== ๒. นีวรณปฺปหานวคฺโค == === [๑๑] === *ปิฏก.: ‘‘นาหํ , ภิกฺขเว, อญฺญํ เอกธมฺมมฺปิ สมนุปสฺสามิ เยน อนุปฺปนฺโน วา กามจฺฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา กามจฺฉนฺโท ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ยถยิทํ, ภิกฺขเว, สุภนิมิตฺตํฯ สุภนิมิตฺตํ, ภิกฺขเว, อโยนิโส มนสิ กโรโต อนุปฺปนฺโน เจว กามจฺฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ กามจฺฉนฺโท ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตตี’’ติฯ ปฐมํฯ* ปิฏก.แปล: ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นแม้ธรรมอันหนึ่งอื่นใด ที่'''กามฉันท์'''อันยังไม่เกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้น หรือว่า'''กามฉันท์'''อันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมีมากขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เหมือนอย่าง'''สุภนิมิตต์'''นี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยไม่แยบคายซึ่ง'''สุภนิมิตต์''' '''กามฉันท์'''อันยังไม่เกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้นด้วย และ'''กามฉันท์'''อันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมีมากขึ้น เพื่อความไพบูลย์ด้วย’’ ดังนี้ เป็นสูตรที่ ๑ *อฏฺฐ.: ทุติยสฺส ปฐเม เอกธมฺมมฺปีติ เอตฺถ ‘‘ตสฺมิํ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺตี’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ๑๒๑) วิย นิสฺสตฺตฏฺเฐน ธมฺโม เวทิตพฺโพฯ ตสฺมา เอกธมฺมมฺปีติ นิสฺสตฺตํ เอกสภาวมฺปีติ อยเมตฺถ อตฺโถฯ* อฏฺฐ.แปล: ในสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ คำว่า '''เอกธมฺมมฺปิ''' ในที่นี้ พึงทราบว่า '''ธรรม''' โดยอรรถว่า'''ปราศจากสัตว์''' เหมือนอย่างในข้อความว่า ‘‘ก็ในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ๑๒๑) เพราะฉะนั้น คำว่า '''เอกธมฺมมฺปิ''' จึงมีความหมายในที่นี้ว่า แม้ธรรมอันมีสภาวะอันเดียว อัน'''ปราศจากสัตว์''' *อฏฺฐ.: อนุปฺปนฺโนวาติ เอตฺถ ปน ‘‘ภูตานํ วา สตฺตานํ ฐิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหาย (ม. นิ. ๑.๔๐๒; สํ. นิ. ๒.๑๑) ยาวตา, ภิกฺขเว, สตฺตา อปทา วา ทฺวิปทา วา’’ติ (อ. นิ. ๔.๓๔; อิติวุ. ๙๐) เอวมาทีสุ วิย สมุจฺจยตฺโถ วาสทฺโท ทฏฺฐพฺโพ, น วิกปฺปตฺโถฯ* อฏฺฐ.แปล: ส่วนคำว่า '''อนุปฺปนฺโน วา''' ในที่นี้ พึงทราบว่าศัพท์ว่า '''วา''' มีอรรถว่า'''รวบรวม''' มิใช่อรรถว่า'''เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง''' เหมือนอย่างในข้อความว่า ‘‘เพื่อความตั้งอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นอยู่แล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความเกิด’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๔๐๒; สังยุตตนิกาย ๒.