต ววตฺเถติ, โน อตฺตโต; นิพฺพินฺทติ, โน นนฺทติ; วิรชฺชติ, โน รชฺชติ; นิโรเธติ, โน สมุเทติ; ปฏินิสฺสชฺชติ, โน อาทิยติ…เป.… *ปิฏก.แปล: ย่อมกำหนดธรรมะโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่โดยความเป็นของเที่ยง ย่อมกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่ใช่โดยความเป็นสุข ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่โดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ใช่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่ใช่กำหนัด ย่อมทำให้ดับ ไม่ใช่ทำให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ใช่ถือเอา …เป.… *ปิฏก.: อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ, ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ, อนตฺตโต ววตฺเถนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ, นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทิํ ปชหติ, วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ, นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ, ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติฯ *ปิฏก.แปล: เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละนันทิ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ เมื่อทำให้ดับ ย่อมละสมุทัย เมื่อสละคืน ย่อมละอาทาน *ปิฏก.: เอวํ ธมฺเม พหิทฺธา ววตฺเถติฯ *ปิฏก.แปล: อย่างนี้แล ย่อมกำหนดธรรมะว่าเป็นภายนอก *ปิฏก.: ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ, ปชานนฏฺเฐน ปญฺญาฯ *ปิฏก.แปล: นั่นชื่อว่าญาณโดยอรรถแห่งการรู้ ชื่อว่าปัญญาโดยอรรถแห่งการรู้แจ้ง *ปิฏก.: เตน วุจฺจติ – ‘‘พหิทฺธา ววตฺถาเน ปญฺญา โคจรนานตฺเต ญาณํ’’ฯ *ปิฏก.แปล: เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการกำหนดภายนอก เป็นญาณในความต่างแห่งโคจร” *ปิฏก.: โคจรนานตฺตญาณนิทฺเทโส โสฬสโมฯ *ปิฏก.แปล: โคจรนานตฺตญาณนิทฺเทส จบที่ ๑๖ *อฏฺฐ.: โคจรนานตฺตญาณนิทฺเทสวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ *อฏฺฐ.แปล: โคจรนานตฺตญาณนิทฺเทสวณฺณนา จบแล้ว