====== คำถามและคำตอบ ๗.๒ – ความเป็นเจตสิกประเภทไหน ====== เป็นสัมมาสติเช่นเดียวกัน เมื่อระลึกถึงสิ่งที่ทำในอดีตแล้วเกิดกุศล นี่ก็เป็นสัมมาสติ แต่ไม่ใช่ถ้าอกุศลเกิดเพราะเป็นอกุศลสัญญา เป็นสัญญาที่เกิดกับอกุศลธรรม โดยยังเป็นนามขันธ์ ๔ เช่นกัน นามขันธ์ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลไม่เที่ยง ทันทีที่เกิดขึ้นก็ดับไป เป็นธรรมที่มีการเกิดขึ้นและเสื่อมไปตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นทุกข์ ====== คำถาม ๗.๓ – เจตสิกอะไรทำการถือเอาอารมณ์ ====== '''คำถาม''' เจตสิกอะไรมีหน้าที่ "ถือเอาอารมณ์"? '''คำตอบ''' จิตทั้งหมดและเจตสิกที่เกิดร่วมกันถือเอาอารมณ์ เพราะถ้าไม่มีอารมณ์ นามธรรมเหล่านั้นก็จะไม่เกิด จิตและเจตสิกเป็นตัวรู้ ตัวรู้คือ'''อารัมมณิกธรรม'''จะเกิดขึ้นไม่ได้โดยไม่มีอารมณ์ '''อารัมมณิกะ'''เป็นธรรมะหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถือเอาอารมณ์ กล่าวโดยอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นธรรมที่รู้'''อารมณ์''' ถ้าไม่มีอารมณ์เพื่อให้รู้ ก็จะไม่มีธรรมะที่รู้ จิตและเจตสิกในกลุ่มต่างๆ ถือเอาอารมณ์ต่างๆ กัน มีจิต ๘๙ ประเภท และเจตสิก ๕๒ ประเภท ซึ่งล้วนแต่มีอารมณ์ของตนๆ ยกตัวอย่างเช่น มรรคจิตและผลจิตกับเจตสิก (มคฺคเจตสิกและผลเจตสิก) ที่เกิดร่วมกัน ถือเอาอารมณ์เดียวเท่านั้นคือพระนิพพาน ส่วนฌานจิตกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันถือเอาอารมณ์เดียวเท่านั้นคือปฏิภาคนิมิต ตัวอย่างเช่น ฌานในปฐวีกสิณถือเอาปฐวีกสิณนิมิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ จิตเหล่านี้เป็นโลกุตตรจิตและรูปาวจรจิต แต่กามาวจรจิตจะถือเอาอารมณ์ต่างๆ เป็นอารมณ์ จะดีหรือ