๑๑) และ ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีประมาณเท่าใด ที่เป็นอเท้า หรือที่เป็นทวิบาท’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๔.๓๔; อิติวุตตกะ ๙๐) *อฏฺฐ.: อยญฺเหตฺถ อตฺโถ – เยน ธมฺเมน อนุปฺปนฺโน จ กามจฺฉนฺโท อุปฺปชฺชติ, อุปฺปนฺโน จ กามจฺฉนฺโท ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ, ตมหํ ยถา สุภนิมิตฺตํ, เอวํ อญฺญํ น ปสฺสามีติฯ* อฏฺฐ.แปล: ก็ความหมายในที่นี้มีอยู่ว่า ธรรมใดที่'''กามฉันท์'''อันยังไม่เกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้นด้วย และ'''กามฉันท์'''อันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมีมากขึ้น เพื่อความไพบูลย์ด้วย เราย่อมไม่เห็นธรรมอื่นใด นอกจาก'''สุภนิมิตต์''' เหมือนอย่าง'''สุภนิมิตต์'''นั้น ดังนี้ *อฏฺฐ.: ตตฺถ อนุปฺปนฺโนติ อชาโต อสญฺชาโต อปาตุภูโต อสมุทาคโตฯ* อฏฺฐ.แปล: ในข้อความนั้น คำว่า '''อนุปฺปนฺโน''' หมายถึง '''ยังไม่เกิด''' '''ยังไม่ปรากฏ''' '''ยังไม่ประจักษ์''' '''ยังไม่ถึงพร้อม''' *อฏฺฐ.: กามจฺฉนฺโทติ ‘‘โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท กามราโค กามนนฺที กามตณฺหา’’ติอาทินา (ธ. ส. ๑๑๕๖) นเยน วิตฺถาริตํ กามจฺฉนฺทนีวรณํฯ* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''กามจฺฉนฺโท''' หมายถึง '''กามฉันท์นีวรณ์''' ที่ทรงขยายความไว้โดยนัยว่า ‘‘กามฉันท์ กามราคะ กามนันที กามตัณหาใดในกามทั้งหลาย’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ๑๑๕๖) *อฏฺฐ.: อุปฺปชฺชตีติ นิพฺพตฺตติ ปาตุภวติฯ* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อุปฺปชฺชติ''' หมายถึง '''ย่อมบังเกิด''' '''ย่อมปรากฏ''' *อฏฺฐ.: โส ปเนส อสมุทาจารวเสน วา อนนุภูตารมฺมณวเสน วา อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชตีติ เวทิตพฺโพฯ อญฺญถา หิ อนมตคฺเค สํสาเร อนุปฺปนฺโน นาม นตฺถิฯ* อฏฺฐ.แปล: ก็'''กามฉันท์'''นั้นพึงทราบว่า เกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' หรือโดยอำนาจแห่ง'''อารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย''' เพราะมิฉะนั้นแล้ว ในสังสารวัฏอันหาเบื้องต้นมิได้ ย่อมไม่มีสิ่งที่ชื่อว่ายังไม่เกิดขึ้นเลย *อฏฺฐ.: ตตฺถ เอกจฺจสฺส วตฺตวเสน กิเลโส น สมุทาจรติ, เอกจฺจสฺส คนฺถธุตงฺคสมาธิ- วิปสฺสนานวกมฺมาทีนํ อญฺญตรวเสนฯ* อฏฺฐ.แปล: ในเรื่องนั้น กิเลสย่อมไม่ประพฤติเนือง ๆ แก่บุคคลบางคน โดยอำนาจแห่ง'''วัตร''' แก่บุคคลบางคน โดยอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งแห่ง'''คัมภีร์ ธุตังค์ สมาธิ วิปัสสนา การงานใหม่''' เป็นต้น *อฏฺฐ.: กถํ? เอกจฺโจ หิ วตฺตสมฺปนฺโน โหติ, ตสฺส ทฺเวอสีติ ขุทฺทกวตฺตานิ จุทฺทส มหาวตฺตานิ เจติยงฺคณโพธิยงฺคณปานียมาฬกอุโปสถาคารอาคนฺตุกคมิกวตฺตานิ จ กโรนฺตสฺเสว กิเลโส โอกาสํ น ลภติฯ อปรภาเค ปนสฺส วตฺตํ วิสฺสชฺเชตฺวา ภินฺนวตฺตสฺส จรโต อโยนิโสมนสิการญฺเจว สติโวสฺสคฺคญฺจ อาคมฺม อุปฺปชฺชติฯ เอวมฺปิ อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชติ นามฯ* อฏฺฐ.แปล: อย่างไร? บุคคลบางคนย่อมถึงพร้อมด้วย'''วัตร''' กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขากำลังทำ'''ขุททกวัตร''' ๘๒ '''มหาวัตร''' ๑๔ และ'''เจดีย์อังคณะ โพธิอังคณะ ปานียมาฬกะ อุโบสถาคาร อาคันตุก คมิกวัตร''' อยู่ ต่อมาเมื่อเขาละ'''วัตร'''เสียแล้ว เที่ยวไปในฐานะที่เป็นผู้มี'''วัตร'''ขาดแล้ว อาศัย'''อโยนิโสมนสิการ'''และ'''สติวัสสัคคะ''' กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' *อฏฺฐ.: เอกจฺโจ คนฺถยุตฺโต โหติ, เอกมฺปิ นิกายํ คณฺหาติ ทฺเวปิ ตโยปิ จตฺตาโรปิ ปญฺจปิฯ ตสฺส เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ อตฺถวเสน ปาฬิวเสน อนุสนฺธิวเสน ปุพฺพาปรวเสน คณฺหนฺตสฺส สชฺฌายนฺตสฺส วาเจนฺตสฺส เทเสนฺตสฺส ปกาเสนฺตสฺส กิเลโส โอกาสํ น ลภติฯ อปรภาเค ปนสฺส คนฺถกมฺมํ ปหาย กุสีตสฺส จรโต อโยนิโสมนสิการสติโวสฺสคฺเค อาคมฺม อุปฺปชฺชติฯ เอวมฺปิ อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชติ นามฯ* อฏฺฐ.แปล: บุคคลบางคนย่อมประกอบด้วย'''คัมภีร์''' ถือเอาแม้เพียงนิกายเดียว สอง สาม สี่ หรือห้า นิกาย กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขากำลังถือเอา พุทธวจนะอันเป็น'''เตปิฎก''' โดยอรรถ โดยบาลี โดยอนุสนธิ โดยปุพพาปร กำลังสาธยาย กำลังกล่าว กำลังแสดง กำลังประกาศอยู่ ต่อมาเมื่อเขาละ'''คัมภีร์กรรม'''เสียแล้ว เที่ยวไปในฐานะที่เป็นผู้เกียจคร้าน อาศัย'''อโยนิโสมนสิการ'''และ'''สติวัสสัคคะ''' กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' *อฏฺฐ.: เอกจฺโจ ปน ธุตงฺคธโร โหติ, เตรส ธุตงฺคคุเณ สมาทาย วตฺตติฯ ตสฺส ปน ธุตงฺคคุเณ ปริหรนฺตสฺส กิเลโส โอกาสํ น ลภติฯ อปรภาเค ปนสฺส ธุตงฺคานิ วิสฺสชฺเชตฺวา พาหุลฺลาย อาวตฺตสฺส จรโต อโยนิโสมนสิการสติโวสฺสคฺเค อาคมฺม อุปฺปชฺชติฯ เอวมฺปิ อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชติ นามฯ* อฏฺฐ.แปล: ส่วนบุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ทรง'''ธุตังค์''' สมาทานคุณแห่ง'''ธุตังค์''' ๑๓ ประการแล้วประพฤติอยู่ กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขากำลังรักษาคุณแห่ง'''ธุตังค์'''อยู่ ต่อมาเมื่อเขาละ'''ธุตังค์'''ทั้งหลายเสียแล้ว เที่ยวไปในฐานะที่กลับไปสู่ความมักมาก อาศัย'''อโยนิโสมนสิการ'''และ'''สติวัสสัคคะ''' กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' *อฏฺฐ.: เอกจฺโจ อฏฺฐสุ สมาปตฺตีสุ จิณฺณวสี โหติ, ตสฺส ปฐมชฺฌานาทีสุ อาวชฺชนวสิอาทีนํ วเสน วิหรนฺตสฺส กิเลโส โอกาสํ น ลภติฯ อปรภาเค ปนสฺส ปริหีนชฺฌานสฺส วา วิสฺสฏฺฐชฺฌานสฺส วา ภสฺสาทีสุ อนุยุตฺตสฺส วิหรโต อโยนิโสมนสิการสติโวสฺสคฺเค อาคมฺม อุปฺปชฺชติฯ เอวมฺปิ อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชติ นามฯ* อฏฺฐ.แปล: บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ชำนาญแล้วใน'''สมาบัติ'''ทั้ง ๘ กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขาดำรงอยู่โดยอำนาจแห่ง'''อาวัชชนวสี''' เป็นต้น ใน'''ปฐมฌาน''' เป็นต้น ต่อมาเมื่อเขาเป็นผู้มี'''ฌาน'''เสื่อมแล้ว หรือเป็นผู้ละ'''ฌาน'''เสียแล้ว ดำรงอยู่โดยประกอบใน'''ภัสสะ''' เป็นต้น อาศัย'''อโยนิโสมนสิการ'''และ'''สติวัสสัคคะ''' กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' *อฏฺฐ.: เอกจฺโจ ปน วิปสฺสโก โหติ, สตฺตสุ วา อนุปสฺสนาสุ อฏฺฐารสสุ วา มหาวิปสฺสนาสุ กมฺมํ กโรนฺโต วิหรติฯ ตสฺเสวํ วิหรโต กิเลโส โอกาสํ น ลภติฯ อปรภาเค ปนสฺส วิปสฺสนากมฺมํ ปหาย กายทฬฺหีพหุลสฺส วิหรโต อโยนิโสมนสิการสติโวสฺสคฺเค อาคมฺม อุปฺปชฺชติฯ เอวมฺปิ อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชติ นามฯ* อฏฺฐ.แปล: ส่วนบุคคลบางคนย่อมเป็นผู้มี'''วิปัสสนา''' ดำรงอยู่โดยทำการงานใน'''อนุปัสสนา'''ทั้ง ๗ หรือใน'''มหาวิปัสสนา'''ทั้ง ๑๘ กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขาดำรงอยู่อย่างนั้น ต่อมาเมื่อเขาละ'''วิปัสสนากรรม'''เสียแล้ว ดำรงอยู่โดยมากด้วย'''กายทัฬหี''' อาศัย'''อโยนิโสมนสิการ'''และ'''สติวัสสัคคะ''' กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' *อฏฺฐ.: เอกจฺโจ นวกมฺมิโก โหติ, อุโปสถาคารโภชนสาลาทีนิ กาเรติฯ ตสฺส เตสํ อุปกรณานิ จินฺเตนฺตสฺส กิเลโส โอกาสํ น ลภติฯ อปรภาเค ปนสฺส นวกมฺเม นิฏฺฐิเต วา วิสฺสฏฺเฐ วา อโยนิโสมนสิการสติโวสฺสคฺเค อาคมฺม อุปฺปชฺชติฯ เอวมฺปิ อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชติ นามฯ* อฏฺฐ.แปล: บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ทำการงานใหม่ สร้าง'''อุโบสถาคาร โภชนศาลา''' เป็นต้น กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสในขณะที่เขาคิดถึงอุปกรณ์ของสิ่งเหล่านั้นอยู่ ต่อมาเมื่อ'''นวกัมมะ'''สำเร็จแล้ว หรือถูกละทิ้งแล้ว อาศัย'''อโยนิโสมนสิการ'''และ'''สติวัสสัคคะ''' กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' *อฏฺฐ.: เอกจฺโจ ปน พฺรหฺมโลกา อาคโต สุทฺธสตฺโต โหติ, ตสฺส อนาเสวนตาย กิเลโส โอกาสํ น ลภติฯ อปรภาเค ปนสฺส ลทฺธาเสวนสฺส อโยนิโสมนสิการสติโวสฺสคฺเค อาคมฺม อุปฺปชฺชติฯ เอวมฺปิ อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชติ นามฯ เอวํ ตาว อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺนสฺส อุปฺปนฺนตา เวทิตพฺพาฯ* อฏฺฐ.แปล: ส่วนบุคคลบางคนย่อมเป็นสัตว์บริสุทธิ์ผู้มาจาก'''พรหมโลก''' กิเลสย่อมไม่ได้ออกาสเพราะความที่เขา'''ยังไม่เคยเสพ''' ต่อมาเมื่อเขาได้'''เสพ'''แล้ว อาศัย'''อโยนิโสมนสิการ'''และ'''สติวัสสัคคะ''' กิเลสย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' ดังนี้ พึงทราบความเกิดขึ้นแห่งสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''ความไม่ประพฤติเนือง ๆ''' ก่อน *อฏฺฐ.: กถํ อนนุภูตารมฺมณวเสน? อิเธกจฺโจ อนนุภูตปุพฺพํ มนาปิยํ รูปาทิอารมฺมณํ ลภติ, ตสฺส ตตฺถ อโยนิโสมนสิการสติโวสฺสคฺเค อาคมฺม ราโค อุปฺปชฺชติฯ เอวํ อนนุภูตารมฺมณวเสน อนุปฺปนฺโน อุปฺปชฺชติ นามฯ* อฏฺฐ.แปล: อย่างไรโดยอำนาจแห่ง'''อารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย'''? บุคคลบางคนในโลกนี้ได้'''รูปารมณ์'''เป็นต้นอันน่าพอใจที่ยังไม่เคยเสวยมาก่อน ราคะย่อมเกิดขึ้นแก่เขา อาศัย'''อโยนิโสมนสิการ'''และ'''สติวัสสัคคะ'''ในอารมณ์นั้น อย่างนี้ชื่อว่าเกิดขึ้นในฐานะที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่ง'''อารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย''' *อฏฺฐ.: อุปฺปนฺโนติ ชาโต สญฺชาโต นิพฺพตฺโต อภินิพฺพตฺโต ปาตุภูโตฯ* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อุปฺปนฺโน''' หมายถึง '''เกิดแล้ว''' '''ปรากฏแล้ว''' '''บังเกิดแล้ว''' '''อภินิพพัตติแล้ว''' '''ประจักษ์แล้ว''' *อฏฺฐ.: ภิยฺโยภาวายาติ ปุนปฺปุนภาวายฯ* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''ภิยฺโยภาวาย''' หมายถึง '''เพื่อความมีอยู่บ่อย ๆ''' *อฏฺฐ.: เวปุลฺลายาติ วิปุลภาวาย ราสิภาวายฯ* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''เวปุลฺลาย''' หมายถึง '''เพื่อความไพบูลย์''' '''เพื่อความเป็นกอง''' *อฏฺฐ.: ตตฺถ สกิํ อุปฺปนฺโน กามจฺฉนฺโท น นิรุชฺฌิสฺสติ, สกิํ นิรุทฺโธ วา สฺเวว ปุน อุปฺปชฺชิสฺสตีติ อฏฺฐานเมตํฯ เอกสฺมิํ ปน นิรุทฺเธ ตสฺมิํ วา อารมฺมเณ อญฺญสฺมิํ วา อารมฺมเณ อปราปรํ อุปฺปชฺชมาโน ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ นามฯ* อฏฺฐ.แปล: ในเรื่องนั้น การที่'''กามฉันท์'''อันเกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วย่อมไม่ดับไป หรือว่าอันดับไปครั้งเดียวแล้วย่อมเกิดขึ้นอีกในวันรุ่งขึ้นนั้น ย่อมไม่ใช่ฐานะ แต่เมื่อ'''กามฉันท์'''อันหนึ่งดับไปแล้ว ย่อมเกิดขึ้นอีก ๆ ในอารมณ์นั้น หรือในอารมณ์อื่น ชื่อว่าเป็นไปเพื่อความมีมากขึ้น เพื่อความไพบูลย์ *อฏฺฐ.: สุภนิมิตฺตนฺติ ราคฏฺฐานิยํ อารมฺมณํฯ ‘‘สนิมิตฺตา, ภิกฺขเว, อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา, โน อนิมิตฺตา’’ติ เอตฺถ นิมิตฺตนฺติ ปจฺจยสฺส นามํฯ ‘‘อธิจิตฺตมนุยุตฺเตน, ภิกฺขเว, ภิกฺขุนา ปญฺจ นิมิตฺตานิ กาเลน กาลํ มนสิกาตพฺพานี’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๑๖) เอตฺถ การณสฺสฯ ‘‘โส ตํ นิมิตฺตํ อาเสวติ ภาเวตี’’ติ (อ. นิ. ๙.๓๕) เอตฺถ สมาธิสฺสฯ ‘‘ยํ นิมิตฺตํ อาคมฺม ยํ นิมิตฺตํ มนสิกโรโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตี’’ติ (อ. นิ. ๖.๒๗) เอตฺถ วิปสฺสนายฯ อิธ ปน ราคฏฺฐานิโย อิฏฺฐารมฺมณธมฺโม ‘‘สุภนิมิตฺต’’นฺติ อธิปฺเปโตฯ* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''สุภนิมิตฺตํ''' หมายถึง '''อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ''' ในข้อความว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลย่อมเกิดขึ้นมีนิมิตต์ มิใช่ไม่มีนิมิตต์’’ ในที่นี้คำว่า '''นิมิตต์''' เป็นชื่อของ'''ปัจจัย''' ในข้อความว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบในอธิจิตต์ พึงทำในใจซึ่งนิมิตต์ ๕ เป็นครั้งคราว’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๑๖) ในที่นี้หมายถึง'''เหตุ''' ในข้อความว่า ‘‘เขาย่อมเสพ ย่อมเจริญนิมิตต์นั้น’’ (อังคุตตรนิกาย ๙.๓๕) ในที่นี้หมายถึง'''สมาธิ''' ในข้อความว่า ‘‘อาศัยนิมิตต์ใด ทำในใจซึ่งนิมิตต์ใด อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปในลำดับ’’ (อังคุตตรนิกาย ๖.๒๗) ในที่นี้หมายถึง'''วิปัสสนา''' ส่วนในที่นี้ประสงค์'''ธรรมอันเป็นอิฏฐารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ''' ว่าเป็น'''สุภนิมิตต์''' *อฏฺฐ.: อโยนิโสมนสิกโรโตติฯ ‘‘ตตฺถ กตโม อโยนิโสมนสิกาโร? อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ, ทุกฺเข สุขนฺติ, อนตฺตนิ อตฺตาติ, อสุเภ สุภนฺติ, อโยนิโสมนสิกาโร อุปฺปถมนสิกาโร, สจฺจวิปฺปฏิกูเลน วา จิตฺตสฺส อาวชฺชนา อนฺวาวชฺชนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโรฯ อยํ วุจฺจติ อโยนิโสมนสิกาโร’’ติ (วิภ. ๙๓๖) อิมสฺส มนสิการสฺส วเสน อนุปาเยน มนสิกโรนฺตสฺสาติฯ* อฏฺฐ.แปล: คำว่า '''อโยนิโสมนสิกโรโต''' หมายถึง ผู้ทำในใจโดย'''อนุบาย''' โดยอำนาจแห่ง'''มนสิการ'''นี้ คือ ‘‘ในเรื่องนั้น อโยนิโสมนสิการเป็นอย่างไร? การทำในใจว่าเป็นนิจจ์ในสิ่งที่เป็นอนิจจ์ เป็นสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ เป็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตา เป็นสุภะในสิ่งที่เป็นอสุภะ อโยนิโสมนสิการ คืออุปปถมนสิการ หรือการอาวัชชนา อนุอาวัชชนา อาโภคะ สมันนาหาระ มนสิการแห่งจิต โดยวิปฏิรูปต่อสัจจะ นี้เรียกว่าอโยนิโสมนสิการ’’ (วิภังค์ ๙๓๖